[จบ]เซียนกระบี่มาแล้ว!
ข้อมูลเบื้องต้น
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Zongheng
---------------------------------------
เซียนกระบี่มาแล้ว![剑仙在此]
ผู้แต่ง : 乱世狂刀 ผู้แปล : ทีมงาน EnJoybook
จำนวน 2390 ตอนจบ
อ่านตอนจบก่อนใคร คลิก >> https://bit.ly/3BCPaHZ
หืมมม วิชานี้น่าสนใจดี แชะ ! ติ๊งง
คุณได้รับแอพพลิเคชั่นวิชากระบี่ทะลวงจันทร์ ต้องการติดตั้งหรือไม่ !
ด้วยสมาร์ทโฟนในมือของเจ้าแกะดำหลิวเป่ยเฉิน ทำให้เขาสามารถผงาดบนโลกจอมยุทธ์นี้ได้อย่างง่ายดาย….
แต่ข้าไม่เอาหรอก ใครมันจะอยากอยู่โลกแบบนี้กัน YouTube ก็ไม่มี Facebook ก็เข้าไม่ได้ ข้าขอกลับโลกเดิมไปนั่งเล่นเกมในห้องแอร์เย็น ๆ ดีกว่าโว้ยยย !!
สุดยอดผลงานจากผู้แต่ง
1.สุดยอดจักรพรรดิดาบและกระบี่ (By EnJoyBook)
2.เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ (By KaweBook)
3.ขอบเขตมนตรา (By ….)
4.สดุดีมหาราชา (By KaweBook)
5.จอมศาตราพลิกดารา (By Fictionlog)
6.เซียนกระบี่มาแล้ว! (By EnjoyBook)
---------------------------------------
ติดตามผลงานของเราได้ที่ เพจ EnJoyBook
มี E-book จำหน่ายแล้ว คลิกที่นี่ https://bit.ly/3FxSFmE
คุณอาจจะชอบเรื่องนี้
บทที่ 1 อยากกลับบ้าน!!!
บทที่ 1 อยากกลับบ้าน!!!
8888 ปีแสงผ่านมาจนถึงตอนนี้
ณ มลฑลเฟิงอวี่ จักรวรรดิทะเลเหนือ ดินแดนตงเต้า
สถานศึกษากระบี่ที่สามของมณฑลนี้ ตั้งอยู่ในเมืองหยุนเมิ่ง
สายลมเบาบางพัดผ่านและแสงแดดอบอุ่นที่ทอประกาย ทุกสิ่งดูเหมือนกำลังงอกงามขึ้นอย่างช้า ๆ
มันเป็นช่วงต้นฤดูร้อนซึ่งถือเป็นช่วงปีที่ทุกอย่างดูน่าอภิรมย์ไปเสียหมด โดยเฉพาะอากาศที่กำลังสบายในเมืองหยุนเมิ่งแห่งนี้
แสงแดดสีทองสาดส่องสะท้อนผ่านแก้วน้ำที่ตั้งอยู่ในห้องเรียนแสนโอ่อ่า
ในห้อง 9 ชั้นปีที่ 2 หลินเป่ยเฉินผู้ที่นั่งอยู่โต๊ะแถวหน้าสุดของห้องเรียน อาบไปด้วยประกายสีทองอบอุ่นของดวงอาทิตย์
เขาเป็นเด็กหนุ่มอายุ 14 ปี เกิดมาพร้อมใบหน้าอันเป็นทุนทรัพย์ ที่แต้มด้วยคิ้วหนาได้รูปและดวงตาสดใส ในเครื่องหน้าอันสมบูรณ์แบบของเขานั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความกล้าหาญ ยังไม่รวมถึงผมดกดำขัดกับพวงแก้มสีชมพูระเรื่อ มือของเขาเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็ว และในขณะที่ดวงตากำลังจับพิเคราะห์มือทั้งสองข้างนั้นอยู่ เขาก็ขยับนิ้วมือด้วยท่วงท่าราวกับการเคลื่อนไหวของกลีบดอกไม้
ตั้งแต่ตอนเริ่มเปิดเรียนใหม่ ๆ จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังคงทำท่าทางการ พินิจมือคู่นั้น อยู่เสมอ และเขาก็แทบไม่ขยับร่างกายส่วนอื่นเลยนอกจากมือทั้งสองข้าง
และด้วยความที่เขานั่งอยู่แถวหน้าสุดของห้องเรียน นับว่ากล้ามากทีเดียวที่ปล่อยใจให้ล่องลอยออกมาอย่างชัดเจนขนาดนั้น
นั่นนับว่าอุกอาจไม่น้อย
ถ้าเกิดเป็นคนอื่นทำเช่นนี้บ้างละก็ อาจารย์ติงซานฉือผู้เคยเป็นทหารผ่านศึกอยู่ทัพหน้าที่กำลังสอนอยู่หน้าห้องในตอนนี้ ท่านผู้เฒ่าแกก็คงจะต้องได้สั่งสอนเขาให้หลาบจำด้วยกระบวนท่ากระบี่สามพิฆาตอันเป็นที่เลื่องลือของเขาเป็นแน่
แต่นี่ไม่ใช่คนอื่น นี่คือหลินเป่ยเฉิน
“ใจเย็นไว้ เย็นไว้น่า”
“เขานะสิที่ปัญญาอ่อน ไม่ใช่ข้าเสียหน่อย”
“ไม่ต้องไปสนใจไอ้โง่หลงตัวเองแบบนั้นหรอก”
อาจารย์อาวุโสติงซานฉือ ชายชรานั้นเป็นที่เลื่องลือในเรื่องความโหด ไม่ว่าจะศิษย์หรืออาจารย์คนอื่น ๆ ของสถานศึกษากระบี่ที่สามแห่งนี้ต่างก็รู้กันดีทั้งนั้น ชายแก่กำลังบ่นงึมงำในหัว พยายามข่มใจและบอกตัวเองให้เลิกสนใจท่าทีของไอ้เจ้าแกะดำประจำเมืองและสอนต่ออย่างใจเย็นที่สุด
ในขณะที่ศิษย์คนอื่นต่างยิ้มน้อย ๆ อย่างขบขันเมื่อเห็นอาจารย์ขาโหดพยายามข่มอารมณ์โกรธจนเลือดขึ้นหน้า หากแต่ก็ไม่มีใครกล้าขำออกมาแม้ในใจจะรู้สึกขบขันจนแทบกลั้นไม่ไหวก็ตาม
แต่สิ่งที่อาจารย์และเพื่อนร่วมห้องของหลินเป่ยเฉินไม่เคยรู้ก็คือ เขานั้นไม่ใช่คนมีปัญหาทางด้านสมองที่วัน ๆ เอาแต่จ้องมือสองข้างของตัวเองเสียหน่อย
เขากำลังจ้องโทรศัพท์มือถืออยู่ต่างหาก
และมันก็เป็นมือถือสมาร์ทโฟนเสียด้วย แค่ไม่มีใครมองเห็นนอกจากเขาคนเดียวเท่านั้น
“โกหกน่า!”
หลินเป่ยเฉินได้แต่คร่ำครวญอยู่ในใจ
นี่เขาทำอะไรผิดกันนะ
เขาก็แค่พยายามช่วยไอ้โรคจิตคนนั้นที่เกือบจะโดนรถบรรทุกชนตายเพราะเดินฝ่าไฟแดงต่างหากเล่า และชายคนนั้นก็ดันบอกว่าตัวเองน่ะ เป็นยมทูต ก่อนจะยัดเยียดไอ้โทรศัพท์ประหลาด ๆ ไม่มียี่ห้อนี่ให้เขา พอรู้ตัวอีกทีวิญญาณเขาก็ทะลุมาอยู่มิติไหนเมื่อไหร่ก็ไม่รู้!
ซึ่งเขาก็ได้มาโผล่ในที่แปลก ๆ ในดินแดนที่มีนามว่า ‘ดินแดนตงเต้า’ และกลายมาเป็นลูกชายของขุนนางนักรบแห่งสวรรค์ นามว่า ‘หลินจิ้นหนาน’ ผู้เป็นหนึ่งในสิบสุดยอดผู้ฝึกยุทธ์แห่งจักรวรรดิเป่ยไห่
หรือก็คือเจ้าแกะดำที่ใคร ๆ ต่างก็รู้จักกันดีในเมืองหยุนเมิ่งแห่งนี้
อย่างกับว่าเขาจะไปคุยกับใครได้งั้นแหละ
นี่มันก็ผ่านมาสามวันแล้วหลังจากเด็กหนุ่มมาที่นี่ ทว่าหลินเป่ยเฉินก็ยังคงทำใจรับความจริงพวกนี้ไม่ได้
เขาอยากกลับบ้านเหลือเกิน
ศิลปะการต่อสู้เป็นศาสตร์ที่นับว่าสูงส่งที่สุดของที่แห่งนี้ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดนั้นสามารถยกแม้แต่ภูเขาได้ด้วยมือเปล่า ทั้งยังแหวกผืนน้ำในมหาสมุทรออกเป็นสองฟาก หรือจะโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้า และรุดหน้าเจาะผืนดินที่แข็งที่สุดก็ทำได้ พวกเขานั้นเป็นผู้มีอำนาจและสามารถทำได้ทุกสิ่งอีกทั้งยังมีชีวิตที่ยืนยาวราวกับเทพเจ้า
แต่ทว่า หลินเป่ยเฉินไม่ได้สนใจอะไรพวกนี้แม้แต่น้อย
ไม่ว่าเขาจะได้ไอ้พลังพิเศษจำพวกเหนือธรรมชาติมาหรือไม่ ต่อให้เขามีก็เถอะ ในฐานะเกมเมอร์เนิร์ด ๆ ที่เคยเป็นในโลกก่อนหน้า เขาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีความอดทนฝึกฝนอะไรพวกนี้ได้นานนักหรอก
การจะเป็นคนแข็งแกร่ง มันต้องผ่านการฝึกฝนร้อยฝนพันฝน ทั้งในวันที่อากาศหนาวเย็นจนแม่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง หรือในวันที่ร้อนจนแทบเป็นลม แถมเด็กหนุ่มยังต้องไปเอาชีวิตรอดจากการเข้าร่วมการประลองนองเลือดอะไรพวกนั้นอีก
มันช่างดูห่างไกลจากชีวิตที่แสนสบายพวกนั้นเหลือเกิน ทั้งห้องแอร์เย็น ๆ ไวไฟไวปรู๊ดปร๊าด การแอบส่องสเตตัสชาวบ้านในเฟซบุ๊ก และช่วงเวลาที่ได้หาวิดีโอดูเรื่อยเปื่อยในยูทูบ
คงมีแต่พวกมาโซเท่านั้นแหละที่อยากเอาชีวิตมาทิ้งไว้ในที่แบบนี้เพื่อความแข็งแกร่งอะไรนั่นน่ะ
คนธรรมดาทั่วไปก็คงอยากจะอยู่บ้านทั้งวัน นอนซุกในผ้าห่มและเปิดแอร์เย็น ๆ ถ้าเบื่อก็เปิดเครื่องเล่นเกม เล่นกับหมากับแมว หรือหาอะไรไม่น่าเบื่อทำ หิวก็สั่งเดลิเวอรี่มากินที่บ้าน เปิดดูคลิปขำ ๆ และปล่อยตัวเองให้เป็นคนลอยชายไปวัน ๆ
ไหนจะยังมีครอบครัวที่อบอุ่นกับเพื่อน ๆ ในโลกใบเดิมอีก
เพราะงั้น
“ไอ้พวกนักท่องมิติหัวขวดเอ๊ย!”
เขาไม่ได้ขอสักหน่อย!
อยากกลับบ้านโว้ย!
หลังจากวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนถึงเหตุและผลของการข้ามมิติแล้ว หลินเป่ยเฉินก็สรุปทุกอย่างออกมาได้ว่าความเป็นไปได้เดียวที่เหลืออยู่ในการกลับบ้านก็คงจะเป็นไอ้เจ้าโทรศัพท์มือถือประหลาดเครื่องนี้นี่แหละ
“ถ้าแกพามาที่นี่ได้ แกก็ต้องพากลับบ้านได้สิ ใช่มะ?”
หลังจากคิดได้เช่นนั้น หลินเป่ยเฉินก็เริ่มศึกษาไอ้เจ้าโทรศัพท์มือถือเครื่องนี้อย่างเอาเป็นเอาตาย
หลังพยายามอย่างหนัก เขาก็พบว่าไอ้เจ้าเครื่องนี้มันช่างประหลาดเสียเหลือเกิน
อย่างแรก มันสามารถ ‘เก็บ’ ไว้ในร่างกายของเขาได้
ไม่ว่าตอนไหนที่เด็กหนุ่มอยากจะให้มันโผล่ออกมา โทรศัพท์เครื่องนี้ก็จะโผล่ขึ้นมาบนมือเขาในทันที และพอเขาไม่ต้องการใช้มันแล้ว มันก็จะหายไปในทันใด
นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
โทรศัพท์ปกติจะทำอะไรแบบนี้ได้ยังไง
และอย่างที่สอง คือไม่มีใครนอกจากเขาที่สามารถมองเห็นโทรศัพท์เครื่องนี้ได้ ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้ในสถานการณ์แบบไหนก็ตาม
เช่นตอนนี้ เขากำลังถือโทรศัพท์อยู่ในมือและพยายามศึกษาฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ อย่างจริงจัง แต่ในสายตาของอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้น มันเหมือนเด็กหนุ่มกำลังจ้องมองมือเปล่า ๆ สองข้างของตัวเองราวกับคนเสียสติ
ทั้ง ๆ ที่ความจริง เขากำลังดูโทรศัพท์มือถือระบบหน้าจอสัมผัส ที่ใส่อยู่ในเคสโลหะสีเงินต่างหาก!
ในขณะนี้ แบตเตอรี่ของมันเหลือเพียง 21% สัญญาณขึ้นเป็น 4G แต่มีเพียงขีดเดียวเท่านั้น
และสำหรับการติดต่อ…
หลินเป่ยเฉินพยายามจะโทรหาเบอร์ 110, 120, 119, 10086 และเบอร์ติดต่อของคนรู้จักทั้งหมดเท่าที่เขาจะจำได้
สิ่งเดียวที่เขาได้ยินจากปลายสายก็คือ
“หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้”
บนหน้าจอหลักมีเพียง 3 ไอคอนเท่านั้น คือรายชื่อติดต่อ ข้อความ และแอปสโตร์
ในเมื่อโทรหาใครก็ไม่ได้ ถ้างั้นอย่าหวังว่าข้อความจะส่งไปถึงใครได้เลย
ตอนนี้ ความหวังเดียวของหลินเป่ยเฉินคือแอปสโตร์เท่านั้น
หลังพยายามแตะเข้าไปในแอปสโตร์เป็นพัน ๆ ครั้ง เขาก็เจอเพียงแต่ข้อความเดิม ๆ เด้งขึ้นมาว่า
ขออภัย แอปสโตร์ยังไม่เปิดให้บริการ
ในนั้นไม่มีแอปพลิเคชันสักแอปเดียว
แล้วแบบนี้มันจะเรียกว่าแอปสโตร์ได้ยังไงเล่า
นี่เขาต้องมาเจอกับเรื่องบ้าบอแบบนี้จริง ๆ งั้นเหรอ!
หลินเป่ยเฉินนั้นโมโหเสียจนอยากจะกลืนไอ้โทรศัพท์เครื่องนี้ลงท้องไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
และในพริบตานั้นเอง…
ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!
เสียงกระดิ่งเลิกเรียนดังขึ้น
“เอาล่ะ ที่ข้าเพิ่งอธิบายไปก็คือเรื่องทักษะการหลอมรวมพลังลมปราณแบบสมบูรณ์ ตอนนี้พวกเจ้ามีเวลาพักช่วงเวลาหนึ่งก้านธูป แล้วเดี๋ยวเราค่อยมาเรียนกันต่อ”
อาจารย์ติงซานฉือหยิบแก้วน้ำของเขาขึ้นมาจิบเพื่อดับกระหาย
“และอย่างที่พวกเจ้าน่าจะรู้กันดี การสอบกลางภาคของสถาบันเราจะเริ่มขึ้นในอีก 3 วันข้างหน้า พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องเครียดไปหรอก…จริงไหม? และสำหรับในคาบต่อไป อาจารย์ได้เลือกบทเรียนที่จะสอนพวกเจ้าไว้แล้ว มันเป็นวิชาลับประจำตัวอาจารย์เอง และนั่นก็คือวิชา ‘กระบวนท่ากระบี่สามพิฆาต’ ขอให้พวกเจ้าตั้งใจกันหน่อยก็แล้วกัน” อาจารย์ประกาศขึ้น ก่อนเหลือบตามองมายังหลินเป่ยเฉินอีกครั้ง
ชายชราส่ายหัวเบา ๆ ด้วยความเหนื่อยใจ ในขณะที่มองไปยังเด็กหนุ่มหลงตัวเองคนนั้น
“หลินเป่ยเฉิน เจ้าต้องตั้งใจเรียนคาบหน้าด้วยล่ะ กระบวนท่ากระบี่สามพิฆาตเป็นกระบวนท่าที่เหมาะที่สุดกับเด็กหัวช้าแบบเจ้า อย่าได้นั่งใจลอยให้อาจารย์เห็นอีกเป็นอันขาด”
อาจารย์ติงอดจะเตือนหลินเป่ยเฉินอีกหนหนึ่งไม่ได้ หากแต่เด็กหนุ่มก็ยังคงนิ่งเฉยและไม่ตอบอะไรสักคำ
ให้ตายเถอะ!
ไม่มีอะไรจะทำให้คนไร้ประโยชน์แบบนี้ เป็นโล้เป็นพายขึ้นมาได้เลยหรือไงนะ
อาจารย์ติงหันหลังกลับและเดินออกไปจากห้องเรียน
หลินเป่ยเฉินไม่ได้สนใจคำเตือนของชายชราแม้แต่น้อย
เขาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้อยู่แล้ว
และเด็กหนุ่มก็ไม่มีความรู้สึกอะไรที่เชื่อมถึงตัวตนใหม่นี้เลยด้วย
ตอนนี้ทั้งหมดที่คิดได้ก็คือ เขาจะต้องหาทางกลับไปยังโลกเดิมให้จงได้
ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไร เขาก็ไม่สนใจทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการสอบกลางภาคอะไรนั่น ทั้งการฝ่าฟันอุปสรรค อนาคต ทักษะการหลอมรวมลมปราณ หรือกระบวนท่ากระบี่สามพิฆาต
เด็กหนุ่มยังคงหมกมุ่นอยู่กับการศึกษาโทรศัพท์ประหลาดเครื่องนั้นเงียบ ๆ คนเดียวต่อไป
บทที่ 2 ตัวร้ายแห่งเมืองหยุนเมิ่ง
บทที่ 2 ตัวร้ายแห่งเมืองหยุนเมิ่ง
ความตื่นเต้นเกี่ยวกับการสอบกลางภาคของหลินเป่ยเฉินและเพื่อนร่วมห้องของเขานั้นต่างกันราวกับอยู่คนละโลก
ศิษย์แต่ละคนต่างตื่นเต้นกับงานประลองที่จะมาถึง บ้างก็จับกลุ่มกันพูดคุยกับเพื่อน ๆ
“นี่เป็นโอกาสที่ดีมากเลยนะทุกคน ข้าน่ะ…จะต้องอยู่ใน 30 อันดับแรกของชั้นปีที่ 2 ประจำการสอบครั้งนี้ให้ได้”
“ฮ่า ๆ วิชากระบี่ของข้าน่ะ พัฒนาขึ้นถึงชั้นที่ 6 แล้วนะ ข้าจะกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 3 ให้จงได้ และหากข้าสามารถเรียนวิชากระบี่สามพิฆาตของอาจารย์ติงได้สำเร็จ ข้าก็จะได้กลายเป็นที่จับตามองและเป็นหนึ่งในตัวเต็งของชั้นปีเรา แล้วจากนั้น ข้าก็จะเป็นตัวแทนสถาบัน ไปร่วมการแข่งขันเฟ้นหาผู้มีพรสวรรค์ประจำเมืองหยุนเมิ่ง”
“เจ้านี่เป็นเด็กน้อยรึยังไง คิดว่าตัวเองจะได้เข้าร่วมการทดสอบประจำเมืองจริง ๆ งั้นเหรอ”
“นั่นสิ นอกจากสถานศึกษากระบี่หลวงที่มีแต่พวกหัวกะทิของเมืองหยุนเมิ่ง ก็ยังมีสถานศึกษากระบี่อีก 6 แห่ง และพวกสำนักยุทธ์อิสระอีก นับดูจำนวนคนในช่วงอายุเท่า ๆ เราน่ะ มีพวกหัวกะทิมากกว่า 500 คน แถมแต่ละคนเป็นอัจฉริยะทั้งนั้น ต่อให้เจ้าฝึกวิชากระบี่ไปจนถึงชั้นที่ 9 และกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 3 ได้ก็เถอะ หรือต่อให้เจ้าได้เข้าร่วมการแข่งขันประจำเมืองด้วยก็ได้ ยังไงเจ้าก็เละอยู่ดี เพราะเจ้าน่ะ อ่อนแอเกินกว่าจะสู้กับพวกหัวกะทิได้อยู่แล้ว”
“เฮอะ…หม่าเชียนจวิน เจ้าโหดร้ายเกินไปแล้ว ไม่เห็นจะต้องทำลายความฝันข้าขนาดนั้นเลยนี่”
“แหม แต่เอาจริง ๆ สถานศึกษากระบี่ที่สามของเรา เหมือนจะไม่มีใครมีคุณสมบัติมากพอ ที่จะร่วมการแข่งขันประจำเมืองหยุนเมิ่งมาตั้ง 3 ปีแล้วนะ”
“จริงด้วยสิ ทำไมมันถึงได้ดูสิ้นหวังแบบนี้กัน!”
“ไม่ใช่แค่นั้น ลองนึกดูสิว่าถึงเราจะผ่านเข้ารอบการประลองความสามารถประจำเมืองได้ แต่สถาบันของเราไม่มีใครผ่านเข้ารอบการแข่งขันระดับมณฑลมา 10 ปีแล้ว ทีนี้เจ้าก็พูดคำว่าสิ้นหวังได้เต็มปากแล้วละ”
“ยังไงก็เถอะ อู๋เซี่ยวฟาง จากห้อง 1 ซือซินหลิน จากห้อง 5 มู่ซินเยว่ จากห้อง 6 แล้วก็ อู่สี่ จากห้อง 9 ดูเหมือนจะเป็นอัจฉริยะแค่ไม่กี่คนของโรงเรียนเราในรอบ 20 ปีเลยนะ บางทีพวกเขาอาจจะมีโอกาสก็ได้”
ศิษย์แต่ละคนต่างพูดคุยกันอย่างออกรส
กลุ่มลูกศิษย์ชายหญิงอายุ 12 ปีต่างก็รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ๆ พูดคุยบ้าง หัวเราะบ้าง เติมเต็มห้องเรียนไปด้วยบรรยากาศแห่งความสดใสและมีชีวิตชีวา
มีเพียงรัศมีหนึ่งผิงรอบ ๆ ตัวหลินเป่ยเฉินเท่านั้นที่ว่างเปล่า ราวกับเป็นห้องเรียนคนละห้อง ไม่ได้มีบรรยากาศความสดใสแผ่เข้ามาถึงข้างกายเขาเลย
ไม่มีใครอยากเข้าใกล้เขาหรอก
ถ้าจะให้ว่ากันตามตรง เด็กทุกคนกลัวที่จะเข้าใกล้เขาต่างหาก
คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้
เพราะว่าชื่อเสียงของหลินเป่ยเฉินโด่งดังมานานแล้ว
ก่อนที่เด็กหนุ่มจะวาร์ปข้ามมิติมาที่โลกใบนี้ ร่างกายนี้เคยเป็นของบุตรชายขุนนางนักรบสวรรค์ นามว่าหลินจิ้นหนาน ผู้เป็นหนึ่งในสิบสุดยอดผู้ฝึกยุทธ์แห่งจักรวรรดิเป่ยไห่
หลินจิ้นหนานเป็นพ่อหม้ายวัยกลางคน มีลูกชายและลูกสาวอย่างละคน
ลูกสาวคนโตของเขาชื่อ หลินถินชาง
เด็กสาวเป็นอัจฉริยะที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ เรียกว่าเป็นตำนานแห่งเมืองนี้เลยก็ว่าได้
ในตอนอายุ 3 ขวบ นางได้กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 1
ในตอนอายุ 6 ขวบ นางได้กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 3
ในตอนอายุ 10 ขวบ นางได้สำเร็จระดับขั้นผู้ฝึกยุทธ์ และกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์
ปีนี้ นางมีอายุได้ 16 ปี เด็กสาวกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่เด็กที่สุดของสถานศึกษากระบี่หลวงแห่งจักรวรรดิเป่ยไห่
ตั้งแต่วันแรกที่หลินถินชางเข้าสถานศึกษา ในทุกครั้งที่นางเข้าร่วมการประลองในระดับเมือง ระดับมณฑล หรือการประลองระหว่างดินแดน เด็กสาวล้วนเป็นผู้ชนะทุกครั้ง ความสามารถของนางนั้นส่องประกายสว่างไสวราวกับบุตรีแห่งดวงอาทิตย์ก็ไม่ปาน
ผู้คนต่างกล่าวขานกันและเรียกนางว่า จอมยุทธ์อัจฉริยะไร้เทียมทาน ผู้ที่ทั้งจักรวรรดิต่างเฝ้ารอให้เติบโตขึ้น
ส่วนลูกชายคนเล็กของหลินจิ้นหนานมีอายุ 14 ปี
และเขาช่างต่างกับพี่สาวราวฟ้ากับเหว
เด็กหนุ่มเป็นคนเรื่อยเปื่อย ขี้เกียจ หยิ่งทะนง โลภมาก และชอบกดขี่ข่มเหงผู้อื่นเป็นสรณะ
ทุกคำนิยามที่หมายถึงคนไม่เอาไหน คือคำอธิบายตัวตนของหลินเป่ยเฉินเลยทีเดียว
ถ้ายังรู้สึกว่านั่นไม่แย่พอ หลินเป่ยเฉินนั้นเกิดมาพร้อมกับปัญหาด้านสมอง
ถ้าจะพูดให้ชัด ๆ ละก็ เขามันเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา ที่เอาแต่ทำตัวหาแก่นสารไม่ได้ไปวัน ๆ
สำหรับตระกูลใหญ่ ๆ ในเมืองนี้ หากมีผู้ใดให้กำเนิดบุตรชายที่แสนเหลวไหลเช่นนี้ออกมา พวกเขามักจะทุบตีบุตรคนนั้นจนเสียชีวิตเพื่อไม่ให้เป็นที่ขายหน้าของวงศ์ตระกูล และให้กำเนิดบุตรคนใหม่เหมือนกับการเริ่มเกมใหม่อย่างไรอย่างนั้น
แต่หลินจิ้นหนานขุนนางนักรบสวรรค์ผู้ที่มีจิตใจกล้าหาญและแน่วแน่ ไม่อาจทำเช่นนั้นกับบุตรชายของตนเองได้ เขาไม่กล้าแม้แต่จะทุบตีหรือด่าทอลูกชาย มิหนำซ้ำ ยังดูแลเขาอย่างดีเสมอมาโดยไม่เคยแม้แต่จะขัดใจเขาเลยสักครั้ง
หลินจิ้นหนานพยายามอย่างสุดชีวิต เพื่อที่จะทำให้ลูกชายแสนเหลวไหลของตนมีความสุข ด้วยการทำตามความปรารถนาของลูกชายเสียทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคำขอที่มีเหตุผลหรือไม่ก็ตามที
ด้วยเหตุนี้ ถึงหลินเป่ยเฉินจะถูกไล่ออกจากสถานศึกษากระบี่ที่ 1 และ 2 ผู้เป็นบิดาก็ยังไม่แม้แต่จะก่นด่าว่ากล่าวลูกชาย เขาทำได้เพียงแบกหน้าพาลูกชายมาเรียนในสถานศึกษากระบี่ที่ 3 นี้เท่านั้น
เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว เกิดสงครามขึ้นระหว่างจักรวรรดิเป่ยไห่และจักรวรรดิจี้กวง
ขุนนางนักรบสวรรค์ผู้เป็นบิดาของหลินเป่ยเฉินต้องนำทัพไปเข้าร่วมสงคราม
ส่วนหลินถินชางนั้น เมื่อเรียนจบจากสถานศึกษากระบี่หลวง ก็เข้าศึกษาต่อที่สำนักกระบี่หลวงประจำเมืองต่อทันที
และเมื่อไม่มีใครอยู่ควบคุมเขาแล้ว หลินเป่ยเฉินก็เริงร่าได้เต็มที่
ในเวลาไม่ถึงปี เขาใช้จ่ายตามอำเภอใจด้วยทรัพย์สินที่มีในคฤหาสน์ของบิดา จนสุดท้ายก็เหลือเพียงตัวบ้านว่างเปล่าชวนวังเวง
ยังไม่รวมถึงสถานศึกษาแห่งนี้ ที่เด็กหนุ่มได้เข้ามาปั่นป่วนเสียจนวุ่นวายไปหมด
แต่นั่นยังไม่แย่เท่ากับว่า ภายในเมืองหยุนเมิ่งแห่งนี้ หากมีใครสักคนตะโกนว่า “หลินเป่ยเฉินกำลังมา!” ท้องถนนที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนนั้น ก็สามารถว่างเปล่าได้ในพริบตา
ผู้คนจึงเรียกขานหลินเป่ยเฉินกันว่า เจ้าเศษขยะแห่งหยุนเมิ่ง
และนั่นคือตัวตนของหลินเป่ยเฉิน ก่อนที่วิญญาณของไอ้หนุ่มเนิร์ดจะทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของเขา
ลูกศิษย์ทุกคนในห้องนี้ ไม่ว่าชายหรือหญิง ล้วนต่างเคยถูกกลั่นแกล้งโดยหลินเป่ยเฉินมาก่อน
ใครจะกล้าต่อต้านกับอันธพาลแบบนี้กันล่ะ
เด็กทุกคนต่างหลีกหนีเขาราวกับเชื้อโรค
แต่หลินเป่ยเฉินกลับมีความสุขมากที่ทุกอย่างเป็นแบบนี้
มันเป็นเรื่องดีที่เขาไม่มีเพื่อนเลย
ยิ่งเขาติดต่อกับผู้คนในโลกนี้น้อยเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสน้อยที่ตัวตนของเด็กหนุ่มจะถูกเปิดเผยออกมา
ภายในระยะเวลา 3 วันหลังจากหลินเป่ยเฉินมาอยู่ในโลกจอมยุทธ์ เขาก็พอจะจับใจความได้แล้วว่า โลกใบนี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
ตัวอย่างเช่น ในโลกนี้ไม่เพียงแต่มีผู้ฝึกยุทธ์ผู้เต็มไปด้วยความสามารถและพลังพิเศษเท่านั้น หากแต่ยังมีผู้คนที่เหมือนกับเทพเจ้าผู้ทรงพลังอยู่อีกด้วย และถ้าหากว่าเรื่องที่เขาไม่ใช่เจ้าของร่างที่อาศัยอยู่นี้หลุดรอดไปถึงหูใครละก็ เขาก็คงมีจุดจบได้เพียงแบบเดียว หลินเป่ยเฉินจะต้องถูกกล่าวหาว่าเป็นสาวกปีศาจ และต้องถูกลากตัวไปยังวิหารเทพกระบี่ที่ใจกลางเมือง ก่อนจะถูกสำเร็จโทษด้วยการเผาไฟทั้งเป็น
หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ…เขาจะต้องถูกย่างสด
เพราะฉะนั้น เด็กหนุ่มถึงต้องระมัดระวังตัวให้มาก
ชั่วเวลาหนึ่งก้านธูปหมดไป กระดิ่งเข้าเรียนพลันดังขึ้น
ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!
เวลาพักได้หมดลงแล้ว
และคาบเรียนใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น
ติงซานฉือผู้เป็นอาจารย์ก้าวเข้ามาในห้องเรียน และขึ้นไปยืนบนแท่นบรรยาย
“เอาล่ะ เรามาเข้าสู่บทเรียนต่อไปกันเถอะ”
“ศิษย์ทุกคน ตามที่อาจารย์ได้พูดไปในคาบที่แล้ว คาบนี้อาจารย์จะทำการสอนวิชากระบี่สามพิฆาตให้พวกเจ้า และเผื่อจะมีพวกเจ้าบางคนลืมไปแล้ว ต่อให้นี่เป็นวิชากระบี่พื้นฐาน แต่ก็เป็นวิชาที่อาจารย์ได้คิดค้นขึ้นมาด้วยตัวเอง ซึ่งมันก็เป็นเหมือนสุดยอดวิชาในระดับพื้นฐาน และแน่นอนว่ามันทรงพลังมาก หากพวกเจ้าคนใดสามารถเรียนรู้และสำเร็จวิชานี้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว พวกเจ้าจะสามารถกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 3 ได้อย่างแน่นอน อีกทั้งมันยังช่วยพวกเจ้าให้ได้คะแนนดีในการประลองกลางภาคและเพิ่มโอกาสในการสอบผ่านอีกด้วย”
ศิษย์ทุกคนต่างนั่งฟังอย่างตั้งใจ เว้นเพียงหลินเป่ยเฉินผู้นั่งอยู่ในแถวหน้าสุดของห้องเรียน
เขากำลังง่วนอยู่กับโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้น
แต่แล้วหลังจากจบไปอีกคาบหนึ่ง แทนที่จะทำการศึกษาเจ้าเครื่องนี้ต่อเพื่อหาทางกลับโลกมนุษย์ เด็กหนุ่มก็พบว่าแบตเตอรี่ของมันลดลงจาก 21% เหลือเพียง 19% เท่านั้น ภาพแถบแสดงแบตเตอรี่สีเหลืองขึ้นเตือนถึงพลังงานที่ลดน้อยลง
ตอนนี้แบตเตอรี่ใกล้จะหมดแล้ว
ซึ่งมันก็ทำให้หลินเป่ยเฉินรู้สึกสิ้นหวังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
บทที่ 3 นายน้อย มีข่าวร้าย!
บทที่ 3 นายน้อย มีข่าวร้าย!
หากทุกอย่างเป็นแบบนี้ต่อไป โทรศัพท์เครื่องนี้ต้องดับในอีกไม่ช้าแน่นอน
หากเป็นเช่นนั้นจริง แสดงว่าหนทางเดียวในการกลับสู่โลกมนุษย์ของเขา ก็ต้องหายไปด้วยน่ะสิ
เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้ว หลินเป่ยเฉินก็เริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมา
เมื่อเวลาผ่านไป คาบเรียนสุดท้ายก็จบลงแล้ว
เสียงกระดิ่งดังขึ้น
ในที่สุด การเรียนประจำวันนี้ก็สิ้นสุดลง
“เอาล่ะ วันนี้ก็มีเท่านี้”
ติงซานฉือจิบน้ำอีกอึกหนึ่งเช่นที่ทำเป็นประจำ
“เอาล่ะ ศิษย์ทั้งหลาย ข้าได้อธิบายและสอนวิชากระบี่สามพิฆาตให้พวกเจ้าทั้งหมดแล้ว พวกเจ้าต้องฝึกฝนวิชานี้ให้ได้ภายใน 3 วัน และจงมุ่งมั่นตั้งใจทำคะแนนให้ดี ในการสอบกลางภาคที่ใกล้มาถึงนี้ ซึ่งก็อย่างที่พวกเจ้าทุกคนรู้ ว่าคะแนนในการสอบ จะเป็นสิ่งกำหนดว่าพวกเจ้าดีพอที่จะเป็นตัวแทนสถาบันของเราได้หรือไม่ หากพวกเจ้าทำได้ดี ก็อาจได้ไปสอบเป็นผู้มีพรสวรรค์ประจำเมืองเมืองหยุนเมิ่งก็เป็นได้”
ศิษย์ทั้งหลายต่างก็ตื่นเต้นกับคำพูดของอาจารย์
การเข้าร่วมแข่งขันค้นหาผู้มีพรสวรรค์ เป็นความฝันของเด็กหนุ่มเด็กสาวทุกคนในเมืองหยุนเมิ่ง เช่นเดียวกับความฝันของเด็กทุกคนในจักรวรรดิเป่ยไห่ เพราะการประลองนี้ถือเป็นเป้าหมายยิ่งใหญ่สูงสุดของผู้ฝึกยุทธ์วัยหนุ่มสาว
อาจารย์ติงพยักหน้าอย่างพอใจ
ก่อนที่เขาจะกวาดตาไปทั่วห้อง และมาสะดุดตาที่หลินเป่ยเฉินอีกครั้งหนึ่ง
เจ้าหมอนี่ยังคงเหม่อลอยเหมือนเคย
แบบนี้ใครจะไปทนไหว
อาจารย์ชราแทบตบะแตก อยากวิ่งเข้าไปประเคนหมัดใส่เจ้าคนไม่เอาไหนผู้นี้ให้จมพื้นดินเสียสักร้อยกระบวนท่า
แต่เมื่อได้นึกถึงคำที่ท่านขุนนางนักรบสวรรค์ฝากฝังไว้ก่อนไปออกรบ ติงซานฉือก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนอารมณ์โกรธปะทุเหล่านั้นลงคอไปเสีย
เขากระแอมออกมาเบา ๆ หนหนึ่ง กล่าวด้วยความพยายามอดกลั้นเต็มที่ “หลินเป่ยเฉิน…เจ้าเข้ามาอยู่ในห้องเรียนนี้ได้หนึ่งปีแล้ว แต่ยังได้คะแนนเป็นศูนย์อยู่เลย ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เจ้ามีอายุเยอะที่สุดในห้อง แต่ยังเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 1 เท่านั้น เจ้ามันไม่ได้เรื่องทั้งด้านบุ๋นด้านบู๊ แล้วนี่เจ้าไม่อับอายคนอื่นบ้างหรือไร”
“ก็ไม่นะ” หลินเป่ยเฉินโพล่งออกมาทันทีอย่างไม่เสียเวลาคิด ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองเสียด้วยซ้ำ
เขายังคงง่วนอยู่กับโทรศัพท์ล่องหนนั่น
“นี่เจ้า…”
อาจารย์ติงถึงกับพูดไม่ออก
เจ้าเศษขยะเอ๊ย!
ฮึ่ม! อาจารย์ชราแทบจะเก็บอาการโมโหไว้ไม่อยู่แล้ว
อาจารย์ติงขึ้นเสียงตะเบ็งใส่หลินเป่ยเฉินด้วยความโกรธกริ้ว “บิดาเจ้าอุตส่าห์เป็นถึงขุนนางนักรบ ผู้เป็นหนึ่งในสิบสุดยอดแม่ทัพแห่งจักรวรรดิ เขาคอยดูแลและต่อสู้ข้าศึกเพื่อพวกเรามาโดยตลอด ทุ่มเทเลือดเนื้อหยาดเหงื่อของตนเพื่อประชาชนทุกคน และพี่สาวเจ้า…หลินถินชาง ก็เป็นทั้งตำนานและความภาคภูมิใจของผู้ฝึกยุทธ์รุ่นใหม่ทุกคนในมณฑลเฟิงอวี่ ในฐานะบุตรชายของท่านขุนนาง เจ้า…คือความอัปยศอดสูของวงศ์ตระกูล เจ้าช่างแตกต่างจากคนในครอบครัวเหลือเกิน!”
“แล้วอาจารย์คาดหวังให้ข้าทำอะไรหรือขอรับ” หลินเป่ยเฉินถามกลับด้วยความไม่สบอารมณ์ “แล้วคิดว่าข้าภูมิใจกับชื่อเสียงวงศ์ตระกูลนี่นักหรือไง…ไม่เลย!”
“เจ้า…”
อาจารย์ติงถึงกับพูดไม่ออกอีกครั้ง
ดูเอาเถอะ!
เจ้าเด็กคนนี้…พูดออกมาได้ยังไง
“อย่าลืมนะ หลินเป่ยเฉิน เจ้าเคยโดนไล่ออกมาจากสถานศึกษากระบี่ที่หนึ่งและที่สองมาแล้ว และหากเจ้าถูกไล่ออกจากสถานศึกษากระบี่ที่สามแห่งนี้อีก ตามกฎแล้ว เจ้าจะไม่สามารถเข้าเรียนในสถานศึกษาไหนในจักรวรรดินี้ได้อีก!”
อาจารย์ติงคำรามด้วยความเดือดดาล พร้อมด้วยเสียงกร๊อบแกร๊บจากการหักข้อนิ้ว
ชายชรากระชับหมัดแน่น ความโกรธขึ้งเริ่มใกล้จะเดือดถึงขีดสุด ก่อนจะเดินตรงมาหมายเอาเรื่องหลินเป่ยเฉินให้เข็ดหลาบ
และเมื่อมาถึงจุดนี้ หลินเป่ยเฉินจำต้องเก็บโทรศัพท์เอาไว้ก่อน
เด็กหนุ่มลุกยืนขึ้น ประจันหน้ากับอาจารย์ติง “ถ้าไล่ข้าออกได้ แล้วมันจะทำไม? อย่าลืมสิว่าข้าเป็นใคร ข้าคือบุตรชายผู้สืบสายโลหิตของขุนนางนักรบสวรรค์ เป็นบุตรผู้สืบสายโลหิตน่ะ…อาจารย์เข้าใจคำนี้ไหมขอรับ”
“ข้าน่ะ…คือหลินเป่ยเฉิน และไอ้หนุ่มหน้าตาดีคนนี้นี่แหละ ที่จะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งขุนนางนักรบสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ ฮ่า ๆ ๆ และเมื่อเวลานั้นมาถึง ต่อให้ข้าไม่ต้องทำอะไรเลย ข้าก็ยังคงได้มีชีวิตหรูหราสุขสบายอยู่ดี รายล้อมไปด้วยสาว ๆ สวย ๆ และนางสนมมากมาย มีทหารยามนับร้อยคอยปกป้อง แล้วข้าก็จะนอนตื่นตอนไหนก็ได้ที่อยากตื่น จะใช้เงินที่มีมากมายเท่าไหร่ก็ได้ตามต้องการ ทีนี้ไหนลองบอกเหตุผลดี ๆ มาสักข้อ เพราะเหตุใด ข้าถึงสมควรตั้งใจศึกษาวิชาไร้สาระพวกนี้ด้วย?”
“สำหรับข้าน่ะ การฝึกฝนพวกนี้มันไม่ใช่เรื่องจำเป็นหรอก และข้าก็จะไม่ทำด้วย”
“ต่อให้หลินเป่ยเฉินคนนี้จะต้องหิวจนแทบอดตาย หรือต้องกระโดดลงจากหน้าต่างเพื่อปลิดชีวิตตนเอง ข้าก็ไม่มีทางฝึกฝนเรื่องบ้าบอพวกนี้ แบบเศษขยะอย่างพวกเจ้าหรอก”
เขาประกาศก้องดังไปทั่วห้องเรียน
ในตอนนี้ ท่ามกลางแสงแดดอันอบอุ่นของช่วงต้นฤดูร้อน ในห้องเรียนปี 2 แห่งสถานศึกษากระบี่ที่ 3 ทุกสิ่งกลับเงียบสงัดและเต็มไปด้วยความคร่ำเคร่ง สายตานับ 60 คู่ของศิษย์ในห้องเรียนและอาจารย์อาวุโสติงซานฉือผู้มีประสบการณ์ในการสอนมากกว่า 15 ปี ทุกคนต่างตกตะลึงไปกับคำพูดของเจ้าคนไม่เอาไหนประจำเมืองหยุนเมิ่งกันหมดแล้ว
ราวกับคำพูดของหลินเป่ยเฉินดังก้องสะท้อนไม่มีสิ้นสุดอยู่ภายในห้องเรียนแห่งนี้
อาจารย์ติงถึงกับกุมหน้าอกในขณะที่มืออีกข้างยันอยู่กับโต๊ะ
และในทันใดนั้นเอง…
ผ่าง!
ประตูห้องเปิดออกอย่างแรง
“นายน้อย…นายน้อยขอรับ มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นขอรับ”
บังเกิดเสียงคร่ำครวญทำลายความเงียบของห้องเรียนไปหมดสิ้น ชายชราร่างบางในอายุราว 50 กว่า วิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยแววตาตื่นตระหนก
“พ่อบ้านหวัง?”
หลินเป่ยเฉินอุทานออกมาด้วยอารามตกใจ
เขาจำชายแก่คนนี้ได้ในทันที ชายคนนี้คือพ่อบ้านประจำคฤหาสน์ขุนนางนักรบแห่งสวรรค์
“นายน้อยขอรับ มีข่าวร้ายเกิดขึ้น ภัยพิบัติกำลังมาถึง ท้องฟ้ากำลังจะถล่มแล้วขอรับ”
เมื่อพ่อบ้านหวังเห็นหลินเป่ยเฉิน เขาก็รีบวิ่งเข้ามาจับแขนของเด็กหนุ่มไว้และเริ่มร้องไห้พูดจาไม่เป็นภาษามนุษย์
“ไสหัวออกไปเลยนะ เจ้าทำชุดข้าเปื้อนหมดแล้ว อย่ามาแตะตัวข้า!” หลินเป่ยเฉินถีบชายแก่ไปให้พ้นทางด้วยท่าทีขยะแขยงและถามต่อ “เจ้าหมายความว่ายังไง อธิบายมาเดี๋ยวนี้ก่อนที่ข้าจะหักขาเจ้าซะ”
เด็กหนุ่มตอบกลับอย่างหยาบคาย
เขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องทำตัวแบบนี้ เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าหลินเป่ยเฉินเป็นคนเช่นใด
ถ้าไม่ทำตัวตามปกติต่อไป เขาก็จะดูไม่เหมือนหลินเป่ยเฉินคนเดิมอย่างที่ควรเป็น
และหากเขาไม่ทำตัวแบบที่หลินเป่ยเฉินเคยทำ เขาต้องถูกสงสัยเป็นแน่
ถ้าเกิดเป็นเช่นจริง มีหวังเขาคงต้องถูกลากไปยังวิหารและถูกเผาจนตายอย่างแน่นอน
“นายน้อยขอรับ นายท่านกำลังตกอยู่ในอันตราย ท่านหัวหน้าข้าหลวงเข้ามาในคฤหาสน์พร้อมกับกองทัพทหาร ท่านประกาศคำสั่งจากจักรพรรดิว่า นายท่านได้ขัดคำสั่งในการปะทะข้าศึกที่แนวหน้าและทำตามใจตนเอง ส่งผลให้นายทหารชั้นยอดเสียชีวิตเกือบ 50,000 นาย นายท่านได้หลบหนีไปและตอนนี้คฤหาสน์ของเราถูกคนของทางการเข้าบุกยึด คนรับใช้ถูกไล่ออก เราสูญเสียทุกอย่างไปแล้วขอรับ นายน้อย”
พ่อบ้านหวังคร่ำครวญเจียนขาดใจ
อะไรกันน่ะ?
หลินเป่ยเฉินยืนนิ่งงันและรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว
“ดะ…เดี๋ยวนะ เจ้าบ้านี่ อย่าเพิ่งคร่ำครวญ บอกข้ามาเดี๋ยวนี้ ในประกาศจากทางการได้พูดถึงข้าบ้างไหม”
หรือนี่จะเป็นจุดจบของวงศ์ตระกูลอันมีเกียรติของเขากันนะ
และในฐานะลูกชายผู้สืบสายโลหิตของผู้ถูกลงโทษ จักรพรรดิจะสั่งขังเขาให้ตายหรือจะต้องถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ หรือเปล่า
ถ้าเป็นเช่นจริง เขาคงต้องรีบเผ่นแล้ว
“ใช่ขอรับ” พ่อบ้างหวังตอบ หากแต่ยังคงคร่ำครวญไม่หยุด “ในประกาศกล่าวว่า ผู้บกพร่องทางปัญญาเช่นท่าน ท่านจักรพรรดิรับสั่งให้ลดฐานะท่านเป็นสามัญชน และให้ท่านใช้ชีวิตที่เหลือในฐานะประชาชนแห่งเมืองหยุนเมิ่ง”
หลินเป่ยเฉินโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง
โชคยังดี ที่จักรพรรดิยังทรงมีเมตตาธรรมอยู่บ้าง
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ไอ้อาการทางสมองของหลินเป่ยเฉินคนก่อน จะกลายมาเป็นสิ่งช่วยชีวิตเขาไว้ในตอนนี้
เพราะอย่างนั้น เขาก็ไม่มีอะไรให้ต้องกลัว
“นายน้อย เราจะทำยังไงกันดีขอรับ ตอนนี้ตระกูลหลินของเราจบสิ้นแล้ว”
ท่ามกลางห้องเรียนที่เงียบสงัด พ่อบ้านหวังยังคงคร่ำครวญในขณะที่ทรุดตัวลงไปกอดต้นขาเด็กหนุ่มเอาไว้แน่น
“เจ้าจะกลัวอะไรไปล่ะ ข้ายังมีพี่สาวอยู่อีกทั้งคน”
หลินเป่ยเฉินสงบเยือกเย็นราวน้ำแข็ง เหมือนเรื่องพวกนี้ไม่ใช่ปัญหาของเขา
เพราะว่าเด็กสาวอายุ 16 ปีผู้แข็งแกร่งและเป็นผู้ฝึกยุทธ์อัจฉริยะคนนั้น ไม่เพียงแต่นางจะทรงพลังไร้เทียมทาน หากยังเป็นที่เลื่องลือในด้านความโหดเหี้ยมเกินผู้ใดอีกด้วย