ฉันไม่ได้อยากร้าย
ข้อมูลเบื้องต้น
พระเอก: เฉินเฟยหรง ชายหนุ่มหน้าตาดีฐานะร่ำรวยคู่หมั้นของไป่หนิงฮวา
นางเอก : จางลี่ถัง หน้าตาน่ารักดูอ่อนหวาน บอบบาง เจอกับพระเอกตอนที่เรียนอยู่ในเมืองก่อนที่ต้องไปเป็นยุวชน ที่ชนบท
พระรอง : หยางซีหยุน นายทหารหนุ่มยศพันตรี ต้องไปทำภารกิจอันตรายนานหลายเดือน ช่วงนั้นเป็นเวลาที่นางเอก พระเอก และนางร้ายต้องไปเป็นยุวชนทำงาน
นางร้าย : ไป่หนิงฮวา เป็นนางร้ายไร้สมอง เกรด C คอยแต่กรี๊ด ๆ ทั้งที่ชีวิตของนางก็ดีกว่านางเอก แต่ก็หาเรื่องให้นางเอก
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 2 ขอบคุณสำหรับกำลังใจและการสนับสนุนของทุกคน
ตอนที่ 1 ทะลุมิติ
ตอนที่ 1 ทะลุมิติ
“นี่มันนิยายบ้าอะไรเนี่ย นางเอกแย่งคู่หมั่นคนอื่น ส่วนพระเอกเกาะนางร้ายจนได้ดีแล้วกลับมาทำลายนี่มันอะไร ทำไมคนถึงชอบอ่านจังนิยายแบบนี้”
หญิงสาวนอนอยู่บนเตียงในมือถือนิยายที่ติดอันดับขายดี หลังจากที่อ่านจนจบถึงกับบ่นออกมาอย่างไม่เข้าใจ อาจเป็นเพราะเธอรับบทส่วนใหญ่เป็นนางร้ายก็ได้จึงเข้าอกเข้าใจนางร้ายเป็นพิเศษและอีกอย่างหนึ่งคือ นางร้ายในเรื่องดันชื่อเหมือนเธอ แต่ก็พอจะเข้าใจได้ ถ้าพูดถึงนางร้ายอันดับหนึ่งในยุคนี้ก็ต้องนึกถึงชื่อเธอ ‘ไป่หนิงฮวา’ เป็นธรรมดา ใช่แล้วเธอคือ ‘นางร้าย’ ดาราที่ไม่ว่าจะรับบทนางร้ายแบบไหนก็เข้าถึงตัวละครร้ายได้อย่างธรรมชาติราวกับว่า บทนางร้าย สร้างมาเพื่อเธอทำให้เรื่องไหนที่เธอรับบทเป็นนางร้ายเรื่องนั้นก็จะได้รับกระแสนิยมอย่างล้นหลาม
“ถึงนางร้ายจะไม่ค่อยมีสมองเท่าไหร่ และเธอก็ไม่ได้ทำร้ายนางเอกมากขนาดที่จะทำลายทั้งครอบครัวของเธอเลยนี่ อย่างน้อยก็น่าจะคิดถึงเวลาที่ครอบครัวเธอเคยช่วยเหลือบ้าง”
เธออดสงสารนางร้ายของเรื่องไม่ได้ ถูกแย่งคู่หมั้น แต่ทำไมคนถึงบอกว่าเธอเป็นคนผิดทั้ง ๆที่คนผิดจริง ๆคือ พระเอก และนางเอก ของเรื่อง พระเอกมีคู่หมั่นอยู่แล้วแต่ก็ยังไปตกหลุมรักนางเอก แถมยังหลอกใช้ความรักของนางร้ายจนได้ทุกอย่าง ส่วนนางเอกก็รู้ว่าเขามีเจ้าของแล้วแต่ก็ยังอยากจะได้ บีบน้ำตาให้ดูน่าสงสาร แล้วบอกว่า ความรักมันห้ามกันไม่ได้ สุดท้ายนางร้ายที่เสียใจโกรธแค้น พูดด่าทอนางเอก ภาพที่ออกมากลายเป็นนางร้ายรังแกนางเอกทำให้ผู้คนมองว่านางคือคนผิดเสียอย่างนั้น
“ไม่ว่าสมัยไหนคนเราก็ชอบตัดสินคนแต่ภายนอกสินะ”
“เฮ้อ!! ได้เวลาแล้วสินะ”
เมื่อปรับอารมณ์หลังจากอ่านนิยายจนจบแล้ว เธอดูเวลาเหลืออีก 3 ชั่วโมงจะถึงงานประกาศรางวัลแล้วเธอลุกออกจากห้องนอนไปรอที่ห้องรับแขกเพื่อรอช่างแต่งตัวประจำตัวของเธอ
ก๊อก ๆ
“เข้ามาเลยค่ะ พี่เหมย”
เมื่อสิ้นเสียงหญิงสาวประตูก็เปิดออกปรากฎร่างของชายใจหญิงที่แต่งตัวตามแฟชั่นพร้อมกับลูกมืออีก 3 คน หลังจากที่เข้ามาพวกเขาก็จัดเตรียมอุปกรณ์ ต่าง ๆอย่างรวดเร็วสมกับเป็นมืออาชีพ
“มาเริ่มกันเลยค่ะ คุณน้อง”
เธอนั่งหลับตาปล่อยให้ช่างและลูกมือจัดการแต่งหน้าแต่งตัวให้กับเธอจนเวลาผ่านไปเกือบ 1 ชั่วโมงเธอแต่งหน้าแต่งตัวจนเสร็จสรรพเธอสวมชุดราตรีสีดำเปิดเว้าช่วงหลัง ตุ้มหู และสร้อยเพชรที่เข้าคู่กัน ใบหน้าแต่งแต้มให้ดูสวยเฉี่ยวลุคนางพญาที่ดูร้ายกาจ
“คุณน้องนี่เหมาะกับลุคนางร้ายมากเลยนะคะ ทุกอย่างของน้องมันดูเข้าไปหมดเลย”
“ขอบคุณคะพี่เหมย”
ตื๊ดๆ ๆ ๆ
เสียงโทรศัพท์ดังโชว์ชื่อผู้ติดต่อคือผู้จัดการส่วนตัวของเธอโทรมานั่นเอง
“ค่ะ พี่ถิง
“ว่าไงเรา แต่งหน้าแต่งตัวเรียบร้อยแล้วใช่ไหม ไม่ให้พี่ให้รถตู้เข้าไปรับแน่เหรอเรา”
“ค่ะพี่ พอดีหนูว่าจะไปต่างเมืองต่อพอดีว่าจะไปทำบุญวันครบรอบค่ะ”
“ให้พี่ไปเป็นเพื่อนไหม”
“ไม่เป็นไรค่ะ วันหยุดพี่ทั้งทีอยู่กับครอบครัวเถอะคะ แค่นี้นะคะ เจอกันที่งานค่ะ”
“โอเค เจอกันที่งานจ๊ะ”
หลังจากที่คุยโทรศัพท์เสร็จเธอลงลิฟท์ไปลานจอดรถ เมื่อมาถึงรถเธอจึงขับออกไปที่งานทันที เมื่อถึงงานเธอให้คนนับรถไปจอดพร้อมกับขึ้นรถที่ทางงานเตรียมไว้เข้าไป เมื่อมาถึงงานหญิงสาวปรับอารมณ์เมื่อเปิดประตูลงจากรถสายตาของเธอก็ปะทะกับแสงแฟลชจำนวนมาก เธอยิ้มรับพร้อมโบกมืออย่างมืออาชีพ แล้วจึงเดินเข้าไปในงาน ครั้งนี้ก็เป็นเหมือนทุก ๆ ครั้งเธอได้รางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมสาขานางร้ายอีกแล้วเมื่องานจบขณะที่เธอขับรถเพื่อไปยังต่างเมืองต่อเพราะพรุ่งนี้เป็นวันครบรอบวันตายของพ่อแม่เธอ ขณะที่เธอขับไปบรรยากาศกลางคืนที่เงียบสงบเธอได้ยินเสียงที่อยู่ในหัว
‘ช่วยด้วย’
“ใครกัน”
‘ช่วยด้วย’
“เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันทำบุญไปให้นะ”
‘ช่วยด้วย’
“จะให้ช่วยอะไร”
หลังจากที่เธอพูดจบเสียงในหัวก็หายไปจนเธอขับรถมาถึงที่พักที่เธอได้จองไว้และเป็นที่พักประจำเมื่อเธอมาทำบุญ เมื่อถึงห้องพักเธอจึงอาบน้ำแต่งตัวและเข้านอนในทันทีด้วยความเพลียจากงานรับรางวัลและการขับรถทางไกล เธอจึงหลับไปอย่างรวดเร็ว
ภายในความฝันเธอฝันถึงทุ่งหญ้าที่เขียวที่กว้างสุดลูกหูลูกตา อากาศที่สดชื่นเย็นสบายแต่ภายในฝันกลับมีหญิงสาวอีกคนอยู่ด้วย เธอยืนหันหลังดูจากชุดของเธอเหมือนย้อนกลับไปยุค 70 เมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้ ๆหญิงสาวที่ยืนอยู่ก็หันหน้ามาหาเธอ หน้าตาของหญิงสาวคนนั้นดูคล้ายกับเธอมากจนเธออึ้งไปจนได้ยินเสียงของหญิงสาวเรียกจึงกลับมามีสติอีกครับ
“ช่วยด้วย”
“เธอนั่นเอง แล้วเธอจะให้ฉันช่วยยังไง”
“ช่วยไปใช้ชีวิตแทนฉันที ฉันทำผิดกับคนในตระกูลมากมายเหลือเกิน ช่วยเปลี่ยนตอนจบของฉันที ได้โปรด”
“ฉันก็อยากจะช่วยนะ แต่ฉันต้องทำยังไง”
“เมื่อเวลาของเธอในโลกนี้หมดลงเธอจะรู้เอง”
“หมายความว่าไง”
ยังไม่ทันได้คำตอบร่างหญิงสาวที่ยืนอยู่ก็หายไปพร้อมกับรอยยิ้มของเธอและปากที่อ้าออกแต่ไร้เสียงโดยอ่านได้เพียงว่า
‘ขอบคุณ’
เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อมองนาฬิกาก็พบว่าเช้าแล้ว เธอจึงอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมไปทำบุญ ยามปกติเธอทำบุญบ่อย ๆเมื่อมีเวลาเมื่อทำบุญเสร็จ หญิงสาวก็ไปยังหลุมศพของพ่อและแม่ ซึ่งท่านได้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ในช่วงที่เธอเรียนมัธยมปลาย ทำให้เธอต้องเข้าวงการเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเทอมจนเรียนจบมหาลัย และยังคงเป็นนักแสดงอยู่จนถึงตอนนี้
“พ่อคะ แม่คะ ตอนนี้หนูมีชีวิตที่ดี สบายดีพ่อแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”
หญิงสาวพูดคุยเรื่องราวที่ผ่านมาในช่วงหนึ่งปีกับหลุมศพราวกับว่าพูดคุยกับพ่อแม่ของเธอจนเวลาผ่านไปใกล้ช่วงเย็นหญิงสาวจึงเดินออกมา ก่อนจะกลับเธอรับรู้ถึงความอบอุ่นภายในใจราวกับการได้รับการโอบกอดของพ่อกับแม่น้ำแต่เธอไหลออกมา ทั้งรอยยิ้ม ก่อนจะหันกลับไปที่หลุมศพ และโบกมือพร้อมลอยยิ้มเพื่อลาพ่อกับแม่ของเธอ
ขณะที่เธอขับรถกลับคอนโดที่อยู่อีกเมือง ตอนนี้แสงจากดวงอาทิตย์ได้หายไปจนหมด หญิงสาวขับรถไปตามปกติแต่อยู่ ๆ กลับมีร่างของหญิงสาวยืนกลางถนนทำให้เธอตกใจ หักหลบแต่ระหว่างนั้นมีรถบรรทุกสวนทางมาทำให้รถของเธอประสานงานกับรถบรรทุกอย่างแรง สติของเธอใกล้จะสิ้นลง ลมหายใจขาดช่วง หัวใจของเธอเริ่มเบาลง ๆ ทุกทีบ่งบอกว่าวาระสุดท้ายของเธอใกล้จะถึงแล้ว สายตาที่พล่ามัวมองเห็นหญิงสาวในยืนอยู่ไกล ๆ เธอจึงร้องขอความช่วยเหลือ
“ช่วย..”
ยังไม่ทันพูดจบสติสุดท้ายของเธอก็หายไป จนเวลาไม่กี่ชั่วโมงได้มีการออกข่าวทุกช่องว่า “นางร้ายอันดับหนึ่งได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์คาดว่าจะเกิดจากการหลับใน” เมื่อข่าวออกมาทำให้เหล่าแฟนคลับ และเพื่อน ๆ พี่ ๆในวงการที่สนิทโศกเศร้าไปตาม ๆกัน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ณ บ้านหลังใหญ่
บนเตียงนอนมีหญิงสาวนอนหลับสนิทร่างกายเธอถูกคลุมด้วยผ้าห่มอย่างดี แต่ใบหน้าสวยของเธอกลับขาวซีด เม็ดเหงื่อเต็มกรอบหน้า คิ้วขมวดด้วยความทรมาน
เฮือก!!
หญิงสาวสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างตกใจ เมื่อมองไปรอบ ๆที่ไม่คุ้นตาทำให้เธอสับสนเป็นอย่างมากเธอที่ควรจะตายไปแล้วกลับมาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แต่เพียงไม่นานก็มีความทรงจำเป็นฉาก ๆผ่านเข้ามาในหัวของเธอ แต่ความทรงจำนั้นกลับไม่ใช่ความทรงจำของเธอ คล้ายกับเป็นของหญิงสาวที่เธอพบในฝัน เมื่อเรียบเรียงความทรงจำที่ได้รับมาเธอก็รู้ได้ทันทีว่า หญิงสาวที่ขอให้เธอช่วยก็คือนางร้ายในนิยายที่เธอพึ่งอ่านจบไปนี่เองและเธอก็ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยาย แต่ความทรงจำนี่ทำไม่เรื่องราวไม่ค่อยจะเหมือนในนิยายเลย ตอนนี้เธออยู่ในฉากที่พระเอกกับนางเอกเริ่มทำความรู้จักกัน ในนิยายบอกว่าเธอผลักนางเอกตกน้ำแต่พลัดตกน้ำไปด้วย แต่พระเอกผ่านมาเห็นเข้าจึงกระโดดไปช่วยนางเอกส่วนนางจมลงไปในสระแต่ดีที่มีคนมาช่วยนางเอาไว้ทันจนนางต้องมารักษาตัวอยู่ที่บ้าน แต่ความจริงคือ นางเอกนัดเธอไปคุยบอกว่ามีเรื่องเกี่ยวกับคู่หมั่นของเธอมาบอก แต่เมื่อเธอไปถึง แม่นางเอกก็ดึงมือเธอลงน้ำไปพร้อมกัน เป็นเวลาที่พระเอกมาเห็นพอดี กลายเป็นเข้าใจว่าเธอพลักแม่นางเอกตกน้ำ และวันพรุ่งนี้เขาก็จะเอาเรื่องนี้มาเพื่อขอถอนหมั้นกับเธอ
“หึ ๆ ว่าแล้วนางเอกที่ไหนจะแย่งคู่หมั้นคนอื่น เราได้เจอกันแน่ ‘แม่ดอกบัวขาว’แล้วเธอจะรู้ว่านางร้ายตัวจริงเป็นอย่างไร”
แอ๊ดดดด..
“คุณหนูฟื้นแล้ว ฮึก ๆ”
เมื่อคนรับใช้ที่คอยเข้ามาเช็ดตัวเห็นว่าคุณหนูของตนฟื้นขึ้นมาก็ดีใจทันที ถึงเธอจะเป็นคนเอาแต่ใจแต่กลับใจดีต่อคนในบ้านเป็นอย่างมากทำให้มีแต่คนรักเธอ
“คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างคะ”
“ฉัน….”
“ต้องไปบอกคุณท่านก่อน”
“ดะ..”
“ต้องตามหมอด้วย ใช่ ๆ”
ยังไม่ทันที่เธอจะตอบอะไรคนรับใช้ก็จัดแจงทุกอย่างเรียบร้อย เธอได้แต่นั่งมองคนรับใช้ที่กระวนกระวายออกจากห้องไป
เวลาผ่านไป
“คุณหนูไม่เป็นอะไรมาก แค่พักผ่อนให้มาก ๆ ถ้ามีอะไรให้ติดต่อผมได้ตลอดนะครับท่าน” หมอพูดด้วยความเคารพ เนื่องจากไป่ลู่คงพ่อของไป่หนิงฮวาเป็นนักธุรกิจ ที่ทำธุรกิจกับรัฐทำให้มีอิทธิพลมากมาย
“ขอบใจหมอมาก”
เมื่อตรวจอาการเสร็จแล้วคุณหมอก็เดินจากไป พร้อมกับกำชับเรื่องยาและอาหารสำหรับผู้ป่วย
“เฮ้อ ไม่เป็นไรก็ดีแล้วนะลูก ว่าแต่จะบอกพ่อได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”
“เดี๋ยวหนูจัดการเองค่ะ คุณพ่อไม่ต้องเป็นห่วง”
เมื่อเห็นแววตาที่แน่วแน่ของลูกสาวก็ทำให้เขาไม่ซักไซ้ต่อ และปล่อยให้เธอพักผ่อน
“งั้นลูกนอนพักผ่อนนะ”
“ค่ะ คุณพ่อ”
ด้วยวิญญาณนักแสดงทำให้เธอไม่หลุดอาการของเธอเลยด้วยความเหนื่อยล้าของร่างกายทำให้เธอค่อย ๆ หลับไปในที่สุด
…โปรดติดตามตอนต่อไป….
ตอนที่ 2 เรื่องราว
ตอนที่ 2 เรื่องราว
ยามเช้ามาเยือนไป่หนิงฮวาได้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาและทบทวนเรื่องราวหลังจากที่เธอตายและทะลุมิติเข้ามาในนิยายที่เธออ่านเธอได้เข้ามาอยู่ในร่างของนางร้ายของเรื่องที่ชื่อเดียวกับเธอและเป็นนางร้ายไร้สมอง เกรด C มีนิศัยเอาแต่ใจคอยแต่จะกรี๊ด ๆ ทั้งที่ชีวิตของนางก็ดีกว่านางเอก แต่ก็หาเรื่องให้นางเอก เพราะคู่หมั้นไปหลงรักนางเอกเข้า นางรู้สึกถูกหักหลัง ทำให้นางหาทางรังแกนางเอกสารพัดแต่ก็เข้าตัวเองตลอด จนตอนจบพาให้ชีวิตของนางและตระกูลต้องมาพังเพราะพระเอกเข้ามาแก้แค้นแทนนางเอก จนตระกูลของนางล่มจม แต่นั่นมันแค่บทบาทที่คนอ่านเห็นแต่จากที่เธอรับรู้จากความทรงจำนั้นเป็นอีกเรื่องเธอเป็นคนเอาแต่ใจก็จริง ปากร้าย(กับคนอื่น) ใจดี(กับคนของตัวเอง) ไม่ได้บ้าอำนาจ(มั้ง)และโหดร้าย(น่าจะนะ) สังเกตจากที่คนรับใช้รอบตัวไม่ได้กลัวเธอเลยกลับรักเธอมาก ก็เป็นนางร้ายจะดีร้อยเปอร์เซ็นก็ใช่เรื่องแต่เธอไม่เคยหาเรื่องใครก่อน และจากเรื่องที่เธอและนางเอกตกน้ำแสดงว่าในเรื่องราวที่เธอร้ายเพราะเจอแม่ดอกบัวขาวยั่วยุทำให้เธอเก็บอารมณ์ไม่อยู่บวกกับพระเอกไม่เชื่อเธอทำให้ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่
เรื่องราวต่อจากนี้เฉินเฟยหรงพระเอกของเรื่องและแม่ดอกบัวขาวนางเอกของเรื่อง จะมาหาเธอที่บ้านพร้อมกับต่อว่าเธอให้เธอขอโทษนางเอก แต่เธอไม่ยอมเพราะเธอเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่พระเอกก็ขู่เธอว่าจะถอนหมั้นเธอจึงจำยอมขอโทษ แต่แม่ดอกบัวขาวก็ยิ้มเยาะเธอทำให้เธอสติแตก ด่ากราดแม่นางเอกพร้อมจะเข้าไปทำร้ายก็ถูกพระเอกผลักล้ม เธอได้แต่นั่งร้องไห้ด้วยความเจ็บใจที่มองดูคู่หมั้นของเธอปกป้องคนที่เธอเกลียด จนถึงวันที่เธอต้องไปเป็นยุวชน ถามว่าบ้านเธอมีอิทธิพลขนาดนี้ทำไมเธอถึงต้องไปเพราะว่า ตามพระเอกไป ซึ่งพระเอกนั้นตามนางเอกไป เธอก็คอยกลั่นแกล้งรังแกนางเอกสารพัด (ตามบทในนิยาย) พระเอกก็จะคอยมาช่วยนางเอกเสมอ ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มใกล้ชิดกันจนก่อให้เกิดเป็นความรัก
“นางร้ายหรือกามเทพ” เธอบ่นออกมาเบา ๆ
ส่วนนางเอกของเรื่องชื่อจางลี่ถัง เกิดในตระกูลฐานะปานกลาง หน้าตาน่ารักดูอ่อนหวาน บอบบาง เจอกับพระเอกตอนที่เรียนอยู่ในเมืองก่อนที่ต้องไปเป็นยุวชน ที่ชนบท เนื่องจากฐานะของตระกูลนางไม่ได้ดีมาก พอไปอยู่ที่ชนบทนางเริ่มใกล้ชิดกับพระเอกมากขึ้น(ตอนโดนนางร้ายรังแก)จนหลงรักกันตามเนื้อเรื่อง ตอนจบได้แต่งงานกับพระเอกและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่ขึ้นชื่อว่านางเอกจะมีแค่พระเอกได้ยังไง เธอมีหยางซีหยุน นายทหารหนุ่มยศพันตรี ต้องไปทำภารกิจอันตรายนานหลายเดือน ช่วงนั้นเป็นเวลาที่นางเอก พระเอก และนางร้ายต้องไปเป็นยุวชนทำงาน นางเอกไปเจอกับหยางซีหยุนที่กำลังบาดเจ็บจึงช่วยรักษาแผลจนหายดีเขาจึงหลงรักนางเอกเพราะความดีที่ช่วยชีวิต คอยปกป้องนางเอกในเงามืดตลอดจนเขา เมื่อนางเอกรับรักพระเอกบทของเขาก็หายไปจากเนื้อเรื่อง
“เฮ้อ จะเอาอะไรไปสู้ นางเอกมีนิ้วทองคำเป็นพระเอก และพระรอง ส่วนนางมือเปล่า”
พูดจบก็แบมือออกมา แต่กลับเห็นรอยสักเล็ก ๆรูปลูกบาศก์ส่องแสงออกมา ทำให้เธออดแปลกใจขึ้นมา
“หรือว่านี่คือนิ้วทองคำของฉัน”
เมื่อคิดได้เธอก็ดีใจเป็นอย่างมากจึงรีบทดลองใช้ในทันที
“ระบบ” “ค่าสถานะ” “โอมมะลึ๊กกึ๊กกึ๊ย” “System” “Status Open”
เงียบบบบบ….
หลังจากลองมาหลายวิธีก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เห้อ เก็บไว้….”
ผ้าห่มในมือของเธอก็หายไปทันที และเมื่อเธอคิดถึงผ้าห่มและคิดให้ออกมาผ้าห่มก็ออกมา ด้วยความบังเอิญทำให้เธอรับรู้ว่านิ้วทองคำของเธอคือมิติเก็บของสามารถเก็บของไว้ได้ เมื่อตั้งสมาธิเพื่อสำรวจพื้นที่ภายในก็พบกับข้าวของจำนวนมาก เมื่อเธอสังเกตดี ๆก็พบว่าเป็นสิ่งของที่เธอทำบุญมาตลอดชีวิตของเธอ ทั้งอาหาร เสื้อผ้า และยารักษาโรค
“อย่างน้อยฉันก็สามารถเอาชีวิตรอดในชนบทได้แล้ว”
เมื่อตรวจดูมิติเก็บของของเธอจนพอใจแล้วเธอจึงไปจัดการธุระส่วนตัวของเธอเพื่อเตรียมรับมือกับพระเอกกับนางเอกของเรื่องเมื่อกล้ามาหาเรื่องกันถึงที่ขนาดนี้ ถ้าเธอไม่เล่นด้วยสักหน่อยก็คงจะเสียมารยาทแย่เลย
เมื่อออกจากห้องน้ำเธอจึงหาเสื้อผ้าภายในตู้ที่มีมากมายหลายสไตล์เนื่อจากเจ้าของร่างก็เป็นคนที่ชอบแต่งตัวเหมือนกัน แต่ชุดที่มีนั้นมันดูเชยเป็นอย่างมากเธอซึ่งอยู่ในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยแฟชั่นชั้นนำมากมายรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากจึงหาชุดภายในมิติของเธอ ที่ดูไม่ทันสมัยมากเพราะจะนำความสงสัยให้กับผู้ที่พบเห็นเป็นกี่เพ้าสีแดงสดยาวเหนือเข่าขึ้นมาบวกกับทรวดทรงของเธอที่เซ็กซี่ทำให้เธอดูร้อนแรง
เมื่อเธอลงมาชั้นล่างพาให้คนในบ้านดูเธออย่างตกตะลึกด้วยความแปลกใหม่ของชุด และความเข้ากันของเธอมันดูลงตัวเป็นอย่างมาก
“อรุนสวัสดิ์ค่ะคุณพ่อ”
“วันนี้ลูกแต่งตัวได้สวยมาก ชุดแบบนี้พ่อไม่เคยเห็นเลย”
“พอเป็นชุดที่สั่งตัดพึ่งได้มาพอดีค่ะ”
“มากินข้าวกัน เดี๋ยวพ่อจะไปดูงานสักหน่อย”
“ค่ะ”
เมื่อพ่อลูกทานอาหารเช้าบรรยากาศแสนอบอุ่นก็กระจายออกมา เมื่อทานเสร็จไป่ลู่คงก็ออกไปดูงานข้างนอกบ้าน เพราะวันนี้เขาไม่อยู่บ้านทำให้เฉินเฟยหรงกล้าที่จะรังแกไป่หนิงฮวา หากเขาอยู่ด้วยความรักลูกสาวมากของเขาทั้งตระกูลของเขาคงล้มละลายเป็นแน่ และด้วยความรักทำให้ไป่หนิงฮวาสั่งให้ใครห้ามพูดเรื่องนี้โดยเด็ดขาด
จนถึงเวลาที่พระเอกและนางเอกจะเข้ามา ด้วยความที่พระเอกเป็นคู่หมั้นของดธอทำให้สามารถเข้ามาในบ้านของเธออย่างง่ายดาย เธอจึงนั่งจิบชารอที่โต๊ะในห้องนั่งเล่น
ตึก ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามาทำให้หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมามองพบกับชายหนุ่มหน้าตาดี รูปร่างสูงโปร่งเดินเคียงคู่กับหญิงสาวหน้าตาน่ารักดูอ่อนหวาน บอบบางที่เดินก้มหน้าตัวสั่นเหมือนกับนกน้อยที่กำลังหวาดกลัวพาให้ชายหนุ่มอยากโอบกอดและปกป้องเธอไว้ เธอรับรู้ได้ทันทีว่าคนที่รอคอยได้มาถึงแล้ว เธอมองดูพร้อมเหยีดยิ้ม ยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไรชายหนุ่มที่เดินเข้ามาเปิดปากต่อว่าเธอทันที
“ไป่หนิงฮวา เธอทำเกินไปแล้วนะลี่ถังไปทำอะไรให้เธอทำไมถึงต้องทำกับเธอขนาดนี้ด้วย”
เมื่อฟังคำเรียกที่ออกมาจากคู่หมั้นหนุ่มของเธอเธอถึงกับขมวดคิ้วทันที เธอที่เป็นคู่หมั้นเรียกชื่อเต็มแต่กับคนนอกที่พามากลับเรียกอย่างสนิทสนม
“หึ ๆ ฉันทำอะไร”
“ก็ที่เธอผลักลี่ถังตกน้ำไง อย่ามาทำเป็นไขสือ”
“ฮ่า ๆ ๆ แล้วยังไง”
“เธอนี่มันไม่สำนึกเลยจริง ๆ ถ้าลี่ถังไม่ขอร้องว่าไม่อยากให้เรื่องมันใหญ่โตฉันคงแจ้งเจ้าหน้าที่มาจับเธอไปแล้ว”
“เฟยหรงไม่เป็นอะไรหรอก ฉันต้องการแค่คำขอโทษก็เพียงพอแล้ว” แม่นางเอกที่เงียบอยู่นานได้เอ่ยปากขึ้นมาน้ำเสียงที่ดูอ่อนแอ แต่แววตาของเธอที่มองมาเต็มไปด้วยความท้าทาย
“ได้ยินแล้วใช่ไหม ขอแค่เธอขอโทษลี่ถังเรื่องก็จะจบเพียงเท่านี้”
“ขอโทษ? ไม่มีทาง” เธอตอบออกมาอย่างเย้ยหยัน
“เธอนี่มัน ได้ถ้าเธอไม่ยอมขอโทษฉันจะถอนหมั้นกับเธอ”
ชายหนุ่มพูดออกมาอย่างเหลืออดเมื่อเห็นท่าทางของคู่หมั้นสาวของตน และทุกครั้งที่เขาเอาเรื่องถอนหมั้นขึ้นมาขู่เธอจะต้องยอมเขาเสียทุกครั้ง และครั้งนี้ก็จะเป็นเช่นเคย
เมื่อไป่หนิงฮวาได้ยินก็ยกยิ้มขึ้นทันทีและตอบออกไปว่า
….โปรดติดตามตอนต่อไป….
ตอนที่ 3 ถอนหมั้น
ตอนที่ 3 ถอนหมั้น
เมื่อไป่หนิงฮวาได้ยินก็ยกยิ้มขึ้นทันทีและตอบออกไปว่า
“ก็เอาสิ”
“เมื่อเธอเข้าแล้ว….เธอว่าอย่างไรนะ” ชายหนุ่มถามด้วยความตกใจไม่คิดว่าเธอจะเห็นด้วยกับการถอนหมั้น เขาก็อยากถอนหมั้นกับเธอ แต่ยังไม่ใช่ช่วงเวลานี้เพราะตระกูลเขาต้องพึ่งอิทธิพลของตระกูลเธออยู่
“ถอนหมั้นไง” เธอตอบด้วยรอยยิ้ม
“ได้เธอพูดเองนะ แล้วอย่ามาง้อทีหลังก็แล้วกัน” ด้วยศักดิ์ศรีที่ค้ำคอเขาอยู่และความเคยชินที่หญิงสาวคอยไล่ตามทำให้เขาไม่สามารถรั้งเธอไว้ และคิดว่าหญิงสาวจะตามมาง้อขอคืนดีกับเขาแน่นอน
“ฮ่า ๆ ส่วนเธอแม่ดอกบัวขาวถ้าจะแจ้งเจ้าหน้าที่ก็ตามใจเธอนะ” ไป่หนิงฮวาพูดจบก็เดินไปใกล้จางลี่ถังก่อนจะกระซิบเบา ๆ
‘แถวนั้นน่าจะมีกล้องอยู่ด้วยนะ’
เมืิ่อได้ยินจางลี่ถังถึงกับหน้าซีดทันทีด้วยความกลัว แต่เมื่อเฉินเฟยหรงเห็นจางลี่ถังหน้าซีดก็เข้าใจว่าเธอถูกไป่หนิงฮวาข่มขู่ทำให้กลัวจึงเข้าไปปลอบทันที
“ลี่ถังไม่ต้องกลัว ต่อให้เธอมีอิทธิพลมากมายแค่ไหนก็สู้เจ้าหน้าที่ไม่ได้หรอก”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ เฟยหรงฉันไม่เป็นไรเรากับกันเถอะ”
“ทำไมละ เธอไม่ต้องกลัวนะ”
“ฉันขอร้อง” เมื่อเห็นจางลี่ถิงขอร้องทั้งน้ำตาเขาก็จำต้องถอยกลับไปพร้อมกับเธอและส่งสายตาเกลียดชังไปยังไป่หนิงฮวาและเดินออกไป
เมื่อคนทั้งสองออกไปความสงบก็กลับมาอีกครั้งไป่หนิงฮวาก็กลับลงไปนั่งจิบชาอย่างสบายใจแบบเดิมโดยไม่สนสายตาแปลกใจของคนในบ้าน เพราะปกติไม่ว่าเฉินเฟยหรงจะพูดอะไรคุณหนูของพวกตนก็ยอมเสียหมดแต่ครั้งนี้กลับไม่เป็นอย่างเคย แต่พวกเขาก็โล่งใจที่คุณหนูของพวกตนจะได้ไม่ต้องมาเสียใจกับคนที่ไม่ได้รักเธอ และจากที่ดูแล้วก็สามารถดูออกมาชายหญิงที่เข้ามาเมื่อสักครู่มีความสัมพันธ์อะไรบางอย่างแน่นอน
เมื่อเธออยู่คนเดียวก็นั่งคิดว่าจะเอายังไงต่อเรื่องถอนหมั้นเธอจัดการได้ง่ายมาก เพราะพ่อตามใจเธอเป็นอย่างมากและอีกอย่างคือการหมั้นปากเปล่าไม่มีของหมั้นหรือหนังสือที่เป็นลายลักษณ์อักษร และด้วยอิทธิพลของตระกูลไป่ทางฝั่งนั้นไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้ แต่เรื่องที่ต้องไปเป็นยุวชนนั้นเธอลงชื่อไปแล้วไม่สามารถยกเลิกได้ต่อให้เป็นพ่อของเธอก็ตาม
“เฮ้ออออ” เธอได้แต่นั่งถอนหายใจจนถึงช่วงเย็นที่ไป่ลู่คงกลับมาเธอจึงเข้ามาหาเขาและเล่าเรื่องที่เธอจะถอนหมั้นกับชายหนุ่ม
“ลูกต้องการถอนหมั้นจริง ๆใช่ไหม” เขาถามลูกสาวอย่างจริงจังเพราะตอนที่จะหมั้นเธอก็มาขอร้องอ้อนวอนเขา เดิมทีเขาไม่เห็นด้วยและมองว่าชายคนนี้ไว้ใจไม่ได้
“ค่ะ หนูคิดดีแล้ว เราไม่สามารถบังคับให้ใครมารักเราได้” เมื่อได้ยินคำตอบของลูกสาวก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ใช่ว่าเขาจะไม่รับรู้เรื่องที่ชายหนุ่มทำกับลูกสาวของเขาแต่เพราะลูกสาวห้ามเขาเอาไว้แต่ตอนนี้ถอนหมั้นแล้วเขาจะคิดบัญชีให้สาสม
“แล้วคุณพ่อไม่ต้องลงมือทำอะไรนะคะ” ไป่หนิงฮวาพูดดักทางเอาไว้เพราะรู้ว่าพ่อของเธอจะต้องลงมือเล่นงานทั้งตระกูลเขาแน่นอน
“พ พ่อไม่ทำหรอก ว่าแต่ลูกไม่แค้นบ้างเหรอที่ผ่านมาเขาทำให้ลูกเจ็บช้ำมากมาย” เขารีบปฏิเสธทันที
“แค่ประกาศเรื่องถอนหมั้น ก็จะมีคนจัดการพวกเขาแทนเราเองค่ะ” เธอตอบด้วยรอยยิ้ม
เมื่อฟังคำตอบจากลูกสาวเขาก็คิดตามได้ทันที ว่าถ้าไม่มีชื่อตระกูลไป่เขาคอยคุ้มครอง ตระกูลเฉินก็ไม่สามารถยืดอกได้เหมือนทุกวันนี้
“ฮ่า ๆ สมกับเป็นลูกสาวของพ่อจริง ๆ” เขาหัวเราะอย่างพอใจ
“แล้วเรื่องยุวชนลูกจะทำอย่างไร ให้พ่อช่วยไหม”
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูต้องรับผลการตัดสินใจของตัวเอง”
“ถ้ามีเรื่องอะไรให้พ่อช่วยก็บอกนะ” เมื่อเห็นลูกสาวเติบโตขึ้นหัวอกคนเป็นพ่อก็ดีใจ และเคารพการตัดสินใจของลูกแต่เขาคอยดูแลเธออยู่ห่าง ๆต่อให้ลูกจะโตแค่ไหนเธอก็ยังเป็นเด็กในสายตาพ่อแม่อยู่เสมอ
“คุณพ่อกลับมาเหนื่อย ๆไปอาบน้ำแล้วเราจะได้ทานข้าวเย็นกัน”
“จ้า ๆ”
สองพ่อลูกทานมื้อเย็นด้วยกันบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเป็นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขผิดกับอีกตระกูลที่ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้พวกตนจะต้องเจอกับความปวดหัวที่เข้ามา
เช้าวันใหม่ข่าวการถอนหมั่นของสองตระกูลได้กระจายไปทั่วทั้งเมืองด้วยความรวดเร็วเพราะไป่ลู่คงตั้งใจให้ข่าวกระจายไวที่สุดเมื่อตระกูลใหญ่หลายตระกูลทราบข่าวก็พากันแสดงท่าทีต่างกันออกไปบางตระกูลที่ไม่เกี่ยวข้องก็เฉย ๆบางตระกูลที่อยากผูกมิตรกับตระกูลไป่ก็ดูลูกหลานที่เหมาะสมและจัดเตรียมแม่สื่อ บางตระกูลที่เข้าหาตระกูลเฉินเพราะตระกูลไป่ก็เริ่มยกเลิกการร่วมมือต่าง ๆทันที
ณ ตระกูลเฉิน
ภายในห้องประชุมของครอบครัวเดิมทีตระกูลเฉินเป็นตระกูลขนาดกลางที่มีฐานะพอจะร่ำรวย แต่เมื่อได้รับการสนับสนุนจากตระกูลไป่ทำให้สามารถไต่เต้าขึ้นมาเป็นตระกูลขนาดใหญ่ขึ้นมาได้ แต่บัดนี้เหล่าคนสำคัญในตระกูลต่างนั่งหน้าดำค่ำเครียดกันเนื่องจากข่าวการถอนหมั้นของสองตระกูลออกมาซึ่งพวกเขาก็รู้พร้อม ๆกับตระกูลอื่น
“เฉินกงมันเกิดอะไรขึ้นทำไมลูกชายของคุณถึงถอนหมั้นกับคุณหนูไป่” หนึ่งในผู้อาวุโสกล่าวถามหัวหน้าตระกูลที่เป็นพ่อของเฉินเฟยหรง
“คุณลุกผมก็พึ่งจะทราบข่าวเหมือนกัน ใครก็ได้ไปตามเฟยหรงเข้ามา”
ผ่านไปสักพักเฉินเฟยหรงก็เดินเข้ามา
“มีอะไรครับคุณพ่อ”
“ทำไมถึงถอนหมั้นกับคุณหนูไป่ละ เกิดอะไรขึ้นหรือป่าว”
“คุณพ่อทราบได้อย่างไรครับ เดี๋ยวเธอก็คงมาง้อขอคืนดีผมเหมือนเดิมแหละครับ”
“ข่าวการถอนหมั้นกระจายไปทั่วแล้ว”
“อะไรนะครับ” เมื่อได้ยินดังนัั้นเฉินเฟยหรงถึงกับหน้าซีดทันที และเขารู้ถึงผลที่จะตามมาของเรื่องนี้
“แกต้องไปหาทางคืนดีให้ได้ ไม่งั้นพวกเราแย่แน่”
“คุณพ่อเราไม่มีตระกูลไป่ พวกเราก็อยู่ได้”
เพี๊ยยย! เมื่อเห็นลูกชายยังไม่เข้าใจอะไรเขาถึงกับโมโหควบคุมตัวเองไม่อยู่ถึงกับลงมือตบหน้าลูกชายทันที
“แกอย่ามาเถียง ฉันให้ทำอะไรก็ทำซะ”
“ไม่ ผมไม่ทำ เดิมทีผมก็ไม่อยากจะหมั้นกับไป่หนิงฮวาอยู่แล้ว” พูดจบชายหนุ่มก็เดินออกไปทันที
เมื่อเห็นว่าลูกชายเดินออกไปผู้เป็นพ่อก็หมดแรงทันที ถ้าเรื่องมันเล็กอย่างที่ลูกชายคิดเขาก็คงไม่โมโหขนาดนี้หรอกต่อให้กลับไปอยู่จุดเดิมก็ไม่เป็นไร แต่เพราะกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ตระกูลเฉินได้เหยียบย้ำตระกูลต่าง ๆมากมายแต่ะเพราะมีตระกูลไป่เป็นเกราะกันภัยทำให้ไม่มีใครกล้าทำอะไร แต่ตอนนี้เกราะหันภัยได้หายไปแล้วตระกูลเฉินต้องรับการแก้แค้นจากตระกูลต่าง ๆมากมายทั้งตระกูลอาจไม่เหลือแม้แต่ชีวิตก็เป็นไปได้
“เราจะทำยังไงต่อไปดี”
“เฮ้อ ทำเท่าที่ทำได้ก็แล้วกัน” ในตอนนี้ก็มีเพียงแต่ต้องทำอย่างนี้เท่านั้น จะให้พวกเขาไปเรียกร้องอะไรจากตระกูลไป่ก็ไม่กล้าและไม่สามารถทำได้เพราะเป็นเพียงการหมั้นหมายด้วยการพูดคุยเท่านั้น
จนเวลาผ่านไป 1 เดือนครบกำหนดที่จะต้องส่งพวกหนุ่มสาวไปเป็นยุวชนทำงานต่าง ๆ เนื่องจากอาหารขาดแคลนแต่ถ้าบ้านไหนมีรายได้เยอะ หรืออิทธิพลมากพอสามารถยกเว้นการส่งบุตรหลานไป โดยการบริจาคพวกอาหารแทนก็ได้เช่นตระกูลใหญ่ต่าง ๆตระกูลไป่ก็เช่นกัน
ทางตระกูลเฉินที่พบเจอกับมรสุมต่าง ๆตลอด 1 เดือนมานี้จากตระกูลใหญ่กลายเป็นตระกูลขนาดกลางเท่าเดิมเฉินเฟยหรงก็ไม่เดือนเนื้อร้อนใจใด ๆเพราะตอนนี้เป็นผลกระทบเดิมที่เขาคาดการณ์เอาไว้แต่เขาไม่รู้เลยว่ามันพึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเพียงเท่านั้น
ทางด้านตระกูลไป่
สองพ่อลูกได้ล่ำลากันอยู่นานนี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะต้องห่างจากลูกสาวไปนานขนาดนี้ และเป็นครั้งแรกที่ลูกสาวจะต้องทำงานและดูแลตนเอง
“ฮึก ดูแลตัวเองดี ๆนะลูกรัก ถ้าขาดเหลืออะไรให้ส่งจดหมายมาหาพ่อนะ ไม่ ๆพ่อจะไปด้วยดีกว่า”
“คุณพ่อ ไม่ต้องเป็นห่วงหนูนะคะ อีกอย่างพ่อยังต้องดูแลงานทางนี้หนูสัญญาจะส่งจดหมายมาหาบ่อย ๆนะคะ”
“ถ้าลูกว่าอย่างนั้นก็ได้” ถึงจะต้องฝืนใจก็จำต้องปล่อยให้ลูกสาวไป
“คุณพ่อก็ดูแลตัวเองด้วยนะคะ หนูรักพ่อนะคะ”
“พ่อก็รักลูก”
เมื่อล่ำลาเสร็จไป่ซิ่วอิงก็เดินไปต่อแถวเช็ครายชื่อเพื่อเตรียมขึ้นรถไฟไปยังหมู่บ้านที่ทางการกำหนดระหว่างทางเธอก็พบกับ…..
…..โปรดติดตามตอนต่อไป….