โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ตร.ไซเบอร์ จับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “แก๊งตึกประตูดำ หน้าวัดตาด ปอยเปต”

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 09 มิ.ย. 2566 เวลา 17.30 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2566 เวลา 10.30 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

กรุงเทพฯ 9 มิ.ย. – ตำรวจไซเบอร์จับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “แก๊งตึกประตูดำ หน้าวัดตาด ปอยเปต” หลอกผู้เสียหายอ้างเป็นพนักงาน FedEx มีพัสดุผิดกฎหมายตกค้างที่กรมศุลกากร มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 145 ล้านบาท

สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง อ้างว่าเป็นพนักงานบริษัทขนส่ง FedEx มีพัสดุผิดกฎหมายส่งจากต่างประเทศติดที่กรมศุลกากร และทำผิดฐานฟอกเงิน จึงหลงเชื่อโอนเงินไปจำนวนหลายราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 145 ล้านบาท ซึ่งผู้ที่ถูกหลอกลวงได้แจ้งความผ่านระบบการรับแจ้งความออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (www.thaipoliceonline.com) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวน บก.สอท.1 สืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ได้ยื่นคำร้องขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมด และศาลอนุมัติหมายจับ ทั้งสิ้น 58 หมายจับ ซึ่งผู้ต้องหาในคดีนี้เป็นสมาชิกของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยร่วมกันกระทำผิดมีจำนวนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ตกลงเข้าเป็นสมาชิกองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ได้กระทำผิดโดยใช้ระบบการโทรศัพท์มาหาเหยื่อ โดยวิธีการสุ่มโทร (VOIP) ไม่ระบุเฉพาะเจาะจงว่าเป็นผู้ใด เพื่อหลอกลวงให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สิน อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน โดยการแสดงตนเป็นคนอื่น มีอัตราโทษจำคุกจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 7 ปี ซึ่งพบการกระทำความผิดบางส่วนในราชอาณาจักรไทย และบางส่วนนอกราชอาณาจักรไทย เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา อันเป็นสถานที่ตั้งทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แบ่งหน้าที่กันทำงาน ลักษณะเป็นขบวนการ พนักงานโทรศัพท์ ล่าม ผู้จัดหาพนักงานและสมุดบัญชีธนาคาร และหัวหน้าแก๊งผู้ควบคุมดูแลพนักงานคอลเซ็นเตอร์ จ่ายเงินค่าตอบแทน และมีการหลอกผู้เสียหายสาย 1 สาย 2 และสาย 3 เมื่อสมาชิกอั้งยี่หรือซ่องโจรนั้นได้กระทำผิด และสมาชิกที่อยู่ด้วยไม่ได้คัดค้านการกระทำผิดนั้น ย่อมถือว่าได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานตัวการด้วยทุกคน ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 4-15 ปี และเงินของผู้เสียหายที่ผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ไปมีการโอน ยักย้าย จนไม่สามารถติดตามได้คืน ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดอันเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงิน (นัยคำพิพากษาฎีกา ที่ 283/2565 )

ต่อมาวันที่ (8 มิ.ย.2566) เวลา 07.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน บก.สอท.1 ได้จับกุมตัวนางสาวอรวรรณ อายุ 23 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 109/2566 ลงวันที่ 13 มกราคม 2566 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และร่วมกันฟอกเงิน” โดยทำการจับกุมได้ที่บริเวณบ้านกำลังก่อสร้าง ในพื้นที่ ต.บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การว่า ถูกชักชวนให้ไปทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โดยเสนอเงินเดือนสูง เดือนละ 30,000 บาท หลงเชื่อจึงตกลงเดินทางไปทำงานดังกล่าว แต่สุดท้ายได้รับเงินเดือนเพียงเดือนละ 20,000 บาทเท่านั้น โดยให้พักรวมกับคนร้ายอื่นๆ ในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งประตูรั้วเป็นสีดำ มีกำแพงสูงล้อมรอบ และมักพบเห็นมีคนอื่นๆ พยายามกระโดดหนีจากการควบคุมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หากถูกจับได้จะถูกลงโทษโดยหัวหน้าชาวจีน ผู้ต้องหาได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่สาย 1 คอยรับโทรศัพท์เป็นจำนวนมาก และจำไม่ได้ว่าคุยกับใครบ้าง เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน บก.สอท.1 ให้ดูรายชื่อเพื่อนร่วมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ส่วนใหญ่จะถูกจับกุมดำเนินคดีเกือบทุกรายที่ผู้ต้องหารู้จัก ผู้ต้องหาทำงานแค่ 3 เดือน จึงได้หาเงินไถ่ตัว โดยจ่ายเงินให้หัวหน้าคนจีน จำนวน 30,000 บาท จึงได้ถูกปล่อยตัว และเดินทางกลับมาประเทศไทย

เตือนภัยฝากไปยังประชาชนให้พึงระวังการหลอกลวงลักษณะดังกล่าว ต้องรู้เท่าทันกลโกงของมิจฉาชีพ ควรมีสติก่อนการโอนเงินทุกครั้ง ควรหาข้อมูลให้รอบด้าน อย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ ควรตรวจสอบให้ดีก่อน “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” รวมทั้งผู้ที่สนใจสมัครงานไปทำงานยังฝั่งเพื่อนบ้าน อาจถูกหลอกลวง อาจถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว หรือมีการทำร้ายร่างกายจากหัวหน้าแก๊งคนจีน อันตรายถึงชีวิตก็ได้ จึงไม่ควรหลงเชื่อไปทำงานดังกล่าว

ทั้งนี้ การปฏิบัติการของ บช.สอท. ยังคงมุ่งเน้นที่จะสนองนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งดำเนินการปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการหลอกลวงบนสื่อสังคมออนไลน์อย่างจริงจัง และต่อเนื่อง โดยบูรณาการร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงผลการปฏิบัติงานที่เป็นรูปธรรม คำนึงถึงความเดือดร้อน และอำนวยความยุติธรรมของประชาชนเป็นสำคัญ .-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...