หวนชะตาพระชายาผู้ถูกลืม (มี E-book)
ข้อมูลเบื้องต้น
นางละทิ้งตำแหน่งนายหญิงของจวนอ๋อง เข้าสู่ตำหนักในของหลี่เฟยหลงฮ่องเต้อย่างไร้ซึ่งฐานะ ไร้ซึ่งศักดิ์ศรีของสตรี เดิมทีซูถังโหรวคิดว่าขอแค่ได้อยู่กับคนที่รักต่อให้ทุกข์ยากมากเพียงใดนางก็พร้อมจะอดทน
เพียงแต่แค่คำว่ารักไม่อาจจะเพียงพอสำหรับหลี่เฟยหลงได้ เขาไม่เพียงคิดดูถูกอดีตของนาง แม้แต่ลูกของเขาและนางก็ยังกลายเป็นตราบาปในชีวิตของเขา ไม่ว่าเขาจะกดขี่ข่มเหงนางรังแกนางเท่าใดนางล้วนทนได้ แต่สิ่งที่นางทนรับไม่ได้ก็คือการที่เขาปล่อยให้ผู้อื่นมารังแกลูกของนางจนถึงแก่ความตาย
“หลี่เฟยหลง หากชาติหน้ามีจริงข้าคนนี้จะทำให้ท่านได้ลิ้มรสชาติของความผิดหวังและสิ้นหวังด้วยตนเอง”
“เช่นนั้นก็จงหาทางกลับมาเกิดใหม่ให้ได้ก็แล้วกัน” นี่คือคำพูดสุดท้ายที่หลี่เฟยหลงพูดกับนางก่อนที่นางจะต้องจบชีวิตลงด้วยทนพิษบาดแผลจากการถูกโบยตีไม่ไหว
คาดไม่ถึงว่าหลังจากนั้นซูถังโหรวจะได้ย้อนกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งอีกทั้งยังจำทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับนางในชาติก่อนได้อีกด้วย
大 家 好!
สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน ขอบคุณที่ให้การสนับสนุน BigM00N นะคะ
นิยายแต่ละเรื่องจะอัพลงทุกวัน เปิดให้อ่านฟรี! หนึ่งวันจนกว่าจะจบ
ตอนจบขออนุญาตติดเหรียญนะคะ
ขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้
ผิดพลาดประการใดพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นค่ะ
นิยายเรื่องนี้สร้างจากจินตนาการ ชื่อสถานที่ ตัวละครและเหตุการณ์หลายๆ อย่างล้วนเกิดจากจินตนาการของผู้เขียนที่ตั้งใจนำมาเขียนเพื่อสร้างความให้แก่บันเทิงแก่ผู้อ่านเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะพาดพิงถึงผู้ใดหรือลอกเลียนสถานการณ์ใดๆ มาทั้งสิ้น แนะนำว่าควรอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ขอบคุณมากค่ะ
ย้อนกลับมาอีกครั้ง
พระชายาของจวนฉู่อ๋องไร้ซึ่งความโปรดปรานจากสวามี ตำแหน่งที่นางได้ครอบครองก็เป็นแค่เพียงตำแหน่งในนามเพียงเท่านั้น คนทั้งจวนอ๋องต่างร่ำลือกันว่าแต่งงานกันมาเนิ่นนานถึงขนาดนี้แต่ท่านอ๋องและพระชายาก็ยังไม่เคยได้ร่วมหอกันเลย
ตอนที่ซูถังโหรวลืมตาขึ้นมาอีกครั้งแล้วพบว่าตนเองยังคงนอนอยู่ในจวนอ๋อง เป็นเพียงสตรีอายุสิบเจ็ดที่พึ่งจะแต่งงานเข้าจวนมาและยังรับมือกับบ่าวไพร่ผู้โอหังภายในจวนไม่ได้ ฉู่อ๋องผู้เป็นสามีวันทั้งวันก็เอาแต่ขลุกตัวอยู่ที่ค่ายทหารทิ้งให้นางต้องรับมือกับบ่าวไพร่ที่ไม่เห็นหัวนายหญิงคนใหม่ที่มีเพียงตำแหน่งลอยๆ ภายในจวนเพียงเท่านั้น
“ไปเรียกพ่อบ้านใหญ่มาพบข้า” ซูถังโหรวเอ่ยกับเฝยชุ่ยสาวใช้เพียงคนเดียวที่ถูกทิ้งให้คอยดูแลนางอยู่ในเรือนหลัก ซูถังโหรวจ้องมองเฝยชุ่ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกดดันทำให้สาวใช้นางนั้นจำต้องปลีกตัวจากไปในทันที
ซูถังโหรวนั่งทบทวนชีวิตของตนเองในช่วงนี้ นางยังคงเป็นแค่เพียงเด็กสาวที่อ่อนต่อโลกและยังคงหมกมุ่นกับความรักในวัยเยาว์อย่างโง่เขลา เดิมทีนางถูกกำหนดให้เป็นว่าที่พระชายาของตำหนักบูรพา แต่เพราะฉู่อ๋องหลี่เฉิงอันซึ่งเป็นพระอนุชาที่ถือกำเนิดจากครรภ์ขององค์ไทเฮาถึงกำหนดที่จะต้องแต่งพระชายาเข้าจวนแล้ว นางจึงได้ถูกหมั้นหมายและถูกจับแต่งเข้าจวนอ๋องแห่งนี้เสียก่อน
ซูถังโหรวคือบุตรีที่ถือกำเนิดจากภรรยาเอกของเสนาบดีซู แต่เพราะมารดาสิ้นใจไปตั้งแต่เล็กนางจึงได้เติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของภรรยาคนที่สองของเสนาบดีซู ซูฮูหยินคนปัจจุบันคืออดีตอนุภรรยาที่ได้เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นนายหญิงของจวน การอบรมที่เหมาะสมย่อมไม่มีให้นางอยู่แล้ว โชคดีที่นางได้รับความโปรดปรานจากหยางไทเฮามาตั้งแต่เด็กได้มีโอกาสได้เข้าวังไปเข้าเฝ้าอยู่บ่อยครั้งกิริยามารยาทของนางจึงเสมือนถูกผ่านการขัดเกลาและถูกฝึกอบรมมาจากตำหนักคังหนิงของหยางไทเฮามาอย่างไม่มีสิ่งใดให้ตำหนิได้
สิ่งเดียวที่นางทำผิดพลาดในชีวิตก็คือทอดทิ้งตำแหน่งชายาเอกของจวนอ๋องไปอยู่อย่างไร้ฐานะในตำหนักบูรพาแล้วก็ต้องเข้าไปอยู่ในตำหนักเย็นทันทีที่หลี่เฟยหลงได้ขึ้นครองราชย์ ในตอนนั้นนางโง่เขลาเชื่อมั่นว่าความรักที่หลี่เฟยหลงมีต่อนางคือความจริงใจ แต่ในตอนท้ายที่สุดเขาก็เผยจุดประสงค์ที่แท้จริงออกมาว่าเขาแค่อยากได้นางเพื่อแสดงให้หลี่เฉิงอันผู้เป็นอาของเขาได้เห็นว่าแม้แต่เรื่องสตรีก็ล้วนเป็นเขาที่มีความเหนือกว่า
ซูถังโหรวไม่เคยรู้สักนิดว่าความทุกข์ยากจากการถูกละเลยของผู้คนในจวนอ๋องจะเทียบไม่ได้เลยกับความทุกข์ยากของการเป็นสตรีที่สิ้นไร้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเองในตำหนักใน พอหลี่เฟยหลงสามารถเอาชนะหลี่เฉิงอันผู้เป็นอาได้แล้วและได้ครอบครองราชบัลลังก์อย่างถูกต้อง นางที่เขาเคยบอกว่าเปรียบเสมือนดวงใจทั้งดวงของเขาก็กลายเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความผิดบาปของเขาที่ไม่อาจจะเปิดเผยให้ผู้อื่นล่วงรู้ได้
การที่เขาแย่งชิงภรรยาของอาของตนเองอีกทั้งยังทำให้นางตั้งครรภ์ลูกของเขาถือเป็นหนึ่งในความผิดพลาดที่เขาจะต้องคอยปิดบังผู้อื่นเอาไว้ นางจึงได้ใช้ชีวิตราวกับคนที่ตายไปแล้วทั้งที่ยังคงมีชีวิตอยู่
หลังจากนั้นทั้งนางและลูกที่คลอดออกมาก็ต้องใช้ชีวิตราวกับอยู่ในห้วงแห่งขุมนรก ความผิดบาปทั้งหมดล้วนตกมาอยู่ที่นางและลูก หลังจากนั้นหลี่เฟยหลงก็ไม่เคยมาพบหน้านางอีกเลยจวบจนวันที่ลูกชายของนางต้องตายอย่างไม่เป็นธรรม
“ฝ่าบาทได้โปรดให้ความเป็นธรรมแก่ลูกของหม่อมฉันด้วยเพคะ” ซูถังโหรวที่อุตส่าห์หลบหนีการจองจำจนสามารถไปดักพบเขาได้เอ่ยวิงวอนขอความเมตตา แม้ว่ายามนี้บุตรชายของนางจะตายจากไปแล้วแต่นางคิดว่าอย่างน้อยเขาในฐานะบิดาก็ควรจะต้องมอบความเป็นธรรมให้แก่ลูกชายของเขา ดวงวิญญาณของลูกชายของนางจะได้สามารถไปสู่สุคติได้อย่างสบายใจ
“เจ้าออกมาที่นี่ได้อย่างไร เด็กๆ มาจับนางกลับไป ใครปล่อยให้นางมาที่นี่” คำพูดประโยคนี้ของเขาเปรียบเสมือนหนามแหลมที่ทิ่มแทงหัวใจของนางในทันที
“ฝ่าบาท ซูกุ้ยเฟยสั่งให้คนมาโบยตีลูกชายของหม่อมฉันจนตายฝ่าบาทต้องให้ความเป็นธรรมแก่หม่อมฉันและลูกชายของหม่อมฉันก่อน” ซูถังโหรวเอ่ยออกมาอย่างแข็งกร้าว ซูกุ้ยเฟยที่นางเอ่ยถึงคือน้องสาวต่างมารดาของนางเองซูถังมี่
แม้ว่ายามนี้ซูถังมี่จะมีตำแหน่งเป็นถึงกุ้ยเฟยแล้วแต่เพราะยังไม่สามารถให้กำเนิดองค์ชายเสียทีจึงได้มองเห็นบุตรชายของซูถังโหรวผู้เป็นพี่สาวเป็นหนามตำใจมาโดยตลอด นางหาเรื่องกลั่นแกล้งสองแม่ลูกทุกครั้งที่สบโอกาส จนผลสุดท้ายบุตรชายของซูถังโหรวก็ทนรับการกลั่นแกล้งไม่ไหวตายจากไปอย่างน่าเวทนา แต่สิ่งที่นางได้รับก็คือสีหน้าและถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความห่างเหิน
“เจ้ากับลูกของเจ้ามีชีวิตอยู่มาได้นานขนาดนี้ก็ถือว่าเราเมตตามากแล้ว ตอนนี้ยังมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมอีกหรือ ใครก็ได้โบยตีนางให้หนักแล้วจับนางไปขังที่ตำหนักของนางเช่นเดิม” สิ้นคำสั่งนี้ก็มีขันทีหลายคนมาจับตัวนางเอาไว้ แล้วกดนางให้นอนคว่ำลงไปบนพื้นแล้วโบยตีนางอย่างหนักหน่วงในทันที ความเจ็บปวดที่ได้รับทำให้นางหลั่งน้ำตาออกมาเพียงแต่ความเจ็บปวดที่แผ่นหลังเจ็บปวดได้ไม่เท่าความเจ็บปวดที่บาดลึกในจิตใจของนางเลย
“หลี่เฟยหลงท่านมันไม่ใช่คน” คำพูดของนางทำให้เขาจ้องมองนางอีกครั้งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชา
“โบยตีนางให้ตายไปเลยก็แล้วกัน นางจะได้รู้ว่าการกล้าต่อปากต่อคำกับข้าผลลัพธ์มันจะเป็นเช่นไร”
“หลี่เฟยหลง หากชาติหน้ามีจริงข้าคนนี้จะทำให้ท่านได้ลิ้มรสชาติของความผิดหวัง ความพ่ายแพ้และความสิ้นหวังด้วยตนเอง” คำพูดของซูถังโหรวทำให้หลี่เฟยหลงหัวเราะเยาะออกมาในทันที
“เช่นนั้นก็จงหาทางกลับมาเกิดใหม่ให้ได้ก็แล้วกัน” นี่คือคำพูดสุดท้ายที่หลี่เฟยหลงพูดกับนางก่อนที่นางจะต้องจบชีวิตลงด้วยทนพิษบาดแผลจากการถูกโบยตีไม่ไหว
“พระชายาเพคะ พ่อบ้านใหญ่มาแล้วเจ้าค่ะ” เสียงเตือนของเฝยชุ่ยทำให้ซูถังโหรวพลันได้สติขึ้นมาในทันที
“ให้เขาเข้ามา” นางเอ่ยพลางจ้องมองพ่อบ้านใหญ่ที่กำลังเดินเข้ามาด้วยสายตาเย็นชา อย่างน้อยก่อนที่นางจะจัดการกับหลี่เฟยหลง นางจะต้องจัดการคนของจวนอ๋องให้ได้ก่อน ที่สำคัญก็คือหลี่เฉิงอันผู้เป็นสวามีของนาง หากเขายังคงละเลยนางอยู่เช่นนี้แล้วนางจะเอาอำนาจมาจากไหนไปจัดการกับหลี่เฟยหลงที่ในยามนี้กำลังดำรงตำแหน่งองค์ไท่จื่อแห่งแคว้นฉีได้กันเล่า
ควบคุมคน
พ่อบ้านใหญ่หยางเหิงคือคนที่ไทเฮาทรงประทานมาให้หลี่เฉิงอันโดยเฉพาะ ในชาติก่อนกว่าที่ซูถังโหรวจะกำราบเขาได้ต้องใช้ระยะเวลานานหลายเดือนทีเดียว แต่ชาตินี้นางไม่คิดจะเสียเวลานั่งซื้อใจผู้ใดอีกแล้ว ในเมื่อชาติก่อนนางเคยกุมความลับของเขาเอาไว้ชาตินี้นางก็จะใช้ความลับที่เคยล่วงรู้ให้เป็นประโยชน์
“นี่นับเป็นครั้งแรกที่ท่านยอมเข้ามาพบข้ากระมัง” ซูถังโหรวเอ่ยพลางจ้องมองเขาด้วยความเย็นชา เฝยชุ่ยที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านข้างได้แต่ก้มหน้าเพื่อเก็บงำสีหน้าของตน
สำหรับเฝยชุ่ยแล้วตอนนี้พระชายาที่นางเคยรับใช้ได้เปลี่ยนจากเด็กสาวที่เอาแต่ทำสีหน้าอมทุกข์ตลอดเวลากลายมาเป็นสตรีที่พร้อมจะระเบิดอารมณ์ร้ายๆ ออกมาได้ทุกเมื่อแล้ว ส่วนพ่อบ้านใหญ่ก็คือคนที่มีอำนาจสูงสุดในจวนแห่งนี้ หากคนทั้งสองปะทะกันสาวใช้ตัวเล็กๆ เช่นนางย่อมหนีไม่พ้นที่จะได้รับผลกระทบ คนหนึ่งคือเจ้านายตัวจริงที่ยังไม่มีอำนาจส่วนอีกคนคือข้ารับใช้ที่มีอำนาจในมืออย่างเต็มที่ หากนางอยากอยู่รอดทางที่ดีควรหนีให้ห่างเหตุการณ์ปะทะในครั้งนี้ น่าเสียดายที่ไม่มีหนทางใดให้นางสามารถหนีไปจากที่นี่ได้เลย
“ทูลพระชายา หลังจากเสร็จสิ้นพิธีสมรสกระหม่อมก็ต้องคอยดูแลการจัดเก็บข้าวของและตรวจนับข้าวของให้เป็นระเบียบ ต้องขออภัยที่ไม่สามารถปลีกเวลามาคารวะพระชายาได้เลย” คำพูดของหยางเหิงทำให้ซูถังโหรวยิ้มออกมาอย่างเย็นชา
“ในเมื่อเจ้าตรวจนับข้าวของจนไม่มีเวลาที่จะมาคารวะข้า เช่นนั้นข้าคงจะต้องเข้าวังไปกราบทูลไทเฮาแล้วว่าพระนางควรจะต้องส่งใครสักคนมาช่วยท่านตรวจนับข้าวของในคลัง อืม ข้าควรจะขอตัวฮุ่ยหมัวมัวมาดีหรือไม่ ข้ากับนางถือว่ามีความสนิทสนมกันอยู่มิใช่น้อย นางคงยินดีที่จะได้มาช่วยข้าดูแลจวนแห่งนี้” เมื่อซูถังโหรวเอ่ยถึงฮุ่ยหมัวมัวสีหน้าของหยางเหิงก็พลันซีดเซียวในทันที
สตรีผู้นี้เคยเกือบจะได้แต่งานกับเขาแต่เพราะในอดีตมีเรื่องบาดหมางกันนางจึงได้ขอติดตามไทเฮาซึ่งในยามนั้นยังดำรงตำแหน่งเป็นฮองเฮาเข้าวังไปเป็นนางในแล้วยกเลิกการแต่งงานกับเขา ตั้งแต่นั้นมานางก็ตั้งตนเป็นศัตรูต่อเขาทั้งต่อหน้าและลับหลัง หากนางมาช่วยตรวจนับทรัพย์สินที่นี่ย่อมจะต้องหาเรื่องจับผิดเขาได้เป็นแน่
“กราบทูลพระชายา เรื่องตรวจนับทรัพย์สินกระหม่อมทำใกล้เสร็จแล้วไม่ต้องลำบากให้พระชายาไปกราบทูลองค์ไทเฮาหรอกพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อหยางเหิงเอ่ยเช่นนี้ซูถังโหรวก็พยักหน้า
“นั่นสินะ อืม ช่วงนี้ท่านยังคงแวะเวียนไปที่หอสุ่ยเซียงอยู่อีกหรือไม่ แม่นางเหมยฮัวคงจะงดงามมากสินะท่านจึงได้ใช้จ่ายไปกับนางมากมายเสียยิ่งกว่าที่พี่ชายของข้าทุ่มเทเสียอีก” คำพูดประโยคนี้ของซูถังโหรวทำให้หยางเหิงมีสีหน้าซีดเซียวเสียยิ่งกว่าเมื่อครู่ สีหน้าและแววตาของซูถังโหรวกำลังบอกให้เขารู้ว่านางล่วงรู้เรื่องที่เขายักยอกทรัพย์สินในจวนอ๋องไปให้หญิงคณิกาผู้มีนามว่าเหมยฮัวแล้ว
“น่าเสียดายที่ท่านอ๋องคงจะไม่สนใจเรื่องยิบย่อยภายในจวนเท่าใดนัก แต่หากองค์ไทเฮาทรงทราบเรื่องนี้แม้แต่ชีวิตท่านก็คงจะรักษาเอาไว้ไม่ได้แน่” ซูถังโหรวพูดพลางจ้องมองหยางเหิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความข่มขู่ ท่าทีของนางกำลังบอกกับเขาว่าหากว่าเขาไม่ยอมลงให้นาง นางจะต้องทำลายชีวิตของเขาอย่างแน่นอน
“กราบทูลพระชายาทรัพย์สินที่กระหม่อมนำไปมอบให้แก่เหมยฮัวล้วนเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของกระหม่อม กระหม่อมไม่เคยแตะต้องทรัพย์สินของจวนอ๋องแม้แต่น้อย” หยางเหิงเอ่ยพลางคุกเข่าลงตรงหน้านาง
“เรื่องนี้หากลงมือตรวจสอบอย่างจริงจังก็พบแล้วว่าเจ้ายักยอกหรือไม่” คำพูดของซูถังโหรวทำให้หยางเหิงอับจนถ้อยคำของตนเอง
“แต่เจ้าวางใจเถิด หากเจ้ายอมทำงานรับใช้ข้าแต่โดยดี ข้าย่อมจะยอมหลับหูหลับตาลืมเลือนความผิดที่เจ้าเคยกระทำลงไป แต่หลังจากนี้หากเจ้ากล้าละเลยข้าอีกและยังกล้ายักยอกทรัพย์สินภายใต้การดูแลของข้าอีกเจ้ากับข้าเป็นได้เห็นดีกันแน่ เจ้าอย่าคิดว่าข้าคนนี้ไม่มีอำนาจจะจัดการเจ้า แม้ว่าท่านอ๋องจะไม่สนใจไยดีข้าแต่อย่าได้ลืมว่าข้าคือคนที่เข้าออกตำหนักคังหนิงมาตั้งแต่เด็ก ความโปรดปรานที่องค์ไทเฮาทรงมีต่อข้าย่อมจะไม่ธรรมดา หากข้าเอ่ยแค่คำเดียวเจ้าและคนของเจ้าทั้งหมดได้ระเห็จออกไปจากจวนอ๋องแน่ อีกทั้งจะได้จากไปทั้งที่ยังมีชีวิตหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับข้าเพียงเท่านั้น” คำพูดประโยคนี้ของซูถังโหรวทำให้หยางเหิงรีบโขกศีรษะขอความเมตตาจากนางในทันที
“ขอพระชายาทรงอภัยให้กระหม่อมด้วย หลังจากนี้กระหม่อมจะไม่กล้าล่วงเกินพระชายาอีกแล้ว เรื่องยักยอกกระหม่อมก็จะไม่กล้าทำเช่นเดียวกัน ขอพระชายาได้โปรดเมตตาให้อภัยกระหม่อมด้วยเถิด” ซูถังโหรวจ้องมองหยางเหิงโขกศีรษะด้วยสายตาเย็นชา จวบจนสังเกตเห็นแล้วว่าเขาหวาดกลัวนางแล้วจริงๆ นางจึงโบกมือให้เขาลุกขึ้น
“ในเมื่อรับรู้ถึงความผิดของตนเองแล้วก็จงกลับไปทบทวนให้ดีว่าเจ้าควรจะทำเช่นไร ข้าคนนี้ไม่ใช่คนไร้น้ำใจย่อมจะมอบโอกาสให้เจ้าได้แก้ตัวอยู่แล้ว” เมื่อนางเอ่ยเช่นนี้หยางเหิงก็รีบโขกศีรษะอีกครั้งด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยการสำนึกผิด
“ขอบพระทัยพระชายา ขอบพระทัยพระชายาพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อเขามีท่าทีสำนึกผิดแล้วนางก็ไม่อยากจะเสวนากับเขาให้นานนัก คนเช่นนี้ของเพียงกำจุดอ่อนของเขาเอาไว้นางก็สามารถควบคุมเขาได้แล้ว
“อะไรที่ควรจะทำเจ้าก็จงไปจัดการเสียให้เรียบร้อย อ้อ สำหรับบ่าวไพร่ที่ปากมากกล้าพูดจาล่วงเกินข้าก็โบยตีให้หลาบจำแล้วขายออกไปเสีย หากข้าได้ยินผู้ใดกล้าพูดจาล่วงเกินข้าอีก คนที่ข้าจะลงโทษก็คือเจ้า” คำพูดของซูถังโหรวเต็มไปด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด หยางเหิงรีบรับคำในทันที
“กระหม่อมจะจัดการให้เรียบร้อยขอพระชายาได้โปรดวางพระทัย” เมื่อหยางเหิงออกไปแล้วภายในจวนก็เกิดการเปลี่ยนแปลงและปรับเปลี่ยนอย่างกะทันหัน
สาวใช้หลายนางถูกส่งตัวเข้ามาคอยปรนนิบัติที่เรือนหลักของซูถังโหรว ทำให้ซูถังโหรวได้เห็นความสามารถและความรวดเร็วในการจัดการของหยางเหิงอีกครั้ง คนผู้นี้ถ้ากำราบได้แล้วก็จะกลายเป็นข้ารับใช้ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมคนหนึ่ง
เพียงแต่ต้องคอยติดตามดูแลความประพฤติอย่างใกล้ชิด หากเคยยักยอกครั้งหนึ่งแล้วย่อมจะต้องมีครั้งที่สองและครั้งที่สามตามมาอย่างแน่นอน เพียงแต่เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในความสนใจของนางเพราะถึงอย่างไรสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือสามีผู้นั้นของนางต่างหาก ในใจก็ได้แต่คิดว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถทำให้เขาหันมาสนใจไยดีนางได้…
ตักเตือน
หลังจากที่ซูถังโหรวกำราบหยางเหิงได้แล้ว ผู้คนภายในจวนอ๋องก็ล้วนยินยอมศิโรราบต่อนาง ไม่มีผู้ใดกล้าพูดถึงเรื่องที่สามีของนางไม่ยอมกลับมาร่วมหอกับนางอีกแล้ว เพียงแต่แม้ว่าจะไม่มีคนพูดถึงเรื่องนี้แต่ก็ยังมีข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องของนางอยู่ดี ซูถังเยี่ยนผู้เป็นพี่ชายของนางจึงไม่คิดจะอยู่เฉย เขาเดินทางมาขอเข้าพบนางจนถึงจวนอ๋องเลยทีเดียว
“ข้าคิดเอาไว้อยู่แล้วเชียวว่าคนที่สุดแสนจะเย็นชาอย่างเช่นฉู่อ๋องมีหรือที่จะดูแลเจ้าได้ แค่ให้เกียรติและใส่ใจเจ้าในฐานะพระชายาก็ยังไม่ทำเลย โหรวเอ๋อของพี่หลังจากวันนี้ไปเจ้าจะทำเช่นไร” คำพูดของพี่ชายทำให้ซูถังโหรวทอดถอนใจออกมา
“ข้าก็ยังอยู่ดีมีสุขมิใช่หรือ อย่างน้อยในฐานะพระชายาของฉู่อ๋องก็ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินและเหยียบย่ำข้า” ซูถังโหรวเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บช้ำเมื่อคิดถึงชาติที่แล้วของตนเองที่เคยต้องทนอยู่อย่างไร้ซึ่งไร้ฐานะและถูกผู้คนดูหมิ่นและดูแคลนในตำหนักใน
ในชาติก่อนนางเคยคิดว่าการที่หลี่เฉิงอันละเลยนางทำเหมือนกับว่านางไร้ซึ่งตัวตนในจวนอ๋องเช่นนี้คือการเหยียดหยามและไม่ให้เกียรตินางอย่างเต็มที่แล้ว แต่สิ่งที่หลี่เฟยหลงทำกับนางกลับเป็นการเหยียบย่ำและทำลายศักดิ์ศรีของนางมากยิ่งกว่า และสิ่งที่น่าชิงชังมากที่สุดก็คือตัวของนางเอง ที่โง่เขลาหลงคิดว่าการที่นางเขียนหนังสือขอหย่าขาดแบบลับๆ กับหลี่เฉิงอันแล้วไปเป็นสตรีของหลี่เฟยหลงโดยไม่มีผู้อื่นรับรู้คือเรื่องที่ตนเองทำถูกต้องแล้ว
“โหรวเอ๋อ องค์ไท่จื่อมาสอบถามข่าวคราวของเจ้าทุกวัน วันนี้เขายังสอบถามข้าว่าหากเขาอยากจะพบกับเจ้า เจ้ายังยินดีที่จะพบกับเขาหรือไม่” คำพูดประโยคนี้ของพี่ชายทำให้ซูถังโหรวแค่นหัวเราะออกมาในทันที ชาติก่อนก็เป็นเช่นนี้หลี่เฟยหลงหลอกใช้พี่ชายของนางให้เป็นคนกลางที่คอยสานความสัมพันธ์ระหว่างเขาและนาง
“เขาคงอยากจะให้ข้าถูกสามีทอดทิ้งเร็วๆ สินะ จึงได้ตั้งใจให้ท่านพี่มาพูดกับข้าเช่นนี้ กลับไปบอกเขาว่ายามนี้ข้าแต่งงานแล้วอีกทั้งยังมีฐานะเป็นถึงอาสะใภ้ของเขาด้วย หากเขาอยากจะมาคารวะเยี่ยมเยียนข้าอย่างเปิดเผยก็ย่อมได้ แต่เรื่องลักลอบพบกันต้องขออภัยด้วยข้าไม่คิดจะทำลายชีวิตของตนเองเพื่อให้ได้พบเขาหรอก” คำพูดของซูถังโหรวทำให้ซูถังเยี่ยนชะงักงันไปในทันที
“เจ้าก็รู้ว่าองค์ไท่จื่อปักพระทัยรักมั่นในตัวเจ้า แล้วเหตุใดเจ้าจึงได้พูดจาตัดรอนออกมาเช่นนี้เล่า น้องรักนี่เจ้าตัดใจได้แล้วจริงๆ หรือ” คำถามของพี่ชายทำให้ซูถังโหรวจ้องมองเขาอีกครั้ง ยามนี้พวกเขาสองพี่น้องพูดคุยกันตามลำพังในศาลารับลมของจวน คนที่ไม่เกี่ยวข้องล้วนถูกซูถังโหรวไล่ออกไปแล้วเพื่อความเป็นส่วนตัวของพวกนางสองพี่น้อง
“พี่ใหญ่ องค์ไท่จื่อผู้นี้ท่านอย่าได้คบค้าสมาคมด้วยอีกเลย เรื่องเที่ยวเล่นตามบ่อนและหอคณิกาท่านก็ควรเลิกเสแสร้งแกล้งทำได้แล้ว เวลานี้สิ่งที่ต้องรีบทำมากที่สุดก็คือซื้อใจบรรดาผู้อาวุโสในสกุล ท่านก็เห็นแล้วมิใช่หรือว่าเป็นเพราะพวกเราไร้ซึ่งอำนาจอยู่ในมือจุดจบของข้าจึงได้เป็นเช่นนี้ หากท่านได้เป็นใหญ่มีหรือที่ข้าจะถูกผู้อื่นจับโยนไปโยนมาเช่นนี้” คำพูดของซูถังโหรวทำให้ซูถังเยี่ยนนิ่งงันไป
“พี่ใหญ่ ท่านพ่อของพวกเรามีอำนาจอยู่ในมือก็จริงแต่เขาไม่เคยคิดจะปกป้องข้าเลยสักนิด ท่านไม่รู้สึกสงสัยบ้างเลยหรือว่าทำไมคนที่เคยถูกกำหนดให้หมั้นหมายกับองค์ไท่จื่อมาตั้งแต่เด็กเช่นข้าต้องมาแต่งเข้าจวนอ๋องเช่นนี้ ส่วนคนที่กำลังจะได้แต่งเข้าตำหนักบูรพากลับเป็นมี่เอ๋อ” คำพูดของซูถังโหรวทำให้ซูถังเยี่ยนส่ายหน้า
“ไม่กระมัง! ท่านพ่อไม่มีทางเห็นมี่เอ๋อดีกว่าเจ้า อีกทั้งสาเหตุที่เจ้าแต่งเข้าจวนอ๋องแห่งนี้ไม่ใช่เพราะท่านพ่อคิดจะสนับสนุนฉู่อ๋องหรอกหรือ” คำพูดประโยคนี้ของพี่ชายทำให้ซูถังโหรวจ้องมองพี่ชายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเข้มงวดขึ้นมาในทันที
“เหตุใดพี่ใหญ่จึงได้คิดเช่นนี้ อย่าได้ปฏิเสธเชียวนะ! ท่านไม่เคยสนใจเรื่องการแย่งชิงราชบัลลังก์มาก่อน แล้วคนที่พูดเรื่องนี้กับท่านคือผู้ใด” สีหน้าและแววตาของน้องสาวทำให้ซูถังเยี่ยนไม่กล้าพูดปดเข้าจ้องมองน้องสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสารอีกครั้งแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ
“เป็นองค์ไท่จื่อที่ทรงเอ่ยถึงเรื่องนี้กับข้า พระองค์ทรงเสียพระทัยในเรื่องนี้มากและบอกกับข้าว่าหากวันหน้าองค์ไท่จื่อทรงได้ครอบครองราชบัลลังก์ได้ องค์ไท่จื่อก็จะทรงหาหนทางทวงคืนเจ้ากลับไปเป็นของพระองค์” คำพูดของพี่ชายทำให้ซูถังโหรวจ้องมองพี่ชายด้วยสีหน้าที่คาดไม่ถึงในทันที
“เขาพูดเช่นนี้กับท่านหรือ”
“เขาบอกกับข้าว่ามี่เอ๋อจะเป็นได้แค่ชายารองของเขาเพียงเท่านั้น ส่วนตำแหน่งพระชายาเอกมีเพียงเจ้าเท่านั้นที่จะได้ครอบครอง” คำพูดประโยคนี้ของพี่ชายทำให้ซูถังโหรวหลั่งน้ำตาออกมาในทันที
“คำพูดเช่นนี้ท่านก็เชื่อหรือ ข้าที่เป็นภรรยาของผู้อื่นแล้วจะสามารถเป็นพระชายาเอกของเขาได้อย่างไร” แม้ว่าจะเอ่ยเช่นนี้แต่ในชาติที่แล้วนางก็เคยเชื่อคำพูดของหลี่เฟยหลงจริงๆ
แค่เพียงหลี่เฟยหลงพูดคำหวานและให้คำสัญญาที่เป็นเพียงแค่ลมปากเพียงเท่านั้น นางก็ยอมเสี่ยงตายเขียนหนังสือของหย่าขาดส่งไปให้หลี่เฉิงอันเสียแล้ว นางไม่เคยคิดเลยสักนิดว่าถ้าหากหลี่เฉิงอันถือโทษโกรธนางและลงมือกับนางโทษฐานที่นางกล้าทำเรื่องที่ขัดต่อราชโองการขึ้นมาหลี่เฟยหลงจะกล้ายื่นมือมาช่วยเหลือนางหรือไม่
ในยามนั้นนางหูหนวกตาบอดมองไม่เห็นสิ่งใดเลย มองไม่เห็นแม้กระทั่งสองอาหลานกำลังมีเรื่องขัดแย้งกันอยู่ด้วยเรื่องราชบัลลังก์ สิ่งเดียวที่นางคิดในยามนั้นก็คือคำว่ารักที่หลี่เฟยหลงใช้หลอกลวงนาง ทำให้นางได้ลงมือทำเรื่องที่ทำร้ายตนเองลงไปโดยไม่รู้ตัวเลยสักนิด กว่าจะรู้ตัวก็เป็นตอนที่นางไม่มีหนทางให้หวนคืนกลับมาได้แล้ว มีเพียงความตายเพียงเท่านั้นที่จะทำให้นางหลุดพ้นจากคนชั่วช้าอย่างหลี่เฟยหลง
"ท่านพี่ท่านอย่าได้หลงเชื่อคำพูดขององค์ไท่จื่อ ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่สามารถทำเรื่องที่ขัดต่อราชโองการได้ และคนเช่นเขาไม่มีทางที่จะรักข้าจากใจจริง คำพูดเหล่านั้นล้วนหลอกลวงพวกเราแทบจะทั้งสิ้น" ซูถังโหรวเอ่ยกับพี่ชายของตนตามตรง ตอนนี้สิ่งที่นางคิดได้ก็คือพยายามแยกพี่ชายของตนให้ถอยห่างจากคนอย่างหลี่เฟยหลง คนผู้นั้นสามารถทำทุกวิถีทางเพื่อต้องการเอาชนะ นางไม่ต้องการให้ตนเองและพี่ชายกลายเป็นเครื่องมือของเขาอีกแล้วในชาตินี้