โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ตลาดผันผวน จากปัจจัยความไม่แน่นอนในตลาด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 พ.ค. 2566 เวลา 13.07 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. 2566 เวลา 11.53 น.
ภาพ : pixabay

ตลาดผันผวนจากปัจจัยความไม่แน่นอนในตลาด หลังประธานเฟดบางสาขายังหนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อยังไม่ลดลง ขณะที่นักลงทุนยังวิตกเกี่ยวกับปัญหาเพดานหนี้

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 15-19 พฤษภาคม 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดในเช้าวันจันทร์ (15/5) ที่ระดับ 33.73/75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (12/5) ที่ 33.98/34.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

หลังสหรัฐเปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนพฤษภาคมที่ปรับตัวลดลงเกินคาด โดยออกมาที่ระดับ 57.7 ต่ำกว่าระดับคาดการณ์ที่ 63.0 ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและวิกฤตภาคธนาคาร

ในขณะที่ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐร่วงลงสู่ระดับต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กเปิดเผยว่า ดัชนีภาคการผลิต (NY Fed Manufacturing Index) ดิ่งลงสู่ระดับ -31.8 ในเดือนพฤษภาคม และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ -3.75 หลังจากแตะระดับ +10.8 ในเดือนเมษายน

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยว่ายอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนเมษายน ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 0.8% หลังจากร่วงลง 0.7% ในเดือนมีนาคม ส่วนยอดค้าปลีกพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์ น้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และอาหาร เพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนเมษายน หลังจากร่วงลง 0.4% ในเดือนมีนาคม โดยยอดค้าปลีกปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคม

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ได้เปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.2% ในเดือนเมษายน สู่ระดับ 1.4 ล้านยูนิต สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 1.37 ล้านยูนิตในเดือนมีนาคม ปรับตัวแข็งค่าขึ้น หลังจากนายราฟาเอล บอสติก ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา และนายออสตัน กูลสบี ประธานเฟดสาขาชิคาโก แสดงมุมมองเชิงบวกเมื่อวานนี้ โดยระบุว่าเฟดจะสามารถทำให้เศรษฐกิจสหรัฐผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้อย่างราบรื่น แต่นายบอสติกเตือนว่า เฟดจะเผชิญบททดสอบที่ท้าทาย หากสถานการณ์เงินเฟ้อไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้

ประธานเฟดบางสาขายังหนุนขึ้นดอกเบี้ย

อย่างไรก็ดีประธานเฟดบางสาขายังคงสนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์กกล่าวว่า เฟดสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหากเงินเฟ้อยังไม่ปรับตัวลง และเขายังมองไม่เห็นเหตุผลในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้

ทางด้านนางลอเรตตา เมสเตอร์ ประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์ได้แถลงว่า เธอสนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อต่อไป ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนยังวิตกเกี่ยวกับปัญหาเพดานหนี้ซึ่งอาจทำให้สหรัฐผิดนัดชำระหนี้อย่างเร็วที่สุดในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ หลังจากมีรายงานว่า การหารือรอบที่ 2 ระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐและนายเควิน แมคคาร์ธี ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐได้ถูกเลื่อนออกไปเป็นสัปดาห์นี้แทน

พร้อมกันนี้ สำนักงานงบประมาณของสภาคองเกรสเปิดเผยในวันศุกร์ว่า สหรัฐจะเผชิญความเสี่ยงครั้งใหญ่ที่จะผิดนัดชำระหนี้ภายใน 2 สัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายนหากไม่มีการปรับเพิ่มเพดานหนี้ นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงวิตกว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเชิงรุกของเฟดอาจฉุดเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย

ทั้งนี้ในช่วงท้ายสัปดาห์มีการรายงานล่าสุด ซึ่งระบุว่าประธานาธิบดีของสหรัฐ นายโจ ไบเดน และนายเควิน แมคคาร์ธี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐเห็นพ้องกันว่าทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงเพิ่มเพดานหนี้ภายในวันอาทิตย์นี้ (21/5) เพื่อช่วยให้สหรัฐสามารถหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของภาคธนาคารและเลี่ยงภาะเศรษฐกิจถดถอย

การเมืองในประเทศรอผลตั้งรัฐบาล-นายกรัฐมนตรี

สำหรับปัจจัยในประเทศ ค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบภายหลังจากผลการเลือกตั้งออกมาตามที่สื่อต่าง ๆ ได้ทำการสำรวจไว้ อย่างไรก็ดี ต้องรอดูความคืบหน้าต่อไป เช่น สูตรจัดตั้งรัฐบาล การเลือกนายกรัฐมนตรี โดยคาดการณ์ว่าค่าเงินบาทจะผันผวนน้อยลงเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองมีความชัดเจนยิ่งขึ้น

ในส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของไทยในไตรมาสแรกของปี 2566 นั้นขยายตัว 2.7% ปรับตัวขึ้นจากการขยายตัวที่ 1.4% ในไตรมาสก่อนหน้า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2566 ขยายตัวจากไตรมาสที่สี่ของปี 2565 ที่ 1.9% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส

นอกจากนี้ รมว.คลังกล่าวว่า ขณะนี้สัญญาณเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งแนวโน้มการเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้สนามบินเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว กระทรวงการคลังคาดว่า ยอดนักท่องเที่ยวในปีนี้ 29 ล้านคน ส่วนกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) คาดว่า 28 ล้านคน หวังสร้างรายได้เข้าประเทศ 1.27 ล้านล้านบาท นับเป็นปัจจัยบวกในการทำรายได้เข้าประเทศ

ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวโดยรวมในทิศทางที่แข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์อยู่ในกรอบระหว่าง 33.69-34.51 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (19/5) ที่ระดับ 34.38/40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดในเช้าวันจันทร์ (15/5) ที่ระดับ 1.0851/55 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (12/5) ที่ระดับ 1.0910/12 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีการเปิดเผยข้อมูลตัวเลข GDP ของยูโรโซนในไตรมาสแรก ซึ่งขยายตัวเพียง 0.1% ในไตรมาสแรก และขยายตัว 1.3% เมื่อเทียบรายปี แสดงให้เห็นว่ายูโรโซนแทบไม่มีการเติบโตเลยในช่วงสามเดือนแรกของปี

เศรษฐกิจเยอรมนียังเลวร้าย

นอกจากนี้ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจยุโรป (ZEW) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีร่วงลงสู่ระดับ -10.7 จุดในเดือนพฤษภาคม จากระดับ 4.1 จุดในเดือนเมษายน หนักกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลงสู่ระดับ -5.3 จุด โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานตัวเลขดังกล่าว ซึ่งบ่งชี้ว่าปัญหาเศรษฐกิจของเยอรมนีอาจเลวร้ายลงกว่าเดิมในช่วง 6 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อ (CPI) ของสหภาพยุโรปประจำเดือนเมษายนที่ออกมานั้นยังอยู่ในระดับสูง โดยตัวเลขดังกล่าวออกมาที่ระดับ 7.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน (Core CPI) ออกมาที่ระดับ 5.6%

โดยนักเศรษฐศาสตร์บางคนกล่าวว่า ความซบเซายังคงดำเนินต่อไปและอาจส่งผลให้เกิดภาวะถดถอยในปลายปีนี้ ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0758-1.0904 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (19/5) ที่ระดับ 1.0796/1.0800 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดในเช้าวันจันทร์ (15/5) ที่ระดับ 135.86/87 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (12/5) ที่ระดับ 134.70/73 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (15/5) ว่าดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต เพิ่มขึ้น 5.8% ในเดือนเมษายนเมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนมีนาคมที่มีการขยายตัว 7.4% และเป็นการชะลอตัวลงติดต่อกันเดือนที่ 4 ซึ่งบ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อของญี่ปุ่นเริ่มปรับตัวลดลง

ข้อมูลจาก BOJ ยังระบุด้วยว่า ดัชนีราคานำเข้าในรูปสกุลเงินเยนลดลง 2.9% ในเดือนเมษายนเมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนมีนาคม ที่มีการขยายตัว 9.6% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงและวัตถุดิบกำลังผ่านจุดสูงสุด ในช่วงท้ายสัปดาห์ค่าเงินเยนได้รับแรงกดดันหลังกระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยยอดส่งออกประจำเดือนเมษายน ซึ่งขยายตัวในอัตราต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี โดยยอดส่งออกปรับตัวขึ้น 2.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนมีนาคมที่มีการขยายตัว 4.3% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าจะขยายตัว 3.0%

นอกจากนี้ สำหรับยอดนำเข้าในเดือนเมษายนปรับตัวลดลง 2.3% ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียง 0.3% และเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบ 27 เดือนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาน้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่น ๆ ปรับตัวลง โดยญี่ปุ่นมียอดขาดดุลการค้าในเดือนเมษายนทั้งสิ้น 4.324 แสนล้านเยน (3.20 พันล้านดอลลาร์) ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 6.138 แสนล้านเยน

ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 135.58-138.72 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (19/5) ที่ระดับ 138.11/14 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...