โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้ทัน 5 ปัญหาสุขภาพจิต ที่ชาวออฟฟิศไม่ควรมองข้าม

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 28 ส.ค. 2567 เวลา 13.12 น.

พนักงานออฟฟิศอย่างพวกเรา แน่นอนว่าทุกวันนี้สิ่งที่หลายคนจะต้องสู้และแบกรับกับปัญหาต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ความกดดันจากหน้าที่การงานอันหนักอึ้ง สภาพเศรษฐกิจที่ถดถอย ไหนจะภาพลักษณ์หน้าตาทางสังคม หลายสิ่งที่ต้องพบเจอในแต่ละวัน หลอมรวมกลายเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่พร้อมจะรัวหมัดเข้าใส่ไม่ยั้ง ทั้งร่างกาย รวมถึงสุขภาพจิตใจ วันนี้เราจึงมี 5 ปัญหาสุขภาพจิต ที่ชาวออฟฟิศไม่ควรมองข้าม มาฝากทุกคนกันค่ะ

5 ปัญหาสุขภาพจิต ที่ชาวออฟฟิศควรระวัง

1. ความเครียดสะสม

การใช้ชีวิตบนความตึงเครียด ความกดดัน และมีความคาดหวังสูง 5-6 วันต่อสัปดาห์ มักเป็นสาเหตุของอาการเครียดสะสม หนึ่งในปัญหาสุขภาพจิตที่หลายคนเป็นแต่ไม่รู้ตัว เรียกได้ว่ารู้ตัวอีกทีก็อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานและคนรอบข้างไปแล้ว สังเกตได้จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปทั้งด้านอารมณ์และการใช้ชีวิต เช่น นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก นิ่งเงียบ เบื่อหน่ายชีวิต เศร้าหมอง ความต้องการทางเพศลดลง เป็นต้น ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้อาจกลายเป็นภาวะอันตรายที่นำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางกายตามมาได้ ทั้งหัวใจ ความดันโลหิต ไมเกรน เครียดลงกระเพาะ และอื่นๆ ได้

เราสามารถจัดการความเครียด (ก่อน) สะสม ด้วยการวิเคราะห์ถึงต้นตอของปัญหาและแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุนั้นๆ เช่น จัดแจงสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้ดูสดชื่น ด้วยการปรับเปลี่ยนมุมโต๊ะทำงานใหม่ออกไปพบปะผู้คน ท่องเที่ยว ชอปปิง แต่ถ้ารู้สึกว่าไม่สามารถจัดการกับความเครียดด้วยตัวเองได้ หรือเครียดมากจนไม่ไหวแนะนำให้ปรึกษาจิตแพทย์ หรือนักบำบัด พูดคุยเพื่อหาแนวทางแก้ไขวิธีอื่นๆ แทนค่ะ

2. ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout Syndrome)

ปัญหาภาวะหมดไฟการทำงาน เรียกได้ว่าเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่กำลังมาแรงในกลุ่มพนักงานออฟฟิศ คือภาวะการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจอันมีที่มาจากความเครียดสะสม ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การอนามัยโลก (WHO) แล้วว่าเป็นโรคที่สามารถส่งผลรุนแรงและคุกคามการดำเนินชีวิตได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งสาเหตุมักเกิดจากความเครียดเรื้อรังในการทำงาน ภาระงานที่หนักซับซ้อนเกินกว่าที่จะรับผิดชอบได้ไหว บั่นทอนจิตใจจนกลายสภาพเป็นความหมดไฟในที่สุด ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ส่งผลให้มุมมองที่มีต่อการทำงานเป็นไปในด้านลบ ขาดความสุข หมดแรงจูงใจไม่อยากลุกไปออฟฟิศในยามเช้า และอาจส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานต่ำลง ซึ่งหากปล่อยให้นานวันเข้าอาจมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้าได้

วิธีรับมือกับภาวะหมดไฟในการทำงานนั้น คือการเข้าใจและยอมรับเปิดใจกับคนรอบข้าง ปรึกษาเพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้าถึงปัญหาที่ต้องแบกรับไว้ ยอมรับในความต่าง รับฟังความคิดเห็นที่อาจไม่ตรงกัน ปล่อยวางในเรื่องที่นอกเหนือการควบคุม ฟื้นฟูแก้ไขก่อนจะสายได้ด้วยตัวเองโดยการไม่เก็บงานกลับไปทำที่บ้าน แยกเวลาส่วนตัวและงานออกจากกันให้ชัดเจน

3. ภาวะความพึงพอใจในตนเองต่ำ (Low self-esteem)

ปัญหาสุขภาพจิตที่ชาวออฟฟิศหลายคนไม่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญภาวะนี้อยู่ นั่นคือ ความรู้สึกเศร้าใจ ไม่ชอบสิ่งที่ตัวเองได้ตัดสินใจทำลงไปแล้วมากเสียจนรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า สูญเสียความรู้สึกให้เกียรติตัวเอง แบกรับปัญหาและกล่าวโทษว่ามีต้นเหตุมาจากตัวเองไม่ดีพอ ตีความเหตุการณ์ต่างๆ ในแง่ลบเสมอ เป็นภาวะเสี่ยงมากที่จะก้าวข้ามสู่โรคซึมเศร้า สัญญาณเตือนที่เห็นได้ชัดเจนสำหรับผู้กำลังเผชิญวิกฤติ Low self-esteem คือความอ่อนไหวไปกับเรื่องเล็กน้อยได้ง่าย วิตกกังวล ไปจนถึงกลัวการเข้าสังคมเพราะกลัวที่ต้องถูกปฏิเสธ ขณะเดียวกันก็ไม่กล้าปฏิเสธคำขอของผู้อื่นเนื่องจากกลัวไม่เป็นที่ยอมรับ ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดจากการขาดความเชื่อมั่นและศรัทธาในตนเองที่สะสมมาเป็นเวลานาน

แนวทางแก้ไขคือ การเรียกคืนสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง เริ่มต้นได้ด้วยการให้อภัยตนเองในความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ขอให้บอกตัวเองว่ามันได้ผ่านพ้นไปแล้ว พูดขอบคุณและให้คำชมกับตัวเองในทุกความสำเร็จแม้เป็นเรื่องเพียงเล็กน้อย จะดียิ่งขึ้นหากได้แรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง ที่สามารถมอบพลังบวกและความสบายใจให้ได้ ยอมรับว่าความสำเร็จของแต่ละคนมีความหมายไม่เท่ากัน หยุดเอาตัวเองไปเปรียบกับผู้อื่น ความสุขก็จะเกิดขึ้นได้ในหัวใจเราเอง

4. โรคซึมเศร้า (Depression)

โรคซึมเศร้าเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย และทุกอาชีพ โดยเฉพาะในวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับความกดดันจากงานและความคาดหวังสูง โรคซึมเศร้าไม่ใช่แค่การรู้สึกเศร้าหรืออารมณ์ไม่ดีชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในสมองที่ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม โดยสัญญาณเตือนที่ควรสังเกต ได้แก่ อารมณ์ซึมเศร้าเป็นเวลานาน รู้สึกไม่มีค่า หมดพลังงานในการทำกิจกรรมที่เคยชอบ มีปัญหาเรื่องการนอน การกิน และในบางกรณีอาจถึงขั้นมีความคิดเกี่ยวกับการทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย

การรับมือกับโรคซึมเศร้าหากคุณหรือคนใกล้ชิดเริ่มสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ สิ่งสำคัญคือการเปิดใจพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ และควรรีบขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช การรักษาโรคซึมเศร้ามักจะประกอบด้วยการใช้ยา การบำบัดด้วยการพูดคุย และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การสร้างกิจวัตรที่ดี และการเชื่อมโยงกับผู้คนรอบข้างที่ให้การสนับสนุน

5. กลุ่มโรควิตกกังวลและแพนิค (Panic Disorder)

กลุ่มโรควิตกกังวลและแพนิคเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบได้มากในวัยทำงาน สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความกดดันและความคาดหวังสูงในที่ทำงาน อาจทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติของเราทำงานผิดปกติ เกิดความกลัวและวิตกกังวลอย่างฉับพลันโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน อาการของโรคแพนิคมักมาในรูปแบบของหัวใจเต้นเร็ว รู้สึกหายใจไม่ออก เวียนศีรษะ มือสั่น เหงื่อออกมาก และรู้สึกเหมือนกับว่าตนเองกำลังจะหมดสติหรือเสียการควบคุม สถานการณ์นี้อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและไม่สามารถคาดเดาได้ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกหวาดกลัวกับการใช้ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น

การรับมือกับกลุ่มโรควิตกกังวลและแพนิค สามารถรักษาได้ด้วยการรับประทานยาปรับสมดุลของสารเคมีในสมอง ควบคู่กับการบำบัดเพื่อฝึกวิธีการจัดการกับความกังวลและความกลัว นอกจากนี้ การฝึกหายใจลึกๆ การทำสมาธิ และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยให้จิตใจผ่อนคลายและลดความถี่ของอาการแพนิคได้อีกด้วย การขอคำปรึกษาจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการรับมือกับโรคนี้ เพราะยิ่งเริ่มรักษาได้เร็วเท่าไหร่ โอกาสในการควบคุมอาการและกลับมามีชีวิตที่ปกติก็จะมากขึ้นเท่านั้น

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...