โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

[จบ]เซียนกระบี่มาแล้ว!

นิยาย Dek-D

อัพเดต 22 เม.ย. 2567 เวลา 09.46 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. 2567 เวลา 09.46 น. • enjoybook
YouTube ก็ไม่มี Facebook ก็เข้าไม่ได้ ข้าขอกลับโลกเดิมไปนั่งเล่นเกมในห้องแอร์เย็น ๆ ดีกว่าโว้ยยย !!

ข้อมูลเบื้องต้น

*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***

ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Zongheng

---------------------------------------

เซียนกระบี่มาแล้ว![剑仙在此]

ผู้แต่ง : 乱世狂刀 ผู้แปล : ทีมงาน EnJoybook

จำนวน 2390 ตอนจบ

อ่านตอนจบก่อนใคร คลิก >> https://bit.ly/3BCPaHZ

หืมมม วิชานี้น่าสนใจดี แชะ ! ติ๊งง

คุณได้รับแอพพลิเคชั่นวิชากระบี่ทะลวงจันทร์ ต้องการติดตั้งหรือไม่ !

ด้วยสมาร์ทโฟนในมือของเจ้าแกะดำหลิวเป่ยเฉิน ทำให้เขาสามารถผงาดบนโลกจอมยุทธ์นี้ได้อย่างง่ายดาย….

แต่ข้าไม่เอาหรอก ใครมันจะอยากอยู่โลกแบบนี้กัน YouTube ก็ไม่มี Facebook ก็เข้าไม่ได้ ข้าขอกลับโลกเดิมไปนั่งเล่นเกมในห้องแอร์เย็น ๆ ดีกว่าโว้ยยย !!

สุดยอดผลงานจากผู้แต่ง

1.สุดยอดจักรพรรดิดาบและกระบี่ (By EnJoyBook)

2.เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ (By KaweBook)

3.ขอบเขตมนตรา (By ….)

4.สดุดีมหาราชา (By KaweBook)

5.จอมศาตราพลิกดารา (By Fictionlog)

6.เซียนกระบี่มาแล้ว! (By EnjoyBook)

---------------------------------------

ติดตามผลงานของเราได้ที่ เพจ EnJoyBook

มี E-book จำหน่ายแล้ว คลิกที่นี่ https://bit.ly/3FxSFmE

คุณอาจจะชอบเรื่องนี้

บทที่ 1 อยากกลับบ้าน!!!

บทที่ 1 อยากกลับบ้าน!!!
8888 ปีแสงผ่านมาจนถึงตอนนี้
ณ มลฑลเฟิงอวี่ จักรวรรดิทะเลเหนือ ดินแดนตงเต้า
สถานศึกษากระบี่ที่สามของมณฑลนี้ ตั้งอยู่ในเมืองหยุนเมิ่ง
สายลมเบาบางพัดผ่านและแสงแดดอบอุ่นที่ทอประกาย ทุกสิ่งดูเหมือนกำลังงอกงามขึ้นอย่างช้า ๆ
มันเป็นช่วงต้นฤดูร้อนซึ่งถือเป็นช่วงปีที่ทุกอย่างดูน่าอภิรมย์ไปเสียหมด โดยเฉพาะอากาศที่กำลังสบายในเมืองหยุนเมิ่งแห่งนี้
แสงแดดสีทองสาดส่องสะท้อนผ่านแก้วน้ำที่ตั้งอยู่ในห้องเรียนแสนโอ่อ่า
ในห้อง 9 ชั้นปีที่ 2 หลินเป่ยเฉินผู้ที่นั่งอยู่โต๊ะแถวหน้าสุดของห้องเรียน อาบไปด้วยประกายสีทองอบอุ่นของดวงอาทิตย์
เขาเป็นเด็กหนุ่มอายุ 14 ปี เกิดมาพร้อมใบหน้าอันเป็นทุนทรัพย์ ที่แต้มด้วยคิ้วหนาได้รูปและดวงตาสดใส ในเครื่องหน้าอันสมบูรณ์แบบของเขานั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความกล้าหาญ ยังไม่รวมถึงผมดกดำขัดกับพวงแก้มสีชมพูระเรื่อ มือของเขาเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็ว และในขณะที่ดวงตากำลังจับพิเคราะห์มือทั้งสองข้างนั้นอยู่ เขาก็ขยับนิ้วมือด้วยท่วงท่าราวกับการเคลื่อนไหวของกลีบดอกไม้
ตั้งแต่ตอนเริ่มเปิดเรียนใหม่ ๆ จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังคงทำท่าทางการ พินิจมือคู่นั้น อยู่เสมอ และเขาก็แทบไม่ขยับร่างกายส่วนอื่นเลยนอกจากมือทั้งสองข้าง
และด้วยความที่เขานั่งอยู่แถวหน้าสุดของห้องเรียน นับว่ากล้ามากทีเดียวที่ปล่อยใจให้ล่องลอยออกมาอย่างชัดเจนขนาดนั้น
นั่นนับว่าอุกอาจไม่น้อย
ถ้าเกิดเป็นคนอื่นทำเช่นนี้บ้างละก็ อาจารย์ติงซานฉือผู้เคยเป็นทหารผ่านศึกอยู่ทัพหน้าที่กำลังสอนอยู่หน้าห้องในตอนนี้ ท่านผู้เฒ่าแกก็คงจะต้องได้สั่งสอนเขาให้หลาบจำด้วยกระบวนท่ากระบี่สามพิฆาตอันเป็นที่เลื่องลือของเขาเป็นแน่
แต่นี่ไม่ใช่คนอื่น นี่คือหลินเป่ยเฉิน
“ใจเย็นไว้ เย็นไว้น่า”
“เขานะสิที่ปัญญาอ่อน ไม่ใช่ข้าเสียหน่อย”
“ไม่ต้องไปสนใจไอ้โง่หลงตัวเองแบบนั้นหรอก”
อาจารย์อาวุโสติงซานฉือ ชายชรานั้นเป็นที่เลื่องลือในเรื่องความโหด ไม่ว่าจะศิษย์หรืออาจารย์คนอื่น ๆ ของสถานศึกษากระบี่ที่สามแห่งนี้ต่างก็รู้กันดีทั้งนั้น ชายแก่กำลังบ่นงึมงำในหัว พยายามข่มใจและบอกตัวเองให้เลิกสนใจท่าทีของไอ้เจ้าแกะดำประจำเมืองและสอนต่ออย่างใจเย็นที่สุด
ในขณะที่ศิษย์คนอื่นต่างยิ้มน้อย ๆ อย่างขบขันเมื่อเห็นอาจารย์ขาโหดพยายามข่มอารมณ์โกรธจนเลือดขึ้นหน้า หากแต่ก็ไม่มีใครกล้าขำออกมาแม้ในใจจะรู้สึกขบขันจนแทบกลั้นไม่ไหวก็ตาม
แต่สิ่งที่อาจารย์และเพื่อนร่วมห้องของหลินเป่ยเฉินไม่เคยรู้ก็คือ เขานั้นไม่ใช่คนมีปัญหาทางด้านสมองที่วัน ๆ เอาแต่จ้องมือสองข้างของตัวเองเสียหน่อย
เขากำลังจ้องโทรศัพท์มือถืออยู่ต่างหาก
และมันก็เป็นมือถือสมาร์ทโฟนเสียด้วย แค่ไม่มีใครมองเห็นนอกจากเขาคนเดียวเท่านั้น
“โกหกน่า!”
หลินเป่ยเฉินได้แต่คร่ำครวญอยู่ในใจ
นี่เขาทำอะไรผิดกันนะ
เขาก็แค่พยายามช่วยไอ้โรคจิตคนนั้นที่เกือบจะโดนรถบรรทุกชนตายเพราะเดินฝ่าไฟแดงต่างหากเล่า และชายคนนั้นก็ดันบอกว่าตัวเองน่ะ เป็นยมทูต ก่อนจะยัดเยียดไอ้โทรศัพท์ประหลาด ๆ ไม่มียี่ห้อนี่ให้เขา พอรู้ตัวอีกทีวิญญาณเขาก็ทะลุมาอยู่มิติไหนเมื่อไหร่ก็ไม่รู้!
ซึ่งเขาก็ได้มาโผล่ในที่แปลก ๆ ในดินแดนที่มีนามว่า ‘ดินแดนตงเต้า’ และกลายมาเป็นลูกชายของขุนนางนักรบแห่งสวรรค์ นามว่า ‘หลินจิ้นหนาน’ ผู้เป็นหนึ่งในสิบสุดยอดผู้ฝึกยุทธ์แห่งจักรวรรดิเป่ยไห่
หรือก็คือเจ้าแกะดำที่ใคร ๆ ต่างก็รู้จักกันดีในเมืองหยุนเมิ่งแห่งนี้
อย่างกับว่าเขาจะไปคุยกับใครได้งั้นแหละ
นี่มันก็ผ่านมาสามวันแล้วหลังจากเด็กหนุ่มมาที่นี่ ทว่าหลินเป่ยเฉินก็ยังคงทำใจรับความจริงพวกนี้ไม่ได้
เขาอยากกลับบ้านเหลือเกิน
ศิลปะการต่อสู้เป็นศาสตร์ที่นับว่าสูงส่งที่สุดของที่แห่งนี้ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดนั้นสามารถยกแม้แต่ภูเขาได้ด้วยมือเปล่า ทั้งยังแหวกผืนน้ำในมหาสมุทรออกเป็นสองฟาก หรือจะโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้า และรุดหน้าเจาะผืนดินที่แข็งที่สุดก็ทำได้ พวกเขานั้นเป็นผู้มีอำนาจและสามารถทำได้ทุกสิ่งอีกทั้งยังมีชีวิตที่ยืนยาวราวกับเทพเจ้า
แต่ทว่า หลินเป่ยเฉินไม่ได้สนใจอะไรพวกนี้แม้แต่น้อย
ไม่ว่าเขาจะได้ไอ้พลังพิเศษจำพวกเหนือธรรมชาติมาหรือไม่ ต่อให้เขามีก็เถอะ ในฐานะเกมเมอร์เนิร์ด ๆ ที่เคยเป็นในโลกก่อนหน้า เขาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีความอดทนฝึกฝนอะไรพวกนี้ได้นานนักหรอก
การจะเป็นคนแข็งแกร่ง มันต้องผ่านการฝึกฝนร้อยฝนพันฝน ทั้งในวันที่อากาศหนาวเย็นจนแม่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง หรือในวันที่ร้อนจนแทบเป็นลม แถมเด็กหนุ่มยังต้องไปเอาชีวิตรอดจากการเข้าร่วมการประลองนองเลือดอะไรพวกนั้นอีก
มันช่างดูห่างไกลจากชีวิตที่แสนสบายพวกนั้นเหลือเกิน ทั้งห้องแอร์เย็น ๆ ไวไฟไวปรู๊ดปร๊าด การแอบส่องสเตตัสชาวบ้านในเฟซบุ๊ก และช่วงเวลาที่ได้หาวิดีโอดูเรื่อยเปื่อยในยูทูบ
คงมีแต่พวกมาโซเท่านั้นแหละที่อยากเอาชีวิตมาทิ้งไว้ในที่แบบนี้เพื่อความแข็งแกร่งอะไรนั่นน่ะ
คนธรรมดาทั่วไปก็คงอยากจะอยู่บ้านทั้งวัน นอนซุกในผ้าห่มและเปิดแอร์เย็น ๆ ถ้าเบื่อก็เปิดเครื่องเล่นเกม เล่นกับหมากับแมว หรือหาอะไรไม่น่าเบื่อทำ หิวก็สั่งเดลิเวอรี่มากินที่บ้าน เปิดดูคลิปขำ ๆ และปล่อยตัวเองให้เป็นคนลอยชายไปวัน ๆ
ไหนจะยังมีครอบครัวที่อบอุ่นกับเพื่อน ๆ ในโลกใบเดิมอีก
เพราะงั้น
“ไอ้พวกนักท่องมิติหัวขวดเอ๊ย!”
เขาไม่ได้ขอสักหน่อย!
อยากกลับบ้านโว้ย!
หลังจากวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนถึงเหตุและผลของการข้ามมิติแล้ว หลินเป่ยเฉินก็สรุปทุกอย่างออกมาได้ว่าความเป็นไปได้เดียวที่เหลืออยู่ในการกลับบ้านก็คงจะเป็นไอ้เจ้าโทรศัพท์มือถือประหลาดเครื่องนี้นี่แหละ
“ถ้าแกพามาที่นี่ได้ แกก็ต้องพากลับบ้านได้สิ ใช่มะ?”
หลังจากคิดได้เช่นนั้น หลินเป่ยเฉินก็เริ่มศึกษาไอ้เจ้าโทรศัพท์มือถือเครื่องนี้อย่างเอาเป็นเอาตาย
หลังพยายามอย่างหนัก เขาก็พบว่าไอ้เจ้าเครื่องนี้มันช่างประหลาดเสียเหลือเกิน
อย่างแรก มันสามารถ ‘เก็บ’ ไว้ในร่างกายของเขาได้
ไม่ว่าตอนไหนที่เด็กหนุ่มอยากจะให้มันโผล่ออกมา โทรศัพท์เครื่องนี้ก็จะโผล่ขึ้นมาบนมือเขาในทันที และพอเขาไม่ต้องการใช้มันแล้ว มันก็จะหายไปในทันใด
นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
โทรศัพท์ปกติจะทำอะไรแบบนี้ได้ยังไง
และอย่างที่สอง คือไม่มีใครนอกจากเขาที่สามารถมองเห็นโทรศัพท์เครื่องนี้ได้ ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้ในสถานการณ์แบบไหนก็ตาม
เช่นตอนนี้ เขากำลังถือโทรศัพท์อยู่ในมือและพยายามศึกษาฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ อย่างจริงจัง แต่ในสายตาของอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้น มันเหมือนเด็กหนุ่มกำลังจ้องมองมือเปล่า ๆ สองข้างของตัวเองราวกับคนเสียสติ
ทั้ง ๆ ที่ความจริง เขากำลังดูโทรศัพท์มือถือระบบหน้าจอสัมผัส ที่ใส่อยู่ในเคสโลหะสีเงินต่างหาก!
ในขณะนี้ แบตเตอรี่ของมันเหลือเพียง 21% สัญญาณขึ้นเป็น 4G แต่มีเพียงขีดเดียวเท่านั้น
และสำหรับการติดต่อ…
หลินเป่ยเฉินพยายามจะโทรหาเบอร์ 110, 120, 119, 10086 และเบอร์ติดต่อของคนรู้จักทั้งหมดเท่าที่เขาจะจำได้
สิ่งเดียวที่เขาได้ยินจากปลายสายก็คือ
“หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้”
บนหน้าจอหลักมีเพียง 3 ไอคอนเท่านั้น คือรายชื่อติดต่อ ข้อความ และแอปสโตร์
ในเมื่อโทรหาใครก็ไม่ได้ ถ้างั้นอย่าหวังว่าข้อความจะส่งไปถึงใครได้เลย
ตอนนี้ ความหวังเดียวของหลินเป่ยเฉินคือแอปสโตร์เท่านั้น
หลังพยายามแตะเข้าไปในแอปสโตร์เป็นพัน ๆ ครั้ง เขาก็เจอเพียงแต่ข้อความเดิม ๆ เด้งขึ้นมาว่า
ขออภัย แอปสโตร์ยังไม่เปิดให้บริการ
ในนั้นไม่มีแอปพลิเคชันสักแอปเดียว
แล้วแบบนี้มันจะเรียกว่าแอปสโตร์ได้ยังไงเล่า
นี่เขาต้องมาเจอกับเรื่องบ้าบอแบบนี้จริง ๆ งั้นเหรอ!
หลินเป่ยเฉินนั้นโมโหเสียจนอยากจะกลืนไอ้โทรศัพท์เครื่องนี้ลงท้องไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
และในพริบตานั้นเอง…
ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!
เสียงกระดิ่งเลิกเรียนดังขึ้น
“เอาล่ะ ที่ข้าเพิ่งอธิบายไปก็คือเรื่องทักษะการหลอมรวมพลังลมปราณแบบสมบูรณ์ ตอนนี้พวกเจ้ามีเวลาพักช่วงเวลาหนึ่งก้านธูป แล้วเดี๋ยวเราค่อยมาเรียนกันต่อ”
อาจารย์ติงซานฉือหยิบแก้วน้ำของเขาขึ้นมาจิบเพื่อดับกระหาย
“และอย่างที่พวกเจ้าน่าจะรู้กันดี การสอบกลางภาคของสถาบันเราจะเริ่มขึ้นในอีก 3 วันข้างหน้า พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องเครียดไปหรอก…จริงไหม? และสำหรับในคาบต่อไป อาจารย์ได้เลือกบทเรียนที่จะสอนพวกเจ้าไว้แล้ว มันเป็นวิชาลับประจำตัวอาจารย์เอง และนั่นก็คือวิชา ‘กระบวนท่ากระบี่สามพิฆาต’ ขอให้พวกเจ้าตั้งใจกันหน่อยก็แล้วกัน” อาจารย์ประกาศขึ้น ก่อนเหลือบตามองมายังหลินเป่ยเฉินอีกครั้ง
ชายชราส่ายหัวเบา ๆ ด้วยความเหนื่อยใจ ในขณะที่มองไปยังเด็กหนุ่มหลงตัวเองคนนั้น
“หลินเป่ยเฉิน เจ้าต้องตั้งใจเรียนคาบหน้าด้วยล่ะ กระบวนท่ากระบี่สามพิฆาตเป็นกระบวนท่าที่เหมาะที่สุดกับเด็กหัวช้าแบบเจ้า อย่าได้นั่งใจลอยให้อาจารย์เห็นอีกเป็นอันขาด”
อาจารย์ติงอดจะเตือนหลินเป่ยเฉินอีกหนหนึ่งไม่ได้ หากแต่เด็กหนุ่มก็ยังคงนิ่งเฉยและไม่ตอบอะไรสักคำ
ให้ตายเถอะ!
ไม่มีอะไรจะทำให้คนไร้ประโยชน์แบบนี้ เป็นโล้เป็นพายขึ้นมาได้เลยหรือไงนะ

อาจารย์ติงหันหลังกลับและเดินออกไปจากห้องเรียน
หลินเป่ยเฉินไม่ได้สนใจคำเตือนของชายชราแม้แต่น้อย
เขาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้อยู่แล้ว
และเด็กหนุ่มก็ไม่มีความรู้สึกอะไรที่เชื่อมถึงตัวตนใหม่นี้เลยด้วย
ตอนนี้ทั้งหมดที่คิดได้ก็คือ เขาจะต้องหาทางกลับไปยังโลกเดิมให้จงได้
ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไร เขาก็ไม่สนใจทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการสอบกลางภาคอะไรนั่น ทั้งการฝ่าฟันอุปสรรค อนาคต ทักษะการหลอมรวมลมปราณ หรือกระบวนท่ากระบี่สามพิฆาต
เด็กหนุ่มยังคงหมกมุ่นอยู่กับการศึกษาโทรศัพท์ประหลาดเครื่องนั้นเงียบ ๆ คนเดียวต่อไป

บทที่ 2 ตัวร้ายแห่งเมืองหยุนเมิ่ง

บทที่ 2 ตัวร้ายแห่งเมืองหยุนเมิ่ง
ความตื่นเต้นเกี่ยวกับการสอบกลางภาคของหลินเป่ยเฉินและเพื่อนร่วมห้องของเขานั้นต่างกันราวกับอยู่คนละโลก
ศิษย์แต่ละคนต่างตื่นเต้นกับงานประลองที่จะมาถึง บ้างก็จับกลุ่มกันพูดคุยกับเพื่อน ๆ
“นี่เป็นโอกาสที่ดีมากเลยนะทุกคน ข้าน่ะ…จะต้องอยู่ใน 30 อันดับแรกของชั้นปีที่ 2 ประจำการสอบครั้งนี้ให้ได้”
“ฮ่า ๆ วิชากระบี่ของข้าน่ะ พัฒนาขึ้นถึงชั้นที่ 6 แล้วนะ ข้าจะกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 3 ให้จงได้ และหากข้าสามารถเรียนวิชากระบี่สามพิฆาตของอาจารย์ติงได้สำเร็จ ข้าก็จะได้กลายเป็นที่จับตามองและเป็นหนึ่งในตัวเต็งของชั้นปีเรา แล้วจากนั้น ข้าก็จะเป็นตัวแทนสถาบัน ไปร่วมการแข่งขันเฟ้นหาผู้มีพรสวรรค์ประจำเมืองหยุนเมิ่ง”
“เจ้านี่เป็นเด็กน้อยรึยังไง คิดว่าตัวเองจะได้เข้าร่วมการทดสอบประจำเมืองจริง ๆ งั้นเหรอ”
“นั่นสิ นอกจากสถานศึกษากระบี่หลวงที่มีแต่พวกหัวกะทิของเมืองหยุนเมิ่ง ก็ยังมีสถานศึกษากระบี่อีก 6 แห่ง และพวกสำนักยุทธ์อิสระอีก นับดูจำนวนคนในช่วงอายุเท่า ๆ เราน่ะ มีพวกหัวกะทิมากกว่า 500 คน แถมแต่ละคนเป็นอัจฉริยะทั้งนั้น ต่อให้เจ้าฝึกวิชากระบี่ไปจนถึงชั้นที่ 9 และกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 3 ได้ก็เถอะ หรือต่อให้เจ้าได้เข้าร่วมการแข่งขันประจำเมืองด้วยก็ได้ ยังไงเจ้าก็เละอยู่ดี เพราะเจ้าน่ะ อ่อนแอเกินกว่าจะสู้กับพวกหัวกะทิได้อยู่แล้ว”
“เฮอะ…หม่าเชียนจวิน เจ้าโหดร้ายเกินไปแล้ว ไม่เห็นจะต้องทำลายความฝันข้าขนาดนั้นเลยนี่”
“แหม แต่เอาจริง ๆ สถานศึกษากระบี่ที่สามของเรา เหมือนจะไม่มีใครมีคุณสมบัติมากพอ ที่จะร่วมการแข่งขันประจำเมืองหยุนเมิ่งมาตั้ง 3 ปีแล้วนะ”
“จริงด้วยสิ ทำไมมันถึงได้ดูสิ้นหวังแบบนี้กัน!”
“ไม่ใช่แค่นั้น ลองนึกดูสิว่าถึงเราจะผ่านเข้ารอบการประลองความสามารถประจำเมืองได้ แต่สถาบันของเราไม่มีใครผ่านเข้ารอบการแข่งขันระดับมณฑลมา 10 ปีแล้ว ทีนี้เจ้าก็พูดคำว่าสิ้นหวังได้เต็มปากแล้วละ”
“ยังไงก็เถอะ อู๋เซี่ยวฟาง จากห้อง 1 ซือซินหลิน จากห้อง 5 มู่ซินเยว่ จากห้อง 6 แล้วก็ อู่สี่ จากห้อง 9 ดูเหมือนจะเป็นอัจฉริยะแค่ไม่กี่คนของโรงเรียนเราในรอบ 20 ปีเลยนะ บางทีพวกเขาอาจจะมีโอกาสก็ได้”
ศิษย์แต่ละคนต่างพูดคุยกันอย่างออกรส
กลุ่มลูกศิษย์ชายหญิงอายุ 12 ปีต่างก็รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ๆ พูดคุยบ้าง หัวเราะบ้าง เติมเต็มห้องเรียนไปด้วยบรรยากาศแห่งความสดใสและมีชีวิตชีวา
มีเพียงรัศมีหนึ่งผิงรอบ ๆ ตัวหลินเป่ยเฉินเท่านั้นที่ว่างเปล่า ราวกับเป็นห้องเรียนคนละห้อง ไม่ได้มีบรรยากาศความสดใสแผ่เข้ามาถึงข้างกายเขาเลย
ไม่มีใครอยากเข้าใกล้เขาหรอก
ถ้าจะให้ว่ากันตามตรง เด็กทุกคนกลัวที่จะเข้าใกล้เขาต่างหาก
คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้
เพราะว่าชื่อเสียงของหลินเป่ยเฉินโด่งดังมานานแล้ว
ก่อนที่เด็กหนุ่มจะวาร์ปข้ามมิติมาที่โลกใบนี้ ร่างกายนี้เคยเป็นของบุตรชายขุนนางนักรบสวรรค์ นามว่าหลินจิ้นหนาน ผู้เป็นหนึ่งในสิบสุดยอดผู้ฝึกยุทธ์แห่งจักรวรรดิเป่ยไห่
หลินจิ้นหนานเป็นพ่อหม้ายวัยกลางคน มีลูกชายและลูกสาวอย่างละคน
ลูกสาวคนโตของเขาชื่อ หลินถินชาง
เด็กสาวเป็นอัจฉริยะที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ เรียกว่าเป็นตำนานแห่งเมืองนี้เลยก็ว่าได้
ในตอนอายุ 3 ขวบ นางได้กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 1
ในตอนอายุ 6 ขวบ นางได้กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 3
ในตอนอายุ 10 ขวบ นางได้สำเร็จระดับขั้นผู้ฝึกยุทธ์ และกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์
ปีนี้ นางมีอายุได้ 16 ปี เด็กสาวกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่เด็กที่สุดของสถานศึกษากระบี่หลวงแห่งจักรวรรดิเป่ยไห่
ตั้งแต่วันแรกที่หลินถินชางเข้าสถานศึกษา ในทุกครั้งที่นางเข้าร่วมการประลองในระดับเมือง ระดับมณฑล หรือการประลองระหว่างดินแดน เด็กสาวล้วนเป็นผู้ชนะทุกครั้ง ความสามารถของนางนั้นส่องประกายสว่างไสวราวกับบุตรีแห่งดวงอาทิตย์ก็ไม่ปาน
ผู้คนต่างกล่าวขานกันและเรียกนางว่า จอมยุทธ์อัจฉริยะไร้เทียมทาน ผู้ที่ทั้งจักรวรรดิต่างเฝ้ารอให้เติบโตขึ้น
ส่วนลูกชายคนเล็กของหลินจิ้นหนานมีอายุ 14 ปี
และเขาช่างต่างกับพี่สาวราวฟ้ากับเหว
เด็กหนุ่มเป็นคนเรื่อยเปื่อย ขี้เกียจ หยิ่งทะนง โลภมาก และชอบกดขี่ข่มเหงผู้อื่นเป็นสรณะ
ทุกคำนิยามที่หมายถึงคนไม่เอาไหน คือคำอธิบายตัวตนของหลินเป่ยเฉินเลยทีเดียว
ถ้ายังรู้สึกว่านั่นไม่แย่พอ หลินเป่ยเฉินนั้นเกิดมาพร้อมกับปัญหาด้านสมอง
ถ้าจะพูดให้ชัด ๆ ละก็ เขามันเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา ที่เอาแต่ทำตัวหาแก่นสารไม่ได้ไปวัน ๆ
สำหรับตระกูลใหญ่ ๆ ในเมืองนี้ หากมีผู้ใดให้กำเนิดบุตรชายที่แสนเหลวไหลเช่นนี้ออกมา พวกเขามักจะทุบตีบุตรคนนั้นจนเสียชีวิตเพื่อไม่ให้เป็นที่ขายหน้าของวงศ์ตระกูล และให้กำเนิดบุตรคนใหม่เหมือนกับการเริ่มเกมใหม่อย่างไรอย่างนั้น
แต่หลินจิ้นหนานขุนนางนักรบสวรรค์ผู้ที่มีจิตใจกล้าหาญและแน่วแน่ ไม่อาจทำเช่นนั้นกับบุตรชายของตนเองได้ เขาไม่กล้าแม้แต่จะทุบตีหรือด่าทอลูกชาย มิหนำซ้ำ ยังดูแลเขาอย่างดีเสมอมาโดยไม่เคยแม้แต่จะขัดใจเขาเลยสักครั้ง
หลินจิ้นหนานพยายามอย่างสุดชีวิต เพื่อที่จะทำให้ลูกชายแสนเหลวไหลของตนมีความสุข ด้วยการทำตามความปรารถนาของลูกชายเสียทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคำขอที่มีเหตุผลหรือไม่ก็ตามที
ด้วยเหตุนี้ ถึงหลินเป่ยเฉินจะถูกไล่ออกจากสถานศึกษากระบี่ที่ 1 และ 2 ผู้เป็นบิดาก็ยังไม่แม้แต่จะก่นด่าว่ากล่าวลูกชาย เขาทำได้เพียงแบกหน้าพาลูกชายมาเรียนในสถานศึกษากระบี่ที่ 3 นี้เท่านั้น
เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว เกิดสงครามขึ้นระหว่างจักรวรรดิเป่ยไห่และจักรวรรดิจี้กวง
ขุนนางนักรบสวรรค์ผู้เป็นบิดาของหลินเป่ยเฉินต้องนำทัพไปเข้าร่วมสงคราม
ส่วนหลินถินชางนั้น เมื่อเรียนจบจากสถานศึกษากระบี่หลวง ก็เข้าศึกษาต่อที่สำนักกระบี่หลวงประจำเมืองต่อทันที
และเมื่อไม่มีใครอยู่ควบคุมเขาแล้ว หลินเป่ยเฉินก็เริงร่าได้เต็มที่
ในเวลาไม่ถึงปี เขาใช้จ่ายตามอำเภอใจด้วยทรัพย์สินที่มีในคฤหาสน์ของบิดา จนสุดท้ายก็เหลือเพียงตัวบ้านว่างเปล่าชวนวังเวง
ยังไม่รวมถึงสถานศึกษาแห่งนี้ ที่เด็กหนุ่มได้เข้ามาปั่นป่วนเสียจนวุ่นวายไปหมด
แต่นั่นยังไม่แย่เท่ากับว่า ภายในเมืองหยุนเมิ่งแห่งนี้ หากมีใครสักคนตะโกนว่า “หลินเป่ยเฉินกำลังมา!” ท้องถนนที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนนั้น ก็สามารถว่างเปล่าได้ในพริบตา
ผู้คนจึงเรียกขานหลินเป่ยเฉินกันว่า เจ้าเศษขยะแห่งหยุนเมิ่ง
และนั่นคือตัวตนของหลินเป่ยเฉิน ก่อนที่วิญญาณของไอ้หนุ่มเนิร์ดจะทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของเขา
ลูกศิษย์ทุกคนในห้องนี้ ไม่ว่าชายหรือหญิง ล้วนต่างเคยถูกกลั่นแกล้งโดยหลินเป่ยเฉินมาก่อน
ใครจะกล้าต่อต้านกับอันธพาลแบบนี้กันล่ะ
เด็กทุกคนต่างหลีกหนีเขาราวกับเชื้อโรค
แต่หลินเป่ยเฉินกลับมีความสุขมากที่ทุกอย่างเป็นแบบนี้
มันเป็นเรื่องดีที่เขาไม่มีเพื่อนเลย
ยิ่งเขาติดต่อกับผู้คนในโลกนี้น้อยเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสน้อยที่ตัวตนของเด็กหนุ่มจะถูกเปิดเผยออกมา
ภายในระยะเวลา 3 วันหลังจากหลินเป่ยเฉินมาอยู่ในโลกจอมยุทธ์ เขาก็พอจะจับใจความได้แล้วว่า โลกใบนี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
ตัวอย่างเช่น ในโลกนี้ไม่เพียงแต่มีผู้ฝึกยุทธ์ผู้เต็มไปด้วยความสามารถและพลังพิเศษเท่านั้น หากแต่ยังมีผู้คนที่เหมือนกับเทพเจ้าผู้ทรงพลังอยู่อีกด้วย และถ้าหากว่าเรื่องที่เขาไม่ใช่เจ้าของร่างที่อาศัยอยู่นี้หลุดรอดไปถึงหูใครละก็ เขาก็คงมีจุดจบได้เพียงแบบเดียว หลินเป่ยเฉินจะต้องถูกกล่าวหาว่าเป็นสาวกปีศาจ และต้องถูกลากตัวไปยังวิหารเทพกระบี่ที่ใจกลางเมือง ก่อนจะถูกสำเร็จโทษด้วยการเผาไฟทั้งเป็น
หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ…เขาจะต้องถูกย่างสด
เพราะฉะนั้น เด็กหนุ่มถึงต้องระมัดระวังตัวให้มาก
ชั่วเวลาหนึ่งก้านธูปหมดไป กระดิ่งเข้าเรียนพลันดังขึ้น
ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!
เวลาพักได้หมดลงแล้ว
และคาบเรียนใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น
ติงซานฉือผู้เป็นอาจารย์ก้าวเข้ามาในห้องเรียน และขึ้นไปยืนบนแท่นบรรยาย
“เอาล่ะ เรามาเข้าสู่บทเรียนต่อไปกันเถอะ”
“ศิษย์ทุกคน ตามที่อาจารย์ได้พูดไปในคาบที่แล้ว คาบนี้อาจารย์จะทำการสอนวิชากระบี่สามพิฆาตให้พวกเจ้า และเผื่อจะมีพวกเจ้าบางคนลืมไปแล้ว ต่อให้นี่เป็นวิชากระบี่พื้นฐาน แต่ก็เป็นวิชาที่อาจารย์ได้คิดค้นขึ้นมาด้วยตัวเอง ซึ่งมันก็เป็นเหมือนสุดยอดวิชาในระดับพื้นฐาน และแน่นอนว่ามันทรงพลังมาก หากพวกเจ้าคนใดสามารถเรียนรู้และสำเร็จวิชานี้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว พวกเจ้าจะสามารถกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 3 ได้อย่างแน่นอน อีกทั้งมันยังช่วยพวกเจ้าให้ได้คะแนนดีในการประลองกลางภาคและเพิ่มโอกาสในการสอบผ่านอีกด้วย”
ศิษย์ทุกคนต่างนั่งฟังอย่างตั้งใจ เว้นเพียงหลินเป่ยเฉินผู้นั่งอยู่ในแถวหน้าสุดของห้องเรียน
เขากำลังง่วนอยู่กับโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้น
แต่แล้วหลังจากจบไปอีกคาบหนึ่ง แทนที่จะทำการศึกษาเจ้าเครื่องนี้ต่อเพื่อหาทางกลับโลกมนุษย์ เด็กหนุ่มก็พบว่าแบตเตอรี่ของมันลดลงจาก 21% เหลือเพียง 19% เท่านั้น ภาพแถบแสดงแบตเตอรี่สีเหลืองขึ้นเตือนถึงพลังงานที่ลดน้อยลง
ตอนนี้แบตเตอรี่ใกล้จะหมดแล้ว
ซึ่งมันก็ทำให้หลินเป่ยเฉินรู้สึกสิ้นหวังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

บทที่ 3 นายน้อย มีข่าวร้าย!

บทที่ 3 นายน้อย มีข่าวร้าย!

หากทุกอย่างเป็นแบบนี้ต่อไป โทรศัพท์เครื่องนี้ต้องดับในอีกไม่ช้าแน่นอน

หากเป็นเช่นนั้นจริง แสดงว่าหนทางเดียวในการกลับสู่โลกมนุษย์ของเขา ก็ต้องหายไปด้วยน่ะสิ

เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้ว หลินเป่ยเฉินก็เริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมา

เมื่อเวลาผ่านไป คาบเรียนสุดท้ายก็จบลงแล้ว

เสียงกระดิ่งดังขึ้น

ในที่สุด การเรียนประจำวันนี้ก็สิ้นสุดลง

“เอาล่ะ วันนี้ก็มีเท่านี้”

ติงซานฉือจิบน้ำอีกอึกหนึ่งเช่นที่ทำเป็นประจำ

“เอาล่ะ ศิษย์ทั้งหลาย ข้าได้อธิบายและสอนวิชากระบี่สามพิฆาตให้พวกเจ้าทั้งหมดแล้ว พวกเจ้าต้องฝึกฝนวิชานี้ให้ได้ภายใน 3 วัน และจงมุ่งมั่นตั้งใจทำคะแนนให้ดี ในการสอบกลางภาคที่ใกล้มาถึงนี้ ซึ่งก็อย่างที่พวกเจ้าทุกคนรู้ ว่าคะแนนในการสอบ จะเป็นสิ่งกำหนดว่าพวกเจ้าดีพอที่จะเป็นตัวแทนสถาบันของเราได้หรือไม่ หากพวกเจ้าทำได้ดี ก็อาจได้ไปสอบเป็นผู้มีพรสวรรค์ประจำเมืองเมืองหยุนเมิ่งก็เป็นได้”

ศิษย์ทั้งหลายต่างก็ตื่นเต้นกับคำพูดของอาจารย์

การเข้าร่วมแข่งขันค้นหาผู้มีพรสวรรค์ เป็นความฝันของเด็กหนุ่มเด็กสาวทุกคนในเมืองหยุนเมิ่ง เช่นเดียวกับความฝันของเด็กทุกคนในจักรวรรดิเป่ยไห่ เพราะการประลองนี้ถือเป็นเป้าหมายยิ่งใหญ่สูงสุดของผู้ฝึกยุทธ์วัยหนุ่มสาว

อาจารย์ติงพยักหน้าอย่างพอใจ

ก่อนที่เขาจะกวาดตาไปทั่วห้อง และมาสะดุดตาที่หลินเป่ยเฉินอีกครั้งหนึ่ง

เจ้าหมอนี่ยังคงเหม่อลอยเหมือนเคย

แบบนี้ใครจะไปทนไหว

อาจารย์ชราแทบตบะแตก อยากวิ่งเข้าไปประเคนหมัดใส่เจ้าคนไม่เอาไหนผู้นี้ให้จมพื้นดินเสียสักร้อยกระบวนท่า

แต่เมื่อได้นึกถึงคำที่ท่านขุนนางนักรบสวรรค์ฝากฝังไว้ก่อนไปออกรบ ติงซานฉือก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนอารมณ์โกรธปะทุเหล่านั้นลงคอไปเสีย

เขากระแอมออกมาเบา ๆ หนหนึ่ง กล่าวด้วยความพยายามอดกลั้นเต็มที่ “หลินเป่ยเฉิน…เจ้าเข้ามาอยู่ในห้องเรียนนี้ได้หนึ่งปีแล้ว แต่ยังได้คะแนนเป็นศูนย์อยู่เลย ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เจ้ามีอายุเยอะที่สุดในห้อง แต่ยังเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 1 เท่านั้น เจ้ามันไม่ได้เรื่องทั้งด้านบุ๋นด้านบู๊ แล้วนี่เจ้าไม่อับอายคนอื่นบ้างหรือไร”

“ก็ไม่นะ” หลินเป่ยเฉินโพล่งออกมาทันทีอย่างไม่เสียเวลาคิด ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองเสียด้วยซ้ำ

เขายังคงง่วนอยู่กับโทรศัพท์ล่องหนนั่น

“นี่เจ้า…”

อาจารย์ติงถึงกับพูดไม่ออก

เจ้าเศษขยะเอ๊ย!

ฮึ่ม! อาจารย์ชราแทบจะเก็บอาการโมโหไว้ไม่อยู่แล้ว

อาจารย์ติงขึ้นเสียงตะเบ็งใส่หลินเป่ยเฉินด้วยความโกรธกริ้ว “บิดาเจ้าอุตส่าห์เป็นถึงขุนนางนักรบ ผู้เป็นหนึ่งในสิบสุดยอดแม่ทัพแห่งจักรวรรดิ เขาคอยดูแลและต่อสู้ข้าศึกเพื่อพวกเรามาโดยตลอด ทุ่มเทเลือดเนื้อหยาดเหงื่อของตนเพื่อประชาชนทุกคน และพี่สาวเจ้า…หลินถินชาง ก็เป็นทั้งตำนานและความภาคภูมิใจของผู้ฝึกยุทธ์รุ่นใหม่ทุกคนในมณฑลเฟิงอวี่ ในฐานะบุตรชายของท่านขุนนาง เจ้า…คือความอัปยศอดสูของวงศ์ตระกูล เจ้าช่างแตกต่างจากคนในครอบครัวเหลือเกิน!”

“แล้วอาจารย์คาดหวังให้ข้าทำอะไรหรือขอรับ” หลินเป่ยเฉินถามกลับด้วยความไม่สบอารมณ์ “แล้วคิดว่าข้าภูมิใจกับชื่อเสียงวงศ์ตระกูลนี่นักหรือไง…ไม่เลย!”

“เจ้า…”

อาจารย์ติงถึงกับพูดไม่ออกอีกครั้ง

ดูเอาเถอะ!

เจ้าเด็กคนนี้…พูดออกมาได้ยังไง

“อย่าลืมนะ หลินเป่ยเฉิน เจ้าเคยโดนไล่ออกมาจากสถานศึกษากระบี่ที่หนึ่งและที่สองมาแล้ว และหากเจ้าถูกไล่ออกจากสถานศึกษากระบี่ที่สามแห่งนี้อีก ตามกฎแล้ว เจ้าจะไม่สามารถเข้าเรียนในสถานศึกษาไหนในจักรวรรดินี้ได้อีก!”

อาจารย์ติงคำรามด้วยความเดือดดาล พร้อมด้วยเสียงกร๊อบแกร๊บจากการหักข้อนิ้ว

ชายชรากระชับหมัดแน่น ความโกรธขึ้งเริ่มใกล้จะเดือดถึงขีดสุด ก่อนจะเดินตรงมาหมายเอาเรื่องหลินเป่ยเฉินให้เข็ดหลาบ

และเมื่อมาถึงจุดนี้ หลินเป่ยเฉินจำต้องเก็บโทรศัพท์เอาไว้ก่อน

เด็กหนุ่มลุกยืนขึ้น ประจันหน้ากับอาจารย์ติง “ถ้าไล่ข้าออกได้ แล้วมันจะทำไม? อย่าลืมสิว่าข้าเป็นใคร ข้าคือบุตรชายผู้สืบสายโลหิตของขุนนางนักรบสวรรค์ เป็นบุตรผู้สืบสายโลหิตน่ะ…อาจารย์เข้าใจคำนี้ไหมขอรับ”

“ข้าน่ะ…คือหลินเป่ยเฉิน และไอ้หนุ่มหน้าตาดีคนนี้นี่แหละ ที่จะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งขุนนางนักรบสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ ฮ่า ๆ ๆ และเมื่อเวลานั้นมาถึง ต่อให้ข้าไม่ต้องทำอะไรเลย ข้าก็ยังคงได้มีชีวิตหรูหราสุขสบายอยู่ดี รายล้อมไปด้วยสาว ๆ สวย ๆ และนางสนมมากมาย มีทหารยามนับร้อยคอยปกป้อง แล้วข้าก็จะนอนตื่นตอนไหนก็ได้ที่อยากตื่น จะใช้เงินที่มีมากมายเท่าไหร่ก็ได้ตามต้องการ ทีนี้ไหนลองบอกเหตุผลดี ๆ มาสักข้อ เพราะเหตุใด ข้าถึงสมควรตั้งใจศึกษาวิชาไร้สาระพวกนี้ด้วย?”

“สำหรับข้าน่ะ การฝึกฝนพวกนี้มันไม่ใช่เรื่องจำเป็นหรอก และข้าก็จะไม่ทำด้วย”

“ต่อให้หลินเป่ยเฉินคนนี้จะต้องหิวจนแทบอดตาย หรือต้องกระโดดลงจากหน้าต่างเพื่อปลิดชีวิตตนเอง ข้าก็ไม่มีทางฝึกฝนเรื่องบ้าบอพวกนี้ แบบเศษขยะอย่างพวกเจ้าหรอก”

เขาประกาศก้องดังไปทั่วห้องเรียน

ในตอนนี้ ท่ามกลางแสงแดดอันอบอุ่นของช่วงต้นฤดูร้อน ในห้องเรียนปี 2 แห่งสถานศึกษากระบี่ที่ 3 ทุกสิ่งกลับเงียบสงัดและเต็มไปด้วยความคร่ำเคร่ง สายตานับ 60 คู่ของศิษย์ในห้องเรียนและอาจารย์อาวุโสติงซานฉือผู้มีประสบการณ์ในการสอนมากกว่า 15 ปี ทุกคนต่างตกตะลึงไปกับคำพูดของเจ้าคนไม่เอาไหนประจำเมืองหยุนเมิ่งกันหมดแล้ว

ราวกับคำพูดของหลินเป่ยเฉินดังก้องสะท้อนไม่มีสิ้นสุดอยู่ภายในห้องเรียนแห่งนี้

อาจารย์ติงถึงกับกุมหน้าอกในขณะที่มืออีกข้างยันอยู่กับโต๊ะ

และในทันใดนั้นเอง…

ผ่าง!

ประตูห้องเปิดออกอย่างแรง

“นายน้อย…นายน้อยขอรับ มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นขอรับ”

บังเกิดเสียงคร่ำครวญทำลายความเงียบของห้องเรียนไปหมดสิ้น ชายชราร่างบางในอายุราว 50 กว่า วิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยแววตาตื่นตระหนก

“พ่อบ้านหวัง?”

หลินเป่ยเฉินอุทานออกมาด้วยอารามตกใจ

เขาจำชายแก่คนนี้ได้ในทันที ชายคนนี้คือพ่อบ้านประจำคฤหาสน์ขุนนางนักรบแห่งสวรรค์

“นายน้อยขอรับ มีข่าวร้ายเกิดขึ้น ภัยพิบัติกำลังมาถึง ท้องฟ้ากำลังจะถล่มแล้วขอรับ”

เมื่อพ่อบ้านหวังเห็นหลินเป่ยเฉิน เขาก็รีบวิ่งเข้ามาจับแขนของเด็กหนุ่มไว้และเริ่มร้องไห้พูดจาไม่เป็นภาษามนุษย์

“ไสหัวออกไปเลยนะ เจ้าทำชุดข้าเปื้อนหมดแล้ว อย่ามาแตะตัวข้า!” หลินเป่ยเฉินถีบชายแก่ไปให้พ้นทางด้วยท่าทีขยะแขยงและถามต่อ “เจ้าหมายความว่ายังไง อธิบายมาเดี๋ยวนี้ก่อนที่ข้าจะหักขาเจ้าซะ”

เด็กหนุ่มตอบกลับอย่างหยาบคาย

เขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องทำตัวแบบนี้ เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าหลินเป่ยเฉินเป็นคนเช่นใด

ถ้าไม่ทำตัวตามปกติต่อไป เขาก็จะดูไม่เหมือนหลินเป่ยเฉินคนเดิมอย่างที่ควรเป็น

และหากเขาไม่ทำตัวแบบที่หลินเป่ยเฉินเคยทำ เขาต้องถูกสงสัยเป็นแน่

ถ้าเกิดเป็นเช่นจริง มีหวังเขาคงต้องถูกลากไปยังวิหารและถูกเผาจนตายอย่างแน่นอน

“นายน้อยขอรับ นายท่านกำลังตกอยู่ในอันตราย ท่านหัวหน้าข้าหลวงเข้ามาในคฤหาสน์พร้อมกับกองทัพทหาร ท่านประกาศคำสั่งจากจักรพรรดิว่า นายท่านได้ขัดคำสั่งในการปะทะข้าศึกที่แนวหน้าและทำตามใจตนเอง ส่งผลให้นายทหารชั้นยอดเสียชีวิตเกือบ 50,000 นาย นายท่านได้หลบหนีไปและตอนนี้คฤหาสน์ของเราถูกคนของทางการเข้าบุกยึด คนรับใช้ถูกไล่ออก เราสูญเสียทุกอย่างไปแล้วขอรับ นายน้อย”

พ่อบ้านหวังคร่ำครวญเจียนขาดใจ

อะไรกันน่ะ?

หลินเป่ยเฉินยืนนิ่งงันและรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว

“ดะ…เดี๋ยวนะ เจ้าบ้านี่ อย่าเพิ่งคร่ำครวญ บอกข้ามาเดี๋ยวนี้ ในประกาศจากทางการได้พูดถึงข้าบ้างไหม”

หรือนี่จะเป็นจุดจบของวงศ์ตระกูลอันมีเกียรติของเขากันนะ

และในฐานะลูกชายผู้สืบสายโลหิตของผู้ถูกลงโทษ จักรพรรดิจะสั่งขังเขาให้ตายหรือจะต้องถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ หรือเปล่า

ถ้าเป็นเช่นจริง เขาคงต้องรีบเผ่นแล้ว

“ใช่ขอรับ” พ่อบ้างหวังตอบ หากแต่ยังคงคร่ำครวญไม่หยุด “ในประกาศกล่าวว่า ผู้บกพร่องทางปัญญาเช่นท่าน ท่านจักรพรรดิรับสั่งให้ลดฐานะท่านเป็นสามัญชน และให้ท่านใช้ชีวิตที่เหลือในฐานะประชาชนแห่งเมืองหยุนเมิ่ง”

หลินเป่ยเฉินโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง

โชคยังดี ที่จักรพรรดิยังทรงมีเมตตาธรรมอยู่บ้าง

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ไอ้อาการทางสมองของหลินเป่ยเฉินคนก่อน จะกลายมาเป็นสิ่งช่วยชีวิตเขาไว้ในตอนนี้

เพราะอย่างนั้น เขาก็ไม่มีอะไรให้ต้องกลัว

“นายน้อย เราจะทำยังไงกันดีขอรับ ตอนนี้ตระกูลหลินของเราจบสิ้นแล้ว”

ท่ามกลางห้องเรียนที่เงียบสงัด พ่อบ้านหวังยังคงคร่ำครวญในขณะที่ทรุดตัวลงไปกอดต้นขาเด็กหนุ่มเอาไว้แน่น

“เจ้าจะกลัวอะไรไปล่ะ ข้ายังมีพี่สาวอยู่อีกทั้งคน”

หลินเป่ยเฉินสงบเยือกเย็นราวน้ำแข็ง เหมือนเรื่องพวกนี้ไม่ใช่ปัญหาของเขา

เพราะว่าเด็กสาวอายุ 16 ปีผู้แข็งแกร่งและเป็นผู้ฝึกยุทธ์อัจฉริยะคนนั้น ไม่เพียงแต่นางจะทรงพลังไร้เทียมทาน หากยังเป็นที่เลื่องลือในด้านความโหดเหี้ยมเกินผู้ใดอีกด้วย

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...