โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

โรคภูมิแพ้ในเด็กเรื่องน่ารู้สำหรับพ่อแม่ยุคใหม่

GedGoodLife

อัพเดต 30 ส.ค. 2567 เวลา 12.40 น. • เผยแพร่ 30 ส.ค. 2567 เวลา 05.31 น. • GED good life ชีวิตดีดี

รศ.พญ.รวีรัตน์ สิชฌรังษี
กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน

จากสถิติในปัจจุบันพบว่าเด็กไทยเป็นโรคภูมิแพ้เพิ่มมากขึ้น 3-4 เท่าเมื่อเทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม มลภาวะต่าง ๆ และความเป็นเมืองที่มากขึ้น ทั้งยังมีปัจจัยจากพฤติกรรมของเราที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย เช่น การขาดการออกกำลังกาย การกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เด็กกินนมแม่ลดลง และการสูบบุหรี่ ที่มากขึ้นทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก

โรคภูมิแพ้ที่พบบ่อย 3 อันดับ ได้แก่ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ซึ่งพบได้สูงถึง 30% ในเด็กไทย และโรคหืดหรือหอบหืดซึ่งพบได้มากถึง 13% ในเด็กไทย ส่วนโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบพบรองลงมา

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือ “โรคแพ้อากาศ” เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในบรรดากลุ่มโรคภูมิแพ้ทั้งหมด ซึ่งโรคนี้จริง ๆ แล้วไม่ได้แพ้ อากาศ หรือ ออกซิเจน แต่ เป็นโรคที่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อสารบางอย่างที่เรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ ในอากาศ (aeroallergen) เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ละอองเกสรดอกไม้ รังแคสัตว์ เช่น แมว สุนัข และเชื้อรา

เมื่อผู้ป่วยสัมผัสสารก่อภูมิแพ้จะทำให้มีอาการทางจมูกอย่างน้อย 2 ใน 4 อาการต่อไปนี้คือ จาม คันจมูก คัดจมูก และมีน้ำมูกใส ๆ นอกจากนี้อาจมีอาการร่วม ได้แก่ อาการทางตา คือ คันตา ตาแดง น้ำตาไหล โดยอาการเหล่านี้จะเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง อย่างน้อย 4 สัปดาห์ขึ้นไป

หากสงสัยว่าเรามีอาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อยืนยันการวินิจฉัย โดยการถามประวัติ ตรวจร่างกายและนัดทำการทดสอบภูมิแพ้ โดยผลการทดสอบจะสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่แพ้ ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงได้ถูกต้อง ซึ่งการทดสอบภูมิแพ้มี 2 วิธี คือ การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (skin test) และการตรวจเลือดเพื่อหา IgE ที่จำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้ (specific IgE)

การรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ สามารถทำได้โดย หลีกเลี่ยงหรือควบคุมสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เหลือน้อยที่สุด ตามชนิดสารก่อภูมิแพ้ และใช้ยาบรรเทาอาการ เช่น ยาต้านฮีสตามีน ยาลดอาการคัดจมูก ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก และติดตามอาการตามที่แพทย์นัดเป็นระยะเพื่อสังเกตอาการ และปรับลดการใช้ยาลงเท่าที่จำเป็น หากการรักษาเบื้องต้นดังกล่าวได้ผลไม่ดีจึงพิจารณารักษาด้วยการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ หรือ การผ่าตัด

หากไม่ได้รับการรักษา หรือ รักษาแต่ควบคุมอาการของโรคได้ไม่ดี ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา เช่น โรคหืด ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ และมีความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจได้ง่ายกว่าปกติ

การป้องกันโรคภูมิแพ้ที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย คือ การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคืองทางเดินหายใจต่าง ๆ เช่น ควันบุหรี่ รวมถึงมลภาวะ ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง โดยออกกำลังกายสม่ำเสมอและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...