โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

‘พี่ทอย กรชนก’ จากนักศึกษาสายดนตรี กอบกู้ธุรกิจครอบครัว สู่ผู้ผลิตตุ๊กตามูมินลิขสิทธิ์แท้เจ้าเดียวในไทย

Dek-D.com

อัพเดต 17 ก.ย 2566 เวลา 05.35 น. • เผยแพร่ 29 ส.ค. 2566 เวลา 07.26 น. • DEK-D.com
เปิดตัว! 'พี่ทอย Codec Creation' ผู้ผลิตตุ๊กตามูมินลิขสิทธิ์แท้เจ้าเดียวในไทย

‘พี่ทอย กรชนก’ จากเด็กเอกดนตรี กอบกู้ธุรกิจครอบครัว สู่ผู้ผลิตตุ๊กตามูมินลิขสิทธิ์แท้เจ้าเดียวในไทย

เชื่อว่าน้องๆ หลายคนคงจะเคยเห็น‘ตุ๊กตามูมิน’วางขายตามห้างสรรพสินค้ากันใช่มั้ยคะ แต่จะมีใครรู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังการผลิตแท้จริงแล้ว คือ ‘พี่ทอย - กรชนก ตรีวิทยานุรักษ์’ เจ้าของบริษัท Codec Creationที่เข้ามากอบกู้ธุรกิจของครอบครัวตั้งแต่ยังเรียนอยู่ปี 3ด้วยการซื้อลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ที่หลายคนชื่นชอบมาผลิตเป็นตุ๊กตา ในวันนี้คอลัมน์ The Success : การเรียนรู้สู่ความสำเร็จ ของ Dek-Dจะมาบอกเล่า ช่วงชีวิตในวัยเรียน รวมถึงจุดพลิกฝันที่ทำให้พี่ทอยยอมทิ้งทุนเรียนต่อดนตรีที่อเมริกา เพื่อมาสานต่อธุรกิจต่อจากครอบครัว

วัยเด็กของพี่ทอย เน้นเล่น (ดนตรี) ไม่เน้นเรียน

พี่ทอยเกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่ทำธุรกิจรับผลิตตุ๊กตามาโดยตลอด ซึ่งคุณแม่ก็มักจะพาลงไปคลุกคลี และดูขั้นตอนการทำงานของบริษัทอยู่เสมอ เพราะหวังอยากให้ลูกสาวมาสานต่อธุรกิจ แต่พี่ทอยไม่เคยมีความคิดที่อยากจะทำธุรกิจต่อจากครอบครัวเลย เพราะรู้สึกว่าไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองชอบ

ตั้งแต่อนุบาล จนถึง ม.3 พี่ทอยเรียนอยู่ที่ โรงเรียนเซนต์ฟรัง ซีสซาเวียร์ คอนแวนต์ (St. Francis Xavier Convent)ประมาณ ม.ต้น ได้มีโอกาสเรียนดนตรี ซึ่งเครื่องดนตรีที่เลือกเล่น คือ ไวโอลินช่วงนั้นเป็นช่วงที่พี่ทอยเล่นดนตรีอย่างเดียว แทบจะไม่เรียนหนังสือเลยด้วยซ้ำ จนได้ค้นพบว่า เส้นทางการเป็นนักดนตรี นี่แหละที่จะเลือกไปต่อ ซึ่งตอน ม.3 พี่ทอยเริ่มรู้สึกว่าเป็นแค่เด็กที่เล่นไวโอลินในโรงเรียนเฉยๆ มันไม่พอ อยากเก่งและมีทักษะด้านดนตรีมากกว่านี้ ตอน ม.ปลาย จึงตัดสินใจเลือกเรียนเกี่ยวกับสายดนตรีโดยเฉพาะเพื่อสานต่อความตั้งใจของตัวเอง

หลงรักการเล่นไวโอลิน จนเลือกเรียนต่อด้านนี้โดยเฉพาะ

สำหรับ ม.ปลาย พี่ทอยเลือกเรียนที่ Pre College (Young Artist Music Program: YAMP) ที่มหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งเป็นหลักสูตรเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีพื้นฐานความรู้ด้านทฤษฎีดนตรีและการปฏิบัติดนตรีเพื่อการศึกษาต่อในสาขาวิชาดนตรีในระดับอุดมศึกษา และการประกอบอาชีพดนตรีในอนาคต และแน่นอนว่าเมื่อต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยพี่ทอยก็ยังเลือกเรียนต่อสายดนตรีเหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเติม คือ เลือกสอบเข้าที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาดุริยางคศิลป์ตะวันตก ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งการสอบเข้าจะใช้คะแนนการสอบปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่โดยสาขานี้จะได้เรียนดนตรีคลาสสิกทั้งหมด และแบ่งเอกไปตามเครื่องเอก นั่นหมายความว่า สอบเครื่องดนตรีชิ้นไหนเข้ามาก็จะได้เรียนเครื่องนั้นต่อไปในคณะนั่นเอง

หลายคนคงสงสัยว่าทำไมถึงไม่เรียนต่อที่เดิม เพราะที่ดุริยางคศิลป์ของมหิดลส่วนใหญ่จะเน้นเรียนด้านดนตรีอย่างเดียว ซึ่งต่างจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ของจุฬาฯ ที่จะมีความหลากหลายมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น การเต้น การรำ หรือการออกแบบทัศนศิลป์ ซึ่งเหตุผลที่ทำให้พี่ทอยเลือกเรียนที่จุฬาฯ เพราะว่าอยากมีเพื่อนในสายงานอื่นๆ ที่กว้างขวางกว่านี้ ไม่ใช่แค่นักดนตรีอย่างเดียวเนื่องจากช่วง ม.6 เริ่มรู้ตัวแล้วว่า เส้นทางนักดนตรีอาจไม่ตอบโจทย์กับการทำงานในอนาคต แต่ยังไม่อยากทิ้งความฝันวัยเด็กของตัวเองไป จึงเลือกเรียนต่อในด้านนี้อยู่

พี่ทอยเรียนรู้และคลุกคลีอยู่กับเสียงดนตรีมาตลอด 7 ปีเต็ม บางคนอาจจะมองว่า เรียนดนตรีดูน่าสนุก และมีความสุข ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ได้สนุกแบบที่ใครหลายคนคิด เพราะนักดนตรีทุกคนมีตารางการซ้อมที่โหดมากเด็กที่เรียนสายอื่นๆ อาจจะมีช่วงเวลานั่งเรียน หรืออ่านหนังสือกันวันละ 7-8 ชั่วโมง แต่เด็กสายดนตรีต้องซ้อมกันวันละ 8-10 ชั่วโมง เรียกได้ว่า เวลาในแต่ละวันส่วนใหญ่หมดไปกับการซ้อมเพราะถ้าหากไม่ซ้อมเลยก็จะไม่สามารถเป็นนักดนตรีมืออาชีพได้ ที่สำคัญการเรียนดนตรีมักจะได้เรียนตัวต่อตัวกับอาจารย์ ดังนั้น การแข่งขันก็จะค่อนข้างสูงมากเพราะถ้าฝีมือของเราไม่เก่งมากพอก็อาจจะไม่ได้เรียนกับอาจารย์ที่มีความสามารถมากที่สุดนั่นเอง

คุณแม่ป่วยจึงต้องเข้ามาสานต่อธุรกิจของครอบครัว

แม้ว่าในวัยเด็กจะมีโอกาสได้ติดตามคุณแม่ไปทำงาน รวมถึงเห็นการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจมาโดยตลอด แต่พี่ทอยก็ไม่มีความคิดที่อยากจะทำธุรกิจต่อจากที่บ้านเลย จนเมื่อได้เรียนดนตรี ตอนช่วงปี 3 ความคิดก็เริ่มเปลี่ยนไปพี่ทอยยังคงชอบดนตรีเหมือนเดิม แต่อาชีพนักดนตรีนั้นไม่อาจสร้างรายได้มากพอเหมือนที่แม่หาเลี้ยงตัวเองได้และยิ่งเป็นนักดนตรีคลาสสิก โอกาสในการทำงานก็ยิ่งน้อยกว่านักดนตรีแนวเพลงอื่นๆ มาก

พี่ทอยมองว่า การเป็นนักดนตรีมืออาชีพคนอื่นอาจจะทำได้ เนื่องจากวงการดนตรีก็เริ่มเติบโตขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนแล้ว แต่สำหรับพี่ทอยคงเป็นไม่ได้เพราะมีเงื่อนไขและภาระในชีวิตเยอะมาก จึงไม่สามารถหาเงินจากการเป็นแค่นักดนตรีแล้วหล่อเลี้ยงคนในครอบครัว หรือว่าพนักงานทุกคนได้แน่นอน ประกอบกับเป็นช่วงที่คุณแม่มีอาการป่วยที่เกิดจากการทำงานหนักมาตลอดหลายปีจึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฉุกคิดได้ว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องทำอะไรสักอย่าง พี่ทอยตัดสินใจยอมทิ้งทุนเรียนต่อด้านดนตรีที่อเมริกา และเริ่มเข้ามาดูแลธุรกิจตุ๊กตาต่อจากครอบครัวซึ่งตอนนั้นอายุประมาณ 20 ปี เท่านั้นเอง

ที่มาของธุรกิจผลิตตุ๊กตา

เดิมทีธุรกิจของครอบครัว เริ่มจากขายการ์ดดินปั้นที่ได้กำไรเพียงชิ้นละ 2-3 บาท แต่ว่าใช้เวลาทำนานมากซึ่งไม่คุ้มค่ากับแรงที่เสียไป จึงเปลี่ยนมาขายตุ๊กตาที่รับมาจากสำเพ็งนำมาผูกโบว์ ติดปีกนางฟ้าให้น่ารัก แล้วไปเสนอขายที่ LOFT ซึ่งขายได้กำไรดีมาก แต่ทำไปได้สักพักก็ต้องหยุดเพราะมีคนเลียนแบบ คุณแม่จึงตัดสินใจว่าจะผลิตตุ๊กตาด้วยตัวเองโดยพยายามหาโรงงานผลิตตุ๊กตาในไทย จนได้มาเจอกับพาร์ตเนอร์ชาวเกาหลีที่ทำงานด้วยกันมาจนถึงปัจจุบัน

ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาก็เริ่มทำแบรนด์ ‘LUSCINIA’ โดยจ้างดีไซเนอร์คนไทยมาออกแบบตุ๊กตา และผลิตเองเป็นตุ๊กตาหมี หมู หมา หรือตุ๊กตาตามเทศกาลต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าขายดีมาก นอกจากจะผลิตตุ๊กตาขายเองแล้วก็ยังทำ OEM (Origianl Equipment Manufacturer)เป็นการรับผลิตสินค้าให้กับบริษัทอื่นๆ ที่จะนำไปขายในแบรนด์ของตัวเองด้วย แต่แบรนด์ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางอยู่ดี

พี่ทอยเคยถามคุณแม่ว่า ทำไมไม่ลองผลิตตุ๊กตาลิขสิทธิ์ดูบ้าง เพราะคุณภาพงานแต่ละชิ้นของบริษัทก็ไม่แพ้ที่ไหนเลย ซึ่งคุณแม่ก็ให้คำตอบว่าเคยมีเจ้าของลิขสิทธิ์ติดต่อมา แต่เลือกไม่ทำ เพราะขั้นตอนการทำงานค่อนข้างเยอะและซับซ้อน กว่าทุกอย่างจะลงตัวมันใช้เวลานานมากแต่เมื่อพี่ทอยเข้ามาสานต่อธุรกิจก็ได้พลิกโฉมธุรกิจบรรดาตุ๊กตาสัตว์ธรรมดาให้กลายเป็นธุรกิจตุ๊กตาคาแรกเตอร์ลิขสิทธิ์แท้จากทั่วโลกซึ่งคาแรกเตอร์แรกที่ซื้อลิขสิทธิ์มานั่นก็คือ‘มูมิน’

เนื่องจากพี่ทอยมีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่นบ่อย จึงมักจะเห็นคนส่วนใหญ่ใช้ของที่เป็นคาแรกเตอร์มูมินกัน ซึ่งพี่ทอยรู้สึกว่าคาแรกเตอร์นี้น่ารัก และน่าสนใจมากๆ จึงเริ่มศึกษาข้อมูล และประวัติของมูมินมากขึ้น พอศึกษาไปเรื่อยๆ ก็เริ่มชอบ และคิดว่าคนไทยก็น่าจะชอบเหมือนกัน จึงตัดสินใจหาข้อมูลว่าใครดูแลลิขสิทธิ์มูมินในประเทศไทย และทำการติดต่อไป

ขั้นตอนการซื้อลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์มาทำตุ๊กตา

คาแรกเตอร์แต่ละตัวจะมีทีมตัวแทนที่ดูแลลิขสิทธิ์ในแต่ละประเทศ ประเทศละ 1 บริษัท โดยเขาจะมีหน้าที่ให้สิทธิ์การผลิตสินค้าต่างๆ แก่บริษัท เมื่อมีคาแรกเตอร์ในใจแล้วว่าอยากผลิตสินค้าอะไรก็เริ่มทำการติดต่อเจ้าของลิขสิทธิ์ไป ยื่นข้อมูลโปรไฟล์บริษัทว่า เราคือใคร ทำสินค้าอะไร มีแหล่งการขายที่ไหน เคยทำอะไรมาบ้าง เพื่อให้เขาพิจารณาว่าเราเหมาะสมจะทำงานของเขาหรือเปล่า นอกจากนี้ ต้องทำ Sale forecast ซึ่งเป็นการคาดคะเนยอดขายสินค้าว่าแต่ละเดือนจะทำยอดขายได้เท่าไหร่ และจะให้เจ้าของลิขสิทธิ์กี่เปอร์เซ็นต์ เมื่อทางบริษัทเห็นว่าเราเหมาะสม และจ่ายค่าลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลังจากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการออกแบบและส่งตรวจซึ่งพี่ทอยเล่าว่า เป็นขั้นตอนที่ปวดหัวสุดๆ เพราะต้องออกแบบงาน 2D และ 3D ให้ทีมดีไซเนอร์ของเขาดูว่า ชิ้นงานจะออกมาเป็นแบบไหน รูปร่างหน้าตาคาแรกเตอร์เป็นยังไง ทำกี่สี กี่ขนาด หลังจากนั้นก็เริ่มขึ้นตัวอย่างส่งให้ทีมต่างประเทศตรวจ ต้องทำแบบนี้วนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะผ่านเมื่อผ่านแล้วก็นำมาผลิตเป็นสินค้าวางขาย ซึ่งกว่าคาแรกเตอร์แต่ละตัวจะถูกผลิตออกมาเป็นสินค้าให้เราได้เลือกซื้อกัน ต้องถูกแก้มาแล้วมากกว่า 20 ครั้ง

นอกเหนือจากตัวสินค้าแล้ว กราฟิก หรือวิดีโอต่างๆ ที่ใช้ในการโปรโมตสินค้าก็ต้องถูกส่งให้ทางทีมดูแลลิขสิทธิ์ตรวจสอบด้วยเช่นกัน แต่จะไม่เข้มงวดเท่าตัวสินค้า เพราะทางทีมงานให้ความยืดหยุ่นในการทำงานกับส่วนนี้พอสมควร

สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกคาแรกเตอร์แต่ละตัว พี่ทอยเลือกทุกอย่างจากความชอบของตัวเองทั้งหมดเพราะโดยปกติแล้วพี่ทอยเป็นคนที่ชอบอ่านเรื่องราว และเก็บสะสมสิ่งของที่เป็นคาแรกเตอร์ต่างๆ อยู่แล้ว ส่วนใหญ่ตัวที่เลือกจะค่อนข้างเฉพาะกลุ่มมาก เป็นตัวที่คนไม่ค่อยรู้จักแต่พี่ทอยรู้สึกว่า ทุกคาแรกเตอร์มีเรื่องราวเป็นของตัวเอง ถ้าได้เอามาเล่าให้ทุกคนฟัง เชื่อว่าทุกคนน่าจะชอบมันเหมือนกับที่พี่ทอยชอบแน่นอน

เบื้องหน้าน่ารักนุ่มนิ่ม แต่เบื้องหลังกลับมีแต่อุปสรรค

ถึงแม้เบื้องหน้าของการขายตุ๊กตาจะดูน่ารักนุ่มนิ่ม แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยขวากหนามมากมาย หลังจากที่เปิดขายตุ๊กตามูมินอย่างเป็นทางการผลตอบรับจากลูกค้าเป็นไปในทิศทางที่ดีมาก ยอดขายเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นเท่าตัว พี่ทอยจึงต่อยอดด้วยการเปิด ‘คาเฟ่มูมิน’ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากญี่ปุ่น แต่การทำคาเฟ่ต้องใช้ต้นทุนค่อนข้างสูงมาก ทั้งค่าสร้างร้าน ค่าจ้างเชฟ ค่าเช่าที่ ฯลฯ ซึ่งตอนนั้นครอบครัวยังบริหารร้านอาหารไม่เป็น ทำให้งบประมาณค่อนข้างบานปลายขาดทุนไปมากกว่า 20 ล้านบาททนยื้อคาเฟ่มาได้ประมาณ 5 ปี ก็ต้องหยุดทำไป ซึ่งนับว่าเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับครอบครัวพี่ทอย

สิ่งที่แย่ไปกว่านั้นคือช่วงสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาด ซึ่งเป็นช่วงที่พี่ทอยเข้ามารับผิดชอบธุรกิจทั้งหมดของบ้านแบบเต็มตัว เพราะว่าเรียนจบพอดี พี่ทอยเล่าว่า ชีวิตช่วงนั้นแย่มาก เหมือนทุกอย่างตกลงไปอยู่ในจุดต่ำสุด ห้างสรรพสินค้าที่นำตุ๊กตาไปฝากขายถูกสั่งปิดทุกที่ ซึ่งเป็นแหล่งการขายทางเดียวที่สร้างรายได้ให้กับบริษัทเนื่องจากที่ผ่านมาคุณแม่ไม่เคยขายออนไลน์เลย ฝากขายหน้าร้านในห้างมาตลอด พอห้างถูกสั่งปิดรายได้หลักที่เคยได้รับมาตลอดก็กลายเป็นศูนย์ แต่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ยังคงเยอะมากเหมือนเดิมตอนนั้นพี่ทอยต้องใช้เงินเก็บทุกกองที่มีอยู่จ่ายเงินเดือนให้กับพนักงาน เพื่อให้บริษัทอยู่รอดต่อไป

ช่วงนั้นคนรอบตัวบอกกับพี่ทอยเสมอว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่ตอนนี้มันไม่จำเป็น ไม่มีใครต้องการสินค้าที่กินไม่ได้ เพราะ ณ เวลานั้นปากท้องคือสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่พี่ทอยมองว่า ทุกคนมีวันพิเศษเป็นของตัวเอง ยังไงของขวัญก็ยังสำคัญแค่ตอนนี้อาจจะยังไม่ใช่เวลาของเรา พี่ทอยเชื่อเสมอว่า การที่เราเป็นคนที่เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างแท้จริง สุดท้ายแล้วเราก็จะไม่มีทางตายจึงยอมกัดฟันสู้ และหาหนทางให้ธุรกิจตุ๊กตายังคงไปต่อได้ แม้จะต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ก็ตาม

ปั้นแบรนด์ Codec Creation สู่ตลาดออนไลน์

จากเดิมที่ไม่เคยมีการขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์มาก่อน แต่เมื่ออยู่ในจุดที่ต้องไปต่อให้ได้ พี่ทอยก็เริ่มปั้นแบรนด์ Codec Creation ให้เป็นที่รู้จักผ่านตลาดออนไลน์มากขึ้นด้วยการเปิดช่องทางการสั่งซื้อตามแพลตฟอร์มต่างๆ ไลฟ์ขายของ ส่งสินค้าให้อินฟลูเอนเซอร์รีวิว จัดโปรโมชั่นมีของแถมพิเศษ ประกอบกับเริ่มเปิดใจให้กับการทำวิดีโอลง TikTok บอกเล่าเรื่องราวของคาแรกเตอร์ต่างๆ แชร์ปัญหาการทำธุรกิจ รวมถึงเล่าเบื้องหลังการผลิตตุ๊กตาจนในที่สุดก็สามารถเปิดการมองเห็นให้กับแบรนด์ ลูกค้าเริ่มรู้จัก และเปิดใจให้กับสินค้ามากขึ้นเพราะเขาได้รับรู้ถึงมูลค่าสินค้าว่ากว่าจะได้ตุ๊กตา 1 ตัว ต้องผ่านขั้นตอนอะไรมาบ้าง การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การขายมาสู่ตลาดออนไลน์ในครั้งนี้ ทำให้ยอดขายดีขึ้นจากเดิม และยังได้กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย เช่น First Jobber ไปจนถึงอายุ 40 ปี รวมถึงลูกค้าชาวต่างชาติ

นอกเหนือจาก Codec Creation แล้ว ยังมีแบรนด์อื่นๆ ที่พี่ทอยดูแลด้วยเช่น ได้แก่ Luscinia, Present Tale, Cody Factory และ Be Mine Bear ซึ่งแต่ละแบรนด์จะขายคาแรกเตอร์ลิขสิทธิ์ที่แตกต่างกันออกไป แต่ที่เลือกแบรนด์ Codec Creation มาเป็นตัวหลักในการทำการตลาดเพราะชื่อนี้เปรียบเสมือนพื้นที่ที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้เต็มที่และสามารถถ่ายทอดตัวตนของพี่ทอยออกมาได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันพี่ทอยมีคาแรกเตอร์ที่อยู่ในความดูแลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Moomin, Mr.Men & Little Miss, LINE FRIENDS, Powerpuff Girls, Miffy, Looney Tunes, We Bare Bears, Jujutsu Kaisen, B.Duck, Spongebob และ Be Mine Bear (บริษัทออกแบบเอง) ซึ่งในเร็วๆ นี้ก็เตรียมคลอด Shin-chan, The Flintstones และผลงานที่ทำร่วมกับศิลปินคนไทยเพิ่มอีกด้วย

ทั้งนี้ แบรนด์ Codec Creation ไม่ได้มีแค่ตุ๊กตาอย่างเดียว พี่ทอยยังนำคาแรกเตอร์ต่างๆ มาทำสินค้าไลฟ์สไตล์รูปแบอื่นๆ อีกด้วยเช่น พวงกุญแจ, เสื้อผ้า, Griptok ติดโทรศัพท์, ผ้าห่ม และรองเท้าสลิปเปอร์ เพื่อให้ตอบโจทย์กับความต้องการและการใช้งานของลูกค้ามากขึ้นโดยปัจจุบันจะเน้นการขายออนไลน์เป็นหลัก แต่ยังคงมีการฝากขายหน้าร้านอยู่ตามห้างฯ อยู่บ้าง เช่น The Mall, Central, Siam Paragon, Emporium เพื่อให้ลูกค้าหาซื้อได้ง่าย และสามารถสัมผัสสินค้าจริงก่อนตัดสินใจซื้อ

แนวคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต และเป็นที่รู้จักมากขึ้น

แม้ว่าพี่ทอยจะเรียนจบด้านดนตรี และไม่มีความรู้ด้านการบริหารธุรกิจเลยก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ได้จากการเรียนดนตรีและถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการทำธุรกิจก็คือ การอดทนทำสิ่งเดิมซ้ำๆ ทุกวัน แบบไม่หยุดหย่อน เปลี่ยนจากการซ้อมไวโอลินทุกวัน วันละหลายชั่วโมง มาเป็นการโปรโมตสินค้าทุกวัน เพื่อให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะล้มเลิก หรือเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นแล้ว แต่พี่ทอยเชื่อว่า การที่เรายืนอยู่ที่เดิม พูดสิ่งเดิม และพูดนานมากพอจะมีคนหันมาฟังเราในที่สุด

ทั้งยังต้องเปลี่ยนแปลงและปรับตัวอยู่ตลอดเวลาไม่ยึดติดกับสิ่งเดิม มีเทรนด์อะไรใหม่ๆ ให้ทำก็ต้องลอง หรือสิ่งไหนที่ทำแล้วไม่ดี ไม่โอเคก็แค่เปลี่ยนไปทำสิ่งใหม่จนกว่าจะเจอแนวทางที่ใช่ จากที่เมื่อก่อนพี่ทอยไม่เคยคิดจะเล่น TikTok เลย แต่เมื่อได้เปิดใจและลองลงมือทำก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักขึ้นมา

ตลอดจนต้องยอมรับความผิดหวังของตัวเองให้ได้ เพราะการทำธุรกิจไม่ใช่ว่าเริ่มทำแล้วจะสมหวังหรือประสบความสำเร็จในทันที เมื่อก่อนพี่ทอยไม่เคยก้าวผ่านความผิดพลาดของตัวเองได้เลย แต่สุดท้ายก็ได้เรียนรู้ว่า คนเราทุกคนผิดพลาดกันได้ ถ้าวันนี้ยังทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เรายังเริ่มต้นใหม่ได้เสมอนี่คือ 3 หัวใจสำคัญที่เป็นแนวคิดในการทำธุรกิจให้เติบโตของแบรนด์ Codec Creation

นอกจากนี้ พี่ทอยยังลงเรียนคอร์สออนไลน์สั้นๆ เกี่ยวกับการทำธุรกิจ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานอีกด้วย ซึ่งการลงเรียนคอร์สออนไลน์ช่วยทำให้เห็นแนวทางในการทำธุรกิจก็จริง แต่พี่ทอยเชื่อว่า สุดท้ายแล้วการลงมือทำจริงจะทำให้มองเห็นภาพชัดเจนกว่าว่าธุรกิจของเราควรไปในทิศทางไหนถึงจะเหมาะสมที่สุดเพราะบางครั้งเนื้อหาความรู้ที่เรียนมาอาจไม่ได้เอามาประยุกต์ใช้ทั้งหมด

สิ่งที่อยากจะย้อนกลับไปบอกตัวเองในวัยเรียน

พี่ทอยเลือกที่จะไม่บอกหรือเตือนอะไรตัวเองในวัยนั้น เพราะถ้าบอกไปคงจะเตรียมตัวมาก่อน อยากให้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่า ถ้าที่เจอปัญหาแบบนี้เข้ามาจะรับมือกับความผิดหวังหรือแก้ปัญหาเหล่านั้นยังไง พี่ทอยมองว่า ทุกปัญหา ทุกความผิดหวังที่ได้พบเจอ หรือทุกการตัดสินใจที่เลือกทำ มันหล่อหลอมให้พี่ทอยกลายเป็นตัวเองในทุกวันนี้ แต่มีหนึ่งเรื่องที่พี่ทอยแอบเสียดายอยู่เล็กน้อย นั่นก็คือ ช่วง ม.ปลาย ที่เริ่มเรียนดนตรีจริงจัง ช่วงนั้นได้ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนน้อยมาก หลังเลิกเรียนทุกคนต่างก็แยกย้ายกลับไปฝึกซ้อมอยู่คนเดียว จึงไม่ค่อยมีโมเมนต์สนุกๆ ให้ได้ไปเที่ยว นั่งกินหมูกระทะ หรือพูดคุยกับเพื่อนๆ สักเท่าไหร่ และคิดว่าถ้ามีก็คงเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเลยก็ได้

ฝากถึงน้องๆ วัยเรียน ชาว Dek-D.com

สำหรับน้องๆ วัยเรียนที่กำลังอยู่ในช่วงค้นหาตัวเอง ถ้ามีสิ่งไหนที่เรารู้สึกสนใจ ให้ลองลงมือทำก่อน อย่ารีบตัดสินว่าตัวเองจะทำไม่ได้ หรือมันไม่เหมาะสมกับตัวเอง ลองทำซ้ำๆ หลายรอบ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ว่า เราชอบหรือไม่ชอบสิ่งนี้ สุดท้ายแล้วถ้าชอบก็จะได้ต่อยอดและพัฒนาตัวเองต่อไปให้เก่งขึ้น แต่ถ้าไม่ชอบก็ค่อยเปลี่ยนไปทำสิ่งใหม่เท่านั้นเอง สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้จักอดทน เพราะว่าไม่มีอะไรได้มาภายในวันเดียว ทุกอย่างต้องแลกมาด้วยความพยายาม และอย่าลืมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้เราพัฒนาไปเป็นคนที่เก่งและรอบรู้มากกว่าเดิม

จากการที่ได้พูดคุยกับพี่ทอย ทำให้เห็นว่าในโลกปัจจุบันที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลา ทักษะการปรับตัวถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับคนรุ่นใหม่เพราะทักษะนี้จะช่วยให้เราพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และยังสามารถนำพาชีวิตของเราไปสู่ความสำเร็จได้ ดังนั้น เราควรเปิดใจที่จะเรียนรู้และศึกษาสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอเพราะหากเราปิดรับหรือยึดติดกับวิธีการเดิมๆ เพียงอย่างเดียว สุดท้ายเราก็จะไม่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ หรือพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่าแน่อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...