โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

แม่ทัพผู้นี้ข้าจอง

นิยาย Dek-D

อัพเดต 04 เม.ย. 2567 เวลา 11.15 น. • เผยแพร่ 04 เม.ย. 2567 เวลา 11.15 น. • ลู่เหวิน หยกลายเมฆ
ในชาติก่อนนางปฏิเสธการแต่งงานกับเขา แม่ทัพที่ผู้คนเรียกว่าแม่ทัพปีศาจ เลือกออกเรือนกับบุรุษอื่นถึงเข้าใจว่าผิดพลาด เมื่อได้รับโอกาสเดิมพันชีวิตที่สองกับแม่ทัพปีศาจบอกสตรีอื่นว่าแม่ทัพผู้นี้ข้าจอง

ข้อมูลเบื้องต้น

เหรินหนิงในชาติก่อนนางปฏิเสธการแต่งงานกับเขา แม่ทัพที่ผู้คนเรียกขานว่าแม่ทัพปีศาจ

ผู้ที่เคี่ยวกรำจนอดีตฮูหยินของตัวเองตายตั้งแต่คืนเข้าหอ

นางเลือกจะออกเรือนกันเฉาอ๋องบุรุษที่แสนอ่อนโยน แต่ทันทีที่ย่างเท้าเข้าไปในจวนอ๋องถึงเข้าใจว่าผิดพลาดแล้ว

สุดท้ายพบจุดจบเพราะความมักใหญ่ใฝ่สูงของสามี

เมื่อได้รับโอกาสที่สองจากสวรรค์จะไม่ให้ตัวเองผิดพลาดซ้ำอีก เชื่อในสายตาที่แหลมคมของบิดา

ยินยอมเดิมพันชีวิตที่สองกับแม่ทัพปีศาจผู้นั้น บอกกับสตรีอื่นที่คิดแย่งเขาไปจากนางว่าอย่าได้หวัง

แม่ทัพผู้นี้ข้าจองแล้ว

…………

นิยายมี E-book นะคะ

https://dekd.co/w/e/14104

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTEzNTcyNiI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI4MzkxNyI7fQ

ล้างจวนอ๋อง

บทนำ

เดือนสี่ปีที่นี่สิบหกของรัชกาล ฮ่องเต้เสิ่นหยางสิ้นพระชนม์

รัชทายาทเสิ่นหรงขึ้นเป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ โดยการสนับสนุนของแม่ทัพใหญ่หลิวเจีย และมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายหลั่นซู่

สกุลหลิว สกุลหลั่นจึงเป็นดั่งพยัคฆ์ติดปีกยิ่งใหญ่ค้ำฟ้านับจากวันนั้น

จวบจนพระองค์ปกครองแผ่นดินได้แปดปีคิดเลียนแบบบรรพชนทำพิธีบูชาฟ้า แม่ทัพใหญ่หลิวเจียทำหน้าที่อารักขา

เฉาอ๋องและมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายหลั่นซู่อาศัยจังหวะเมืองหลวงไร้คนดูแล บัลลังก์ไร้เจ้าของ นำกำลังแปดร้อยบุกเข้าวังหลวงก่อการกบฏตั้งตัวเป็นฮ่องเต้

ก่อนที่แม่ทัพใหญ่หลิวเจียจะนำคนสนิทบุกฝ่ากองทัพของเฉาอ๋องมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองหลวงอย่างเหี้ยมหาญ ตัดศีรษะเฉาอ๋องเสียบประจานหน้าประตูเมือง

กราบทูลเชิญฮ่องเต้เสิ่นหรงหวนคืนสู่บัลลังก์ พระองค์มีราชโองการรับสั่งให้ประหารเฉาอ๋องและคนในตำหนักอ๋องสิ้นทั้งตระกูลสี่ร้อยสิบหกชีวิต มิให้ผู้ใดคิดทำเรื่องเลวทรามเช่นนี้อีก

ตอนที่ 1 ล้างจวนอ๋อง

ท้องฟ้าในยามราตรีคืนนี้เป็นสีออกม่วง มีสายฟ้าฟาดลงมาทำให้เกิดแสงสว่างวาบหนึ่ง เผยให้เห็นตัวอาคารชั้นเดียว ใหญ่โตเกินกว่าจะเป็นบ้านของคนทั่วไปที่หน้าประตูทางเข้ามีป้ายไม้สีดำแกะสลักตัวอักษรสีทองอ่านออกเสียงได้ว่า

‘กรมอาญา’

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว เสียงโหยหวนของสาวใช้ที่ถูกทหารร่างกายกำยำลากออกจากห้องขังเปลี่ยนลานกลางให้กลายเป็นลานประหาร

“นายท่านเมตตาด้วย”

สาวใช้น้ำตานองหน้า ร่ำร้องขอความเมตตาเสียดายทหารเกราะดำแววตาไม่มีแม้นแต่เสี้ยวธุลีของความสงสาร กระชากผมลากนางไปกับพื้นที่เปื้อนเลือดของผู้อื่นมิต่างจากโรงฆ่าสัตว์

ก่อนจะเหวี่ยงสาวใช้ที่หวาดกลัวสุดขีดกลิ้งไปหลายตลบนางตาเบิกโตสหายที่เพิ่งสนทนากันเมื่อวานตอนนี้กลายเป็นร่างไร้ศีรษะลนลานคลานหนี

“ท่านแม่ช่วยข้าด้วย พระชายาช่วยบ่า…” พูดยังไม่ทันจบประโยคทหารเกราะดำเงื้อดาบในมือตวัดฉับตัดศีรษะนางขาดกระเด็นร่วงกลิ้งไปกองรวมกับสหายของนาง

เสียงร่ำไห้น่าเวทนาดังมาตามทางเดินหิน เข้ามาถึงเรือนที่เป็นประธานของอาคาร แสงจากตะเกียงสว่างไสวราวกลางวันทำให้มองเห็นสภาพที่เป็นดั่งนรกได้อย่างชัดตา

กึ่งกลางลานกว้างบนพื้นหินที่เย็นเฉียบ สตรีหลายนางร่างกายเสื้อผ้าสีเทาแสนสกปรกเต็มไปด้วยรอยลากถู เส้นผมกระเซอะกระเซิงหลังจากถูกคุมขังสอบสวนในกรมอาญาสองเดือนพวกนางถูกเคี่ยวกรำจนปางตาย

เมื่อราชโองการประหารชีวิตก็มาถึงกอดกันกลมสั่นกลัวถ้วนหน้า มองทหารเกราะดำที่ใบหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึกบนแขนซ้ายผูกผ้าขาวคล้ายไว้ทุกข์ มือจับด้ามดาบข้างเอวจ้องพวกนางทั้งหมดเขม็งมีเพียงสตรีตรงด้านหน้าสุด

นางได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติ ทั้งที่ความตายมาถึงตัวยังไม่ได้แสดงท่าทางหวั่นกลัว

‘เหรินหนิง’

แหงนหน้ามองฟ้าถอนหายใจทั้งหมดเป็นนางเลือกเอง เลือกจะเชื่อมั่นในรักงมงาย ก่อนจะพบว่าชายที่นางเชื่อว่าเป็นรักแท้ ที่จริงเพียงหลงใหลรูปโฉมงดงามของตน เชื่อมั่นคำสัญญาว่าจะมอบความรักให้นางเป็นคนสุดท้ายตลอดหลายปีที่เคียงหมอนมีสตรีที่หลงใหลคำลวงเข้ามาไม่จบสิ้น

ในตำหนักเฉาอ๋องชีวิตวัยสาวไม่เคยง่ายดายอีกเลย แม้แต่พระชายาพระราชทานซ่งอวี้ ฉากหน้าเป็นสตรีมากคุณธรรมทุกเทศกาลตั้งโรงทานชาวเมืองสรรเสริญพระนางเป็นพระโพธิสัตว์ เพียงเนื้อแท้ใจคอคับแคบ อำมหิตกว่าผู้ใด

เหรินหนิงแต่งเข้าตำหนักอ๋องได้สองเดือน ซ่งอวี้ก็ได้รับสมรสพระราชทานตามเข้ามาแม้นมาที่หลังแต่ศักดิ์ฐานะสูงส่ง

หลังนางปรากฏตัวเพียงเดือนเดียวจื่อโม่สาวใช้คนสนิทของนางสิ้นลมพร้อมดวงตาที่เบิกโตอย่างน่าเวทนาจ้องมองมาทางตนอย่างคับข้องใจ

หญิงสาวที่ติดตามเจ้านายเข้าจวนอ๋องไม่เคยได้กินอิ่มผอมแห้งไปทั้งตัวถูกบ่าวชายใช้ไม้พลองขนาดเท่าท่อนแขนเด็ก ทุบตีจนกลายเป็นก้อนเนื้อ เพียงเพราะขโมยหมั่นโถวลูกหนึ่งกินประทังชีวิต

นึกย้อนกลับไปทั้งหมดล้วนมาจากความโง่ในวัยสาวของตัวเอง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก้มหน้าลงมองใบหน้าชายวัยชราที่แสนจะคุ้นตาเอ่ยเรียกอีกฝ่ายด้วยเสียงแผ่ว

“ท่านพ่อไม่ได้พบกันนานท่านชราลงมากจริงๆ”

เหรินหวังมือกำด้ามทวนสั่นระริกแม้จะไม่มีน้ำตาไหลออกมาให้เห็นแต่บิดาผู้ชราดวงตาแดงฉานปากเม้นแน่นพ่อลูกไม่พบหน้านับสิบปี พบกันอีกคราในสภาพนี้ช่างน่าเวทนานัก

“หนิงเอ๋อร์…หากเจ้าเชื่อฟังบิดาสักนิดวันนี้จะมีจุดจบเช่นนี้รึ”

นางได้แต่ยิ้มน้ำเสียงที่เอ่ยตอบไม่ได้อาทรร้อนใจ “ท่านพ่อทั้งหมดเป็นลูกเลือกเองถือว่ากรรมสนองแล้ว”

พระชายาซ่งอวี้ที่หลบหลังนางกระตุกแขนเสื้อเหรินหนิงแรงๆ “น้องหญิงขอความเมตตาจากบิดาเจ้า ท่านรองแม่ทัพเรื่องที่ท่านอ๋องกบฏพวกเราเหล่าสตรีล้วนไม่เกี่ยวข้องขอท่านรองแม่ทัพกราบทูลฝ่าบาทให้ด้วย”

นางเบือนหน้ามองอีกฝ่ายอย่างชิงชังจื่อโม่สาวใช้ที่ดูแลนางมานานจากไปเพราะสตรีใจดำผู้นี้ กระชากแขนตัวเองออกตวัดหลังมือตบหน้าอีกฝ่ายเต็มแรง

ฉาด!

พระชายาซ่งอวี้ ตั้งแต่เกิดไม่เคยมีใครกล้าตบหน้านางแก้มขาวแดงเป็นปื้น สตรีคนอื่นอุทานออกมา

“พระชายา”

ซ่งอวี้กรีดร้อง “เหรินหนิงเจ้าเป็นบ้าไปแล้วเหรอ”

นางแหงนหน้าหัวเราะจ้องอีกฝ่ายด้วยแววตาดูแคลน “บ้าไปแล้วใช่ข้าบ้าไปแล้ว บ้าเพราะเจ้า จื่อโม่ที่น่ารักของข้าทั้งที่เมื่อก่อนนางสดใสกว่าผู้ใด เจ้าเข้ามาในตำหนักอ๋องได้ไม่ถึงเดือนนางเปลี่ยนเป็นเศร้าหมอง เจ้าให้ข้าคัดพระสูตรร้อยจบทุกวันมือข้าที่เคยนุ่มตอนนี้มีแต่บาดแผล ในที่นี้มีผู้ใดได้กินอิ่มท้อง เจ้ามันเป็นปีศาจ”

ซ่งอวี้กัดฟันจนกรามขึ้นดวงตาของนางแดงฉานตวาดเสียงแหลมเล็ก “เหรินหนิงวันนี้ข้าขอแลกชีวิตกับเจ้า”

เหรินหนิงวันนี้ไม่ไว้หน้าแล้ว เช่นไรนางเกิดในตระกูลบู๊ฝึกฝนร่างกายมาบ้างตวัดหลังมือตบอีกฝ่ายจนหน้าสะบัดเลือดกบปาก

ซ่งอวี้ล้มลงไปกองกับพื้น ไม่มีพระชายาพระราชทานไม่มีพระชายา ไม่ต่างจากสตรีสองคนในตลาดเหรินหนิงขึ้นคร่อม

“ฝ่ามือนี้เพื่อจื่อโม่” นางตะโกนแล้วหวดฝ่ามือตบลงไปบนแก้มขาวอีกข้าง พระชายาพระราชทานแห่งตำหนักเฉาอ๋องในหัวมึนงงเลือดไหลกบปากยกแขนเป็นปกป้องตัวเองเป็นพัลวันร้องเสียงหลง

“ช่วยข้าทีนางบ้าไปแล้ว กรี๊ด…..ใครก็ได้หยุดนางที”

“เจ็บงั้นเหรอจื่อโม่ของข้าถ้าถูกเจ้าตบจนฟันหัก มือเล็กๆ ของนางทั้งต้องตักน้ำ ทำงานทุกอย่างแล้วยังต้องช่วยข้าคัดพระสูตร อยากได้บุญทำไมเจ้าไม่ทำเอง ตลอดเวลาข้าเกลียดเจ้ามาตลอดเกลียดมาตลอดซ่งอวี้”

สิ้นวาจาพร้อมกับกระชากเส้นผมของอีกฝ่ายอย่างแรงจนหลุดติดมากระจุกใหญ่ เหรินหนิงน้ำตาไหลอาบหน้าส่ายศีรษะหัวเราะเย้ยหยันชะตากรรม

“โม่เอ๋อร์เพราะข้าอ่อนแอถึงปกป้องเจ้าไม่ได้ ที่เจ้าตายเป็นความผิดข้าเอง”

ซ่งอวี้สั่นไปทั้งร่างดวงตาข้างหนึ่งมืดบอดในปากอวลไปด้วยรสเลือดหวาดกลัวสตรีบ้าที่นั่งคร่อมทับตัวเองไว้ เหรินหนิงลุกขึ้นช้าๆ ยิ้มอย่างเยือกเย็นเลือดเปรอะไปทั้งมือหันไปทางเหรินหวัง

“ท่านพ่อลงมือเถอะเจ้าคะ”

ชายชราไม่กล้ามองหน้าบุตรสาวเขาพยักหน้าเล็กน้อย ทหารเกราะดำที่รายล้อมรับคำสั่ง ชักดาบออกจากฝักสตรีทั้งหมดร่ำไห้สิ้นหวัง

ซ่งอวี้บาดเจ็บไปทั้งตัวถูกมือใหญ่โตกระชากผมลากไปกับพื้น

“กรี๊ด…ข้าเจ็บ” นางที่บาดเจ็บไปทั้งร่างจับข้อมืออีกฝ่ายพยายามดิ้นรนขัดขืนแต่สู้เรี่ยวแรงไม่ได้ สายตาที่หวาดกลัวเปลี่ยนเป็นเคียดแค้นกัดริมฝีปากตัวเองจนหลั่งโลหิตเค้นเสียงทีละคำ

“พวก…เจ้า…ต้อง…ตาย…ต่อให้ข้าเป็นผีก็ขอสาปแช่งพวกเจ้าทั้งตระกูล”

เหรินหนิงไม่กลัวคำขู่แหงนหน้าหัวเราะกล่าวว่า “ฮ่า…ฮ่า…ฮ่า…สกุลเหรินเป็นทหารมาแปดชั่วอายุคน พวกที่ตายใต้คมดาบสาปแช่งสกุลเหรินมาตลอด แล้วดูบิดาข้าเป็นรองแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร ปีศาจร้ายอย่างเจ้าก้าวข้ามประตูเข้ามาไม่ได้”

ซ่งอวี้ถูกจับนั่งคุกเข่ารอรับการเชือดเฉือน นางจ้องหญิงบ้าในชุดขาวตาเบิกโตปากแดงฉานไปด้วยเลือด “งั้นข้าจะไปรอเจ้าในนรก”

“แล้วพบกันในนรก”

สิ้นเสียงดาบเล่มใหญ่ก็ตัดฉับพระชายาพระราชทานแห่งตำหนักเฉาอ๋องศีรษะขาดกระเด็นกลิ้งมาหยุดตรงปลายเท้านาง จนวินาทีสุดท้ายสายตาที่จับจ้องกันยังกรุ่นไปด้วยความชิงชัง

สนมนางกำนัลสามสิบสี่ชีวิตกลายเป็นร่างไร้ศีรษะเหรินหนิงยืนอยู่ท่ามกลางฉากน่าเวทนา อาภรณ์สีขาวถูกแต้มด้วยหยดเลือดสีแดงคล้ายดอกปี่อันผลิบาน มิได้มีแต่คนที่ร้ายกับนางอย่างสนมซีแอบเอาข้าวสารให้นางอยู่บ่อยๆ หรือจืออีก็ยังช่วยเหลือนางอยู่หลายครา เพียงยี่สิบเจ็ดปียังไวนักที่จะตายเพียงไม่ตายไม่ได้

หันกลับมาทางชายชราเบื้องหน้า เดินไปคุกเข่าโขกศีรษะให้บิดาสามครา “ลูกอกตัญญูต้องเดินทางไกลขอท่านพ่อดูแลสุขภาพตัวเองด้วย”

เหรินหวังมองบุตรสาวที่เฝ้าถนอมตอนนี้เขาต้องส่งนางเดินทางไกล ในฐานะบิดาไม่อาจให้ผู้อื่นมาลงมือกับนางได้ แม้นจะเจ็บในอกเจียนบ้ากัดริมฝีปากจนหลั่งโลหิตทุกย่างก้าวยากราวกับเดินขึ้นเขา เดินมาหยุดยืนตรงหน้านางยื่นส่งทวนให้มือให้อดีตผู้ใต้บังคับบัญชา คุกเข่าลงข้างหนึ่งใช้สองมือจับประคองไหล่บุตรสาวที่สั่นไหวบังคับให้นางเงยหน้าขึ้นฝืนยิ้ม

“ทางนั้นอากาศหนาวเจ้าก็ดูแลตัวเองด้วย บิดาไม่ได้เป็นรองแม่ทัพแล้วทั้งหมดอาศัยน้ำใจจากสหายเก่าก่อน งานสุดท้ายของบิดาคือส่งเจ้าจากไปโดยสมบูรณ์”

“เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ”

“ท่านแม่ทัพสิ้นแล้ว บิดาคงถึงคราต้องเกษียณเสียที” ในระหว่างที่นางถูกสอบสวนอยู่ในกรมอาญาสองเดือน แม่ทัพใหญ่หลิวเจียสิ้นลมแล้ว แม้ไม่มีหลักฐานแต่เชื่อว่าถูกพิษจากในวังหลวง

“เช่นนั้นลูกจะไปดูแลท่านแม่ทัพแทนท่านพ่อเอง ท่านพ่อลงมือเถอะ” ชายชราถอนหายใจมือสั่นเทิ้มล้วงเข้าไปในอกเสื้อหยิบตลับเล็กๆ ออกมาวาจาอับจนปัญญา

นางไม่โทษเขาราชโองการไม่มีผู้ใดขัดได้ ยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก “เป็นลูกที่ผิดเองท่านพ่ออย่าได้โทษตัวเองเลย”

หยิบตลับจากมือบิดา ทางนั้นดึงกลับเล็กน้อยคล้ายลังเลแต่นางยังขยับมือตามไป หยิบมาถือด้านในเป็นยาเม็ดสีดำขนาดเท่าปลายนิ้วโป้ง

“นี้คือ”

เหรินหวังยิ้มส่ายหน้า “ยาที่จะช่วยให้เจ้าไม่เจ็บ บิดาถึงจะไม่กล้าพูดว่าตัวเองวรยุทธ์สูงส่งแต่รับปากหนิงเอ๋อร์ได้ว่า….เจ้าจะไม่ทันรู้สึกแม้สักนิดเดียว”

นางหยิบยาเม็ดใหญ่ใส่ปากรสขมอวลไปทั้งแก้มหลับตากลั้นใจกลืนลงไปก่อนจะดื่มสุราที่บิดารินให้ตบท้ายมือยังถือจอกค้าง

เหรินหวังลงมือไม่ให้นางตั้งตัวหญิงสาวส่งเสียงอึกคำเดียวเพียงรู้สึกเย็นวาบดาบสั้นกดลงมาตัดขั้วหัวใจ ไม่ทันเจ็บด้วยซ้ำ ทุกอย่างที่มองเห็นเปลี่ยนเป็นค่อยๆ ดำมืด สิ่งสุดท้ายที่รับรู้คือเสียงของบิดาที่กระซิบข้างหู

“หนิงเอ๋อร์โอกาสที่สองอย่าได้ผิดพลาดซ้ำอีก”

‘ท่านพ่อท่านหมายถึงอะไรเจ้าคะ’ นางเฝ้าพร่ำถามในความคิดจวบจนลมหายใจสุดท้าย

https://dekd.co/w/e/14104

โอกาสที่สอง/1

กลิ่นอับชื้นโชยเตะจมูกหูได้ยินเสียงหรีดหริ่งเรไร หนูตัวใหญ่มุดออกมาจากกองฟืนทำจมูกฟุดฟิตเดินออกมาช้าๆ ขยับเข้าไปใกล้ร่างของหญิงสาวที่นั่งกอดเข่าพิงกองฟืน นางกำลังฝันเห็นภาพของตัวเองที่ต่อต้านบิดาอย่างสุดกำลัง

หญิงสาวในฝันนางอายุเพียงสิบเจ็ดปียังเป็นดรุณีแรกสาว งดงามคล้ายภาพวาดโบราณยามที่ไหล่สั่นไหวสะอื้นไห้ราวกับดอกไม้บอบบางที่หากหยิบจับแรงไปจะช้ำคุกเข่ากลางลานโขกศีรษะให้บิดาจนหน้าผากช้ำ

“ข้าไม่แต่ง ท่านพ่อเมตตาลูกด้วย ลูกยังไม่อยากตาย” เหรินหวังมองบุตรสาวที่เฝ้าถนอม วันนี้นางกำลังร่ำร้องเอาเป็นเอาตายไม่ยินยอมออกเรือนกับคนที่ตนเลือกให้ปัดมือไล่

“เรื่องเหลวไหลทั้งนั้น”

“ท่านแม่ท่านพ่ออยากให้ข้าตาย” มู่หลันมือทาบอกนางเข้าใจความกลัวของบุตรสาวหาใช่ไม่เข้าใจ บุรุษที่บิดาหมั้นหมายให้ ออกเรือนด้วยคือแม่ทัพใหญ่หลิวเจียที่ผู้คนเรียกว่า

‘แม่ทัพปีศาจ’

เพียงเรือนกายสูงใหญ่กว่าบุรุษทั่วไปสองช่วงศีรษะ ใบหน้าเย็นชาราวรูปปั้นแกะสลักไร้อารมณ์ กับดรุณีแรกสาวล้วนหวังได้สามีอ่อนโยนรักถนอม ไม่มีผู้ใดคิดหวังจะอยู่อย่างหวาดกลัวทุกเมื่อเชื่อวัน นางรวบรวมความกล้าออกหน้าเพื่อบุตรสาว

“ท่านพี่ที่หนิงเอ๋อร์พูดก็ไม่ใช่จะไร้เหตุผล ฮูหยินของท่านแม่ทัพถูกเคี่ยวกรำจนตายตั้งแต่คืนเข้าหอมีใครบ้างไม่กลัวเจ้าคะ”

“หุบปากถ้าเจ้าพูดอะไรดีๆ ไม่ได้ก็กลับเรือนไป การออกเรือนของลูกล้วนขึ้นอยู่กับบิดามารดา ข้ารับปากท่านแม่ทัพแล้วสินสอดก็รับมาแล้วเจ้าจะให้ข้าปฏิเสธอย่างไร”

มู่หลันถูกสามีตะคอกใส่นางหดคอลงไม่กล้าเอ่ยปากอีก เหรินหวังใบหน้าเปลี่ยนเป็นแดงมองบุตรสาวที่ไม่ได้ดั่งใจกระทืบเท้าตะโกนสั่งสาวใช้สองคนที่ยืนด้านข้าง

“ลากนางไปขังที่ห้องเก็บฟืนไม่ต้องให้ข้าวให้น้ำดูสิว่าจะเก่งกล้าสามารถได้สักกี่วัน”

“เจ้าค่ะ” สาวใช้อายุมากทั้งสองรับคำ ขยับเข้ามาฉุดดึงเหรินหนิงขึ้นจากพื้น ดรุณีน้อยดิ้นรนขัดขืนร้องขอความเมตตาจากบิดาที่แม้นจะเย็นชาแต่ใจดีเสมอมา

“ท่านพ่อเมตตาลูกด้วย ถ้าจะให้แต่งกับท่านแม่ทัพท่านฆ่าลูกเสียดีกว่า…ท่านพ่อ”

เหรินหนิงถูกลากไปตามพื้นโยนเข้าห้องเก็บฟืน ยามเมื่อประตูปิดลงบรรยากาศที่มืดสนิททำหญิงสาวหวาดกลัวตัวสั่นทุบประตูอย่างแรงร้องขอความเมตตา

“ท่านพ่อปล่อยข้า ท่านแม่ช่วยข้าด้วย”

เหรินหวังมองบานประตูที่ถูกทุบจนสั่นไหวตะโกนตอบ “ถ้าเจ้ายอมออกเรือนกับท่านแม่ทัพใหญ่ตอนไหนค่อยออกมา ถ้าไม่งั้นก็ตายไปซะให้สมใจ”

“ท่านพ่อให้ตายข้าก็ไม่ยอมออกเรือนกับท่านแม่ทัพใหญ่………….”

ก่อนเสียงเรียกแผ่วเบาดังลอดช่องว่างของไม้ฝาผนังสองแผ่นค่อยๆ ปลุกนางจากฝัน “คุณหนู..ได้ยินไหมเจ้าคะ…คุณหนู”

หญิงสาวที่ฟุบหน้ากับหัวเข่าสะดุ้งเฮือกลืมตาโพลงเงยหน้าขึ้นมา หนูตัวใหญ่ที่เข้าใกล้นางพลันตกใจไปด้วยรีบวิ่งหนีมุดเข้าไปในกองฟืน

เหรินหนิงกระพริบตาถี่ๆ ให้สายตาเคยชินกับความมืดทั้งร่างพลันสะท้าน จื่อโม่เห็นคุณหนูของตัวเองเงียบหายไปครู่ใหญ่ก็กระซิบผ่านร่องไม้เรียกหาอีกครา “คุณหนูจะให้บ่าวไปบอกท่านอ๋องว่ายังไงเจ้าคะ”

ทันใดนั้นเหรินหนิงสลัดความงุนงงคลานเข้าไปเกาะที่ผนังมองลอดช่องว่างเล็กๆ จ้องใบหน้าสาวใช้คนโปรดที่ไม่ว่าจะเหนื่อยจะเจ็บเพียงไหนไม่เคยตัดพ้อ นางถูกบ่าวรับใช้ของซ่งอวี้ทุบตีจนร่างแหลกเละโลหิตไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด

แต่เวลานี้สาวใช้ที่ภักดีคนนั้นนั่งอยู่ตรงหน้า ดวงตาเห่อร้อนน้ำตาไหลออกมาอย่างสุดกลั้นมือสั่นเทา จับใบหน้าตัวเอง

“จื่อโม่…จื่อโม่ของข้า…นั้นเจ้าใช่ไหม” คนฟังงุนงงมองตาปริบๆ ไม่เข้าใจการกระทำของอีกฝ่าย แต่เห็นคุณหนูของตนหลั่งน้ำตานางก็ร้อนรนแล้ว

“คุณหนูเจ็บตรงไหน..อย่าร้องเจ้าค่ะ บ่าวไม่เจ็บที่ตรงไหนเลยฝันร้ายอีกแล้วใช่ไหมคุณหนูร้องโวยวายใหญ่เลย”

นางยิ้มทั้งน้ำตาพยักหน้าหงึกๆ “ใช่เป็นฝันร้ายเป็นฝันร้ายที่ยาวนานมาก”

จากนั้นค่อยๆ ตั้งสติแสร้งทำมึนงงถามไถ่วันเวลา นางย้อนกลับมาในตอนที่ตัวเองอยู่ในวัยสิบเจ็ดปีเพิ่งผ่านพิธีปักปิ่น ย้อนกลับมายังห้องเก็บฟืนวันที่บิดาสั่งลงโทษขังนาง

“คุณหนูอดทนไว้ก่อนนะเจ้าคะไม่ต้องร้อง บ่าวจะรีบเอาปิ่นนี้ไปขอความช่วยเหลือจากท่านอ๋อง” จื่อโม่กำปิ่นที่ได้รับมาเอ่ยวาจายืนยันหนักแน่น

เหรินหนิงรีบห้ามปราม “อย่า….”

นางได้รับโอกาสที่สองจะไม่มีทางยอมแต่งเข้าจวนอ๋องที่แล้งน้ำใจนั้นอีก จะไม่ทำให้บิดาที่รักถนอมต้องลำบากใจต้องบากหน้าไปขอรับโทษกับท่านแม่ทัพใหญ่ ไม่ทำให้สกุลเหรินอับอาย ผู้เฒ่าจันทรากำหนดชะตาให้นางเคียงคู่กับหลิวเจียนางก็จะไม่ขัดขืนอีก

จื่อโม่ลังเลชื่อเสียงแม่ทัพปีศาจเคี่ยวกรำฮูหยินที่เข้าหอคืนแรกสิ้นใจบนเตียงเตา มิให้หวั่นไหวได้เช่นไรย้อนถามอีกครา “คุณหนูแต่ว่าถ้าอย่างนั้นท่านต้องแต่งเข้าจวนแม่ทัพ”

เดินหมากพลาดตาเดียวพ่ายทั้งกระดานเพียงเพราะเลือกรักคนผิด ชีวิตวัยสาวถึงยากลำบากหากว่านางเฉลียวใจเร็วกว่านี้ เชื่อมั่นในตัวบิดาที่รักนางมากกว่านี้คงไม่มีชีวิตเช่นดอกถานที่บอบบาง พยักหน้าอย่างไม่ลังเล

“ท่านพ่อรักข้า ข้าเชื่อสายตาท่านพ่อ ถ้าท่านแม่ทัพน่ากลัวอย่างที่เขาว่ากันจริง ท่านพ่อไม่มีทางรับปาก ไปบอกท่านพ่อว่าข้าจะออกเรือนตามคำสั่ง”

อีกฝ่ายรับคำอย่างยินดี “เจ้าค่ะ” รีบลุกวิ่งไปทำตามคำสั่ง

เหรินหนิงมือกำแน่นบอกับตัวเอง “ชาตินี้ข้าจะเดิมพันกับท่านแม่ทัพใหญ่ดู”

…………….

ราวกับงานเทศกาลใหญ่ถนนทั้งสายถูกทำความสะอาดประดับประดาด้วยกระดาษแดงอบอวลไปด้วยบรรยากาศมงคลตั้งแต่หัวถนนถึงจวนสกุลเหริน

ชาวบ้านออกมาชมความเอิกเกริกยืนออกันสองข้างทางมุงดูทหารในชุดเกราะสีดำผูกแถบผ้าสีแดงไว้ที่ท่อนแขนขวาชูธงสีแดงปักอักษร ‘หลิว’ คำเดียวตั้งแถวเรียงหน้ากระดาน ยามที่ขยับเคลื่อนไหวเพียงเสียงฝีเท้าก็ทำคนเกรงขาม

หญิงชาวบ้านชะเง้อคอมองสายตาถูกบุรุษร่างกายสูงใหญ่กว่าผู้ใดบนหลังอาชาสีดำแสนสง่างามใบหน้าราวถูกสลักจากหยกดึงดูดไป

หากเพียงให้พวกนางแอบมองล้วนหน้าแดงริษยาในโชคดีของผู้อื่น แต่หากให้พวกนางแทนที่เจ้าสาวกลับหวั่นไหวใจ หญิงชาวบ้านชุดเขียวส่งเสียงซุบซิบกับสหายข้างกาย

“สตรีเคราะห์ร้ายครั้งนี้เป็นใครกัน” สหายของนางเป็นหญิงสาวร่างใหญ่เบ้ปากเล็กน้อย

“เห็นว่าเป็นบุตรสาวรองแม่ทัพนะ”

สตรีชุดเขียวถอนหายใจ “นางโชคไม่ดีเลยไม่รู้จะผ่านคืนนี้ไปได้ไหม”

จื่อโม่กระวนกระวายกว่าคนเป็นเจ้าสาววิ่งเข้ามาในห้องเหรินหนิง นางเตรียมตัวพร้อมแล้ว “คุณหนู”

ต้องชะงักฝีเท้าคุณหนูของนางยามที่ประทินโฉมแล้วงดงามราวภาพฝันวงหน้าขาวราวกับหยกมันแพะเนื้อดีแต้มชาดที่แก้มจนแดงระเรื่อทาปากสีสด ผมเกล้าเป็นมวยสูง สาวใช้ของนางอุทานออกมาเบาๆ

“คุณหนูงดงามเหลือเกิน”

เหรินหนิงหัวเราะมองเงาสะท้อนของตัวเองในคันฉ่อง เทียบกับชาติก่อนเพราะไม่อยากออกเรือนกับคนที่บิดาเลือก นางให้สาวใช้คนโปรดนำปิ่นปักผมที่ได้รับมาจากเฉาอ๋องไปขอความช่วยเหลือ ใช้ความตายของตัวเองข่มขู่บิดาผูกคอกับขื่อคาน

บุตรสาวคนเล็กรองแม่ทัพต่อให้ตายก็ไม่ยอมแต่งกับท่านแม่ทัพ

ข่าวลือที่ควรจะเป็นเรื่องลับแพร่สะพัดไปทั่วเมือง สกุลหลิวเองก็รู้ข่าวนี้ไม่ของ้อสตรีที่ไม่อยากเกี่ยวดองประกาศยกเลิกงานแต่งเอง บิดานางโกรธจนกระอักเลือด เฉาอ๋องพอได้รู้เรื่องที่สกุลหลิวยกเลิกงานแต่งส่งแม่สื่อมาสู่ขอ

เหรินหวังทำอะไรไม่ได้แล้วบุตรสาวยอมตายไม่ยอมแต่งกับท่านแม่ทัพใหญ่ ในวันที่นางออกเรือนเขาไม่แม้นจะมาร่วมพิธี เหรินหนิงนั่งเกี้ยวสี่คนหามอย่างเรียบง่ายเข้าสู่จวนอ๋อง

ผิดกับวันนี้ทุกอย่างเอริกเกริกบิดานางยิ้มหน้าบาน มารดามีความสุขสกุลเหรินทั้งตระกูลล้วนแต่ร่วมยินดีย้อนถามสาวใช้ที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามา

“มีอะไรเจ้ายังไม่บอกข้าเลย”

จื่อโม่ยิ้มกว้างนางแทบจะหุบยิ้มไม่ลง ชี้มือไปด้านหลัง “ท่านแม่ทัพมาแล้วเจ้าค่ะ ขบวนใหญ่โตแบบที่บ่าวไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”

สาวใช้ที่กำลังช่วยเหรินหนิงแต่งตัวได้ฟังสายตาอยากรู้อยากเห็นเป็นประกาย “ท่านแม่ทัพหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง”

แม่นมเฟิงสาวใช้อาวุโสกระแอมเสียงดุ “คุณหนูอยู่นี้ใช่เรื่องที่พวกเจ้าควรถามรึ”

พวกนางทั้งหมดหดคอลง “ขอโทษเจ้าค่ะ”

นางกลอกตามองไปทางเห็นว่าเหรินหนิงไม่ได้แสดงท่าทีตำหนิแม่นมเฟิงใช้หลังมือป้องปาก “ท่านแม่ทัพหน้าตาเป็นอย่างไร”

สาวใช้รุ่นเล็กอุทานออกมาพร้อมกัน “แม่นมเฟิง”

เหรินหนิงไม่ได้ต่อว่านางเองก็อยากรู้ไม่น้อยกว่าผู้ใด ในชาติก่อนเพียงเคยแอบมองชายหนุ่มสูงใหญ่อยู่ไกลๆ จื่อโม่ยิ้มแห้งๆ หัวเราะในลำคอ

“ไกลไปบ่าวก็มองไม่เห็น”

เสียงหัวเราะดังขรมไปทั่วทั้งห้อง เหรินหนิงยิ้มบางเบางานมงคลควรเป็นเช่นนี้ควรเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศความสุขแบบนี้ ไม่ใช่มีแต่บรรยากาศมึนตึงเช่นกาลก่อน

ไม่นานเมื่อเจ้าบ่าวมาถึงสาวใช้ก็เข้ามาตาม พี่ใหญ่ของนางเหรินลู่แบกเจ้าสาวขึ้นหลังส่งน้องสาวคนเล็กของตระกูลขึ้นเกี้ยวมุ่งหน้าสู่จวนแม่ทัพอย่างยิ่งใหญ่

เหรินหนิงบนเกี้ยวแปดคนหามนางได้ยินเสียงชาวบ้านชื่นชมขบวนเจ้าสาวที่ยาวเหยียดนางเอ่ยกับตัวเองในใจ

‘ครั้งนี้ขอให้ข้าโชคดีบ้าง”

https://dekd.co/w/e/14104

โอกาสที่สอง/2

หญิงสาวหลุบตามองต่ำ ผ้าสีแดงคลุมลงมาถึงคาง นั่งอยู่บนเตียงเตาใจเต้นไม่เป็นส่ำ นี้มิใช่ครั้งแรกที่นางออกเรือนแต่เจ้าบ่าวเปลี่ยนจะไม่ให้หัวใจดวงน้อยอดหวั่นไหวเลยคงไม่ได้

เทียนมงคลสีแดงขยับไหวไปตามจังหวะของสายลม มอดไหม้ไปได้ครึ่งเล่มเสียงฝีเท้าหนักๆ สม่ำเสมอดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เงาร่างที่เฝ้าประตูซ้ายขวาเอ่ยขึ้นมาพร้อมกัน

“ท่านแม่ทัพ” ก่อนในวินาทีถัดมาประตูบานคู่ตรงหน้าจะเปิดออกช้าๆ เงาร่างสูงหนาในชุดสีแดงก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา

ประตูปิดลงแล้วยามนี้ทั้งห้องเหลือแค่หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี เงาร่างของเขาเดินเข้ามาใกล้ๆ หยิบคันชั่งเกี่ยวผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออกนางสั่นกลัวเล็กน้อย

ชายหนุ่มที่แม้แต่ตอนคำนับฟ้าดินนางยังเห็นเพียงปลายเท้า เขาน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เหนื่อยหรือไม่”

เหรินหนิงส่ายหน้าแต่ยังไม่กล้าพอจะมองว่าที่บุรุษของตัวเอง เพียงเงาที่ทาบทับลงมาก็รู้สึกถึงเรือนกายใหญ่โต เขาถอยหลังไปเล็กน้อยก่อนจะย้อนกลับมายื่นจอกน้ำชาให้นาง

“ดื่มเสียหน่อยเจ้าเองคงคอแห้ง”

นางยื่นมือออกไปรับสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยไม่ได้เห็นมานานจอกน้ำชาสำริด มันหนักกว่าจอกน้ำชาเครื่องเคลือบพอสมควร เมื่อวันหน้าต้องอยู่ร่วมกับเขาเป็นแน่แท้ ได้หัวข้อสนทนารวบรวมความกล้า เงยหน้าขึ้นช้าๆ

“ท่านแม่ทัพชอบจอกสำริดรึเจ้าคะ ข้าไม่ได้เห็นใครใช้นานแล้ว”

แม้นจะเตรียมใจมาแล้วนางยังแสดงท่าทีตื่นตระหนกบุรุษทั่วไปสูงเท่าไหร่หลิวเจียสูงกว่า บุรุษทั่วไปไหล่บ่ากว้างเท่าใด ชายหนุ่มตรงหน้ากว้างกว่า เขาเหมือนภูเขาไท่ซาน สูงใหญ่กว่าบุรุษทุกคนที่นางเคยพบเจอ

ชายหนุ่มหันหน้าเข้าไปที่โต๊ะกลมกลางห้องพอนางเอ่ยเรียก เขาค่อยๆ หันกลับมาใบหน้าหล่อเหลาคล้ายถูกแกะสลักจากหยกมันแพะเนื้อดี เส้นผมดำประดุจปีกกามัดรวบไว้ด้านบน คิ้วเข้มหนาดวงตาสีนิล ตัดกับผิวขาวจมูกโด่งสันคม ริมฝีปากบางเฉียบ เป็นชายหนุ่มที่เพียงแย้มยิ้มก็ทำให้หญิงสาวดีงามตกหลุมรักได้ง่ายดาย

“ไม่ได้ชอบแต่ที่จวนนี้ข้าวของล้วนแต่ทำจากสำริดไม่งั้นก็เหล็ก” เขาพูดพร้อมยกจอกสุราที่ทำจากเหล็กเดินเข้ามาหานาง

“ทำไมเจ้าคะ”

ชายหนุ่มยิ้มบางเบาที่มุมปาก เหรินหนิงใบหน้าเห่อร้อน แม่ทัพใหญ่หลิวเจียไม่มีตรงไหนที่ยิ่งย่อนไปกว่าเฉาอ๋องซ้ำยังสง่างามกว่าสองส่วนเขาหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ตรงข้ามนาง

“วันหน้าคงลำบากเจ้า ข้าเป็นจอมพลังโดยกำเนิด เมื่อก่อนตอนเด็กๆ ยังควบคุมเรี่ยวแรงตัวเองไม่ได้เครื่องเคลือบแค่บีบเบาๆ ก็แตกคามือ”

นางกลืนน้ำลายทำใจดีสู้เสือขยับลุกจากเตียงเตายกจอกสุราเหล็กขึ้นมารินให้เขา มันหนักก็จริงแต่ไม่ได้หนักจนนางรู้สึกว่ากินแรง พร้อมกับกรอกตาขึ้นมองอย่างกล้าๆ กลัวๆ

“ท่านแม่ทัพจะไม่บีบข้าจนแตกไปด้วยใช่ไหมเจ้าคะ”

หลิวเจียส่ายหน้า “ไม่…ตอนนี้ข้ารู้วิธีควบคุมมันแล้วจะไม่ทำเจ้าบุบสลาย”

นางนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัวรู้ว่าหากไม่มอมตัวเองให้เมามายวันนี้คงยากจะผ่านไป รินสุราให้ตัวเองจอกหนึ่ง “ขอดื่มให้ท่านแม่ทัพ”

สิ้นเสียงนางยกดื่มรวดเดียวหมดจอกก่อนจะไอออกมาเสียจนหน้าแดง มองจอกสำริดในมือ “สุราอะไรแรงนัก”

หลิวเจียยิ้มมุมปาก “สุรานอกด่าน รสแรง”

นางมองตามแม้แต่ตะเกียบยังทำจากเหล็กเขาหยิบชามสำริดที่คว่ำไว้มาหงายขึ้นวางตรงหน้านาง คีบไก่แช่เหล้าให้นางชิ้นหนึ่ง

“กินอะไรก่อนไม่งั้นจะปวดท้อง”

“ข้าไม่หิว..” พูดยังไม่ทันจบประโยคดีตั้งแต่เช้านางกินเกี๊ยวมงคลไปแค่ไม่กี่ตัวตอนนี้พระอาทิตย์ตกแล้ว พยาธิในท้องส่งเสียงประท้วงออกมา

โครก! หญิงสาวหน้าแดงได้แต่เอ่ยปากดุว่าเจ้าพยาธิที่ร่ำร้องไม่รู้เวลา สายตาของหลิวเจียเป็นประกายขบขัน

นางเอ่ยเสียงเบา “ขออภัยเจ้าค่ะ”

ชายหนุ่มไม่ได้ต่อว่าเขาเพียงหยิบตะเกียบส่งให้ “กินก่อน”

สองฝ่ายปรนนิบัติกันเขาคีบอาหารให้นางชิ้นนางรินสุราให้เขาจอก นางได้แต่ถามกับตัวเองบุรุษผู้นี้คือคนที่เคี่ยวกรำฮูหยินจนตายคาเตียงในคืนเข้าหอจริงหรือ

เอ่ยปลอบใจตัวเองอาจเพราะผู้หญิงของเขายังเป็นหยกสมบูรณ์ไม่เคยรองรับบุรุษ อ่อนแอเกินไปจนทานทนไม่ไหว เหรินหนิงในชาติก่อนตอนที่ยังเป็นที่โปรดปรานของเฉาอ๋องนางผ่านสามราตรีบนเตียงเตามาแล้วถึงจะไม่มั่นใจทั้งสิบส่วนแต่เชื่อว่าตัวเองจะผ่านไปได้

สุราในกาหมดแล้วหญิงสาวใบหน้าแดงระเรื่อที่งดงามอยู่แล้วยิ่งงดงามขึ้นไปอีก เทียนมงคลเหลือเพียงหนึ่งในสามส่วน มือใหญ่โตร้อนระอุยื่นมากุมมือนางไว้

“ฮูหยินเข้านอนเถอะ”

หัวใจดวงน้อยเต้นราวกลองศึกเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่พ้นมาถึงแล้ว นี้ไม่ใช่จิตสัมพันธ์เป็นเพียงหน้าที่ฮูหยินพึงกระทำมือสั่นอย่างไม่อาจห้ามปราม

“ท่านแม่ทัพเมตตาด้วยนะเจ้าคะ”

หลิวเจียไม่ตอบบีบมือนางคราหนึ่งหญิงสาวลุกตามเขา อาจจะเพราะนั่งนานเกินไปหรืออาจจะเพราะฤทธิ์สุราร้อนแรงกาใหญ่

นางทรุดลงก่อนจะล้มมือใหญ่โตโอบรอบเอวดึงนางเข้าไปประชิดจนถึงตัว หญิงสาวอุทานออกมาเบาๆ ผิวกายแนบชิดมีเพียงผ้าบางๆ กั้นกลาง

“ฮูหยินเจ้าเมาแล้วให้ข้าช่วยเถอะ” นางถูกชายหนุ่มอุ้มลอยจากพื้นอย่างง่ายดายหญิงสาวมือกำหลวมๆ ไว้กลางอกถูกพาเดินมายังเตียงเตาเขาบรรจงวางนางลงอย่างอ่อนโยน ทั้งที่เตรียมใจไว้แล้วร่างบางสั่นราวกับลูกนกที่ร่วงจากกิ่งไม้ ดวงตากลมสวยสะท้อนแสงจากเปลวเทียนที่สั่นไหวไปตามแรงลม

มือใหญ่ร้อนไล้ไปตามกรอบหน้าคมลงมาตามลำคอ “ตาฮูหยินสวยนัก”

กระดุมเสื้อนางค่อยๆ ถูกปลดทีละเม็ดตลอดความยาวเผยให้เห็นตู้โต้วสีแดงปิดยาวมาถึงใต้อก หน้าท้องขาวเนียน สายตาร้อนแรงมองต่ำลงเรื่อยๆ คนถูกจ้องรู้สึกเหมือนกำลังถูกลวนลามเบือนหน้าหลบสายตาเอ่ยปากร้องขอ

“ท่านแม่ทัพ..ดับเทียนได้ไหมเจ้าคะ”

https://dekd.co/w/e/14104

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...