แพทย์ไต้หวันเตือน กินส้มโอกับ 'ยา 10 ชนิด' เสี่ยงฤทธิ์ตกค้าง อันตรายถึงชีวิต
แพทย์ไต้หวันเตือน กินส้มโอกับ 'ยา 10 ชนิด' เสี่ยงฤทธิ์ตกค้างในร่างกายนาน เป็นพิษต่ออวัยวะ อันตรายถึงเสียชีวิต
ส้มโอมีรสหวานอร่อยจนอดใจไม่ไหวที่จะกินทีละชิ้นเรื่อย ๆ แต่รู้หรือไม่ว่า หากทานส้มโอหลังทานยาแม้จะห่างกันนาน 2 ชั่วโมงก็อาจเสี่ยงเกิดปฏิกิริยาระหว่างส้มโอกับยาต่าง ๆ
นพ. เฉิน โหยวเฉิง นักไตวิทยาเตือนว่าคุณควรระวังปฏิกิริยาระหว่างส้มโอและเกรปฟรุตกับยาต่างๆ บางคนเชื่อผิดว่าตราบใดที่ทานห่างกัน 2 ชั่วโมงก็จะปลอดภัย แต่จริง ๆ แล้วส่งผลต่อการเผาผลาญยานานถึง 72 ชั่วโมง รวมถึงอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงร้ายแรงได้
นพ. เฉิน โหยวเฉิง เพิ่งตีพิมพ์บทความในนิตยสารและชี้ให้เห็นว่า เนื้อส้มโอและเกรปฟรุตอุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ รวมถึงโพแทสเซียมไอออน, แคลเซียม, ฟอสฟอรัส, และมีปริมาณวิตามินซีอยู่ที่ 1.5 เท่า ของมะนาว พร้อมอุดมไปด้วยไฟเบอร์สามารถช่วยย่อยอาหารได้
นอกจากนี้ นพ. เฉิน โหยวเฉิงเตือนว่า จะต้องใส่ใจกับปริมาณโพแทสเซียมไอออนในเกรปฟรุตและส้มโอด้วย แต่ละ 100 กรัมประกอบด้วยโพแทสเซียมไอออน 132.3 มก. ซึ่งโพแทสเซียมไอออนประมาณ 215 มก. ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคของเกรปฟรุต 5 ชิ้น หากรับประทานสองครั้ง (10 ชิ้น) โพแทสเซียมไอออนเกินมาตรฐาน ดังนั้น ผู้ป่วยฟอกไตต้องระวัง
รวมถึงนพ. เฉิน โหยวเฉิงเตือนว่าส้มโอและเกรปฟรุตจะมีปฏิกิริยากับยาหลายชนิด เนื่องจากส่วนผสมประกอบด้วยฟูราโนคูมาริน (furanocoumarins) ซึ่งจะยับยั้งเอนไซม์การเผาผลาญในลำไส้เล็กและตับ ส่งผลให้การเผาผลาญยาลดลงและเพิ่มความเข้มข้นของเลือด
นอกจากนี้ยัง ไปยับยั้งพี - ไกลโคโปรตีน( P-glycoprotein) ในลำไส้ ทำให้ไม่สามารถกำจัดตัวยาได้ส่งผลให้ความเข้มข้นของยาในร่างกายจะสูงเกินไป เวลาออกฤทธิ์ของยาจะนานเกินไปจนผลข้างเคียงจะเกิดขึ้นและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
นพ. เฉิน โหยวเฉิงเผยถึงยา 10 ประเภทที่มักทำปฏิกิริยากับผลไม้อย่างส้มโอและเกรปฟรุต ได้แก่
- ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น Rivaroxaban และ Apixaban เกิดผลกระทบ: ทำให้มีเลือดออก
- ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น Clopidogrel และ Ticagrelor เกิดผลกระทบ ทำให้มีเลือดออก
- ยารักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น Amiodarone, Dronedarone, Quinidine หรือ Propafenone เกิดผลกระทบ: ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหลายรูปแบบ ความเป็นพิษต่อตับ พิษต่อต่อมไทรอยด์
- ยาลดความดันโลหิต เช่น Amlodipine, Felodipine, Nifedipine และ Verapamil เกิดผลกระทบ: ทำให้เกิดความดันเลือดต่ำ, หัวใจเต้นเร็ว และอาการบวมน้ำบริเวณรอบข้าง
- ยาลดไขมันในเลือด เช่น Atovastatin , Simvastatin และ Lovastatin เกิดผลกระทบ: ทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ, การสลายตัวของกล้ามเนื้อ, ปัสสาวะสีเข้ม, การบาดเจ็บที่ไตเฉียบพลัน, พิษต่อตับ ฯลฯ
- ยาระงับประสาทและยานอนหลับ เช่น Diazepam, Midazolam, Triazolam, Buspiroene และ Quetiapine เกิดผลกระทบ: ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของอาการวิงเวียนศีรษะ, อาการง่วงนอน, หายใจลำบาก ฯลฯ
- ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น Cyclosporine, Tacrolimus, Sirolimus และ Everolimus เกิดผลกระทบ: ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ, อิเล็กโทรไลต์ไม่สมดุล, เป็นพิษต่อไต, โพแทสเซียมสูง, เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส ฯลฯ
- ยาต้านโรคลมชัก เช่น Carbamazepine เกิดผลกระทบ: การแพ้ยา เช่น ผื่น ริมฝีปากบวม แผลในช่องปาก ตาแดงบวม หรือรู้สึกแสบร้อน เป็นต้น
- ยารักษาต่อมลูกหมากโต เช่น Silodosin และ Tamsulosin เกิดผลกระทบ: ทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะและความดันเลือดต่ำในการทรงตัว
- ยากลุ่มกระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร เช่น Domperidone และ Cisapride เกิดผลกระทบ: ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
สำหรับคำถามที่หลาย ๆ คนมักสงสัยว่า "จะปลอดภัยหรือไม่ที่จะทานส้มโอและยาห่างกัน 2 ชั่วโมง" นพ. เฉิน โหยวเฉิง อธิบายว่า ส้มโอหรือเกรปฟรุตสามารถยับยั้งการเผาผลาญของยาได้เป็นเวลาหลายชั่วโมงหรือ 2 หรือ 3 วัน ดังนั้น แม้ว่าคุณจะทานยาห่างกัน 2 ชั่วโมงก็ตามก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้โดยสิ้นเชิง
โดยนพ. เฉิน โหยวเฉิงอ้างอิงงานวิจัยว่า การดื่มน้ำเกรพฟรุต 240c.c หนึ่งแก้วส่งผลต่อการเผาผลาญยาได้นานถึง 72 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยของยา ควรหลีกเลี่ยงส้มโอและเกรปฟรุตให้มากที่สุด หากคุณต้องการรับประทานจริง ๆ แนะนำให้ทาน 1 - 2 กลีบจึงยังคงปลอดภัยและไม่แนะนำให้ทานมากเกินไป
ขอบคุณที่มาจาก陳佑丞醫師・腎臟專科