โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บางจาก “ทอดไม่ทิ้ง” ซื้อน้ำมันพืชใช้แล้ววันละล้านลิตร ผลิต SAF

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 ก.ค. 2566 เวลา 15.15 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2566 เวลา 11.45 น.

เป็นที่ทราบกันดีว่า “อุตสาหกรรมการบิน” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศ สายการบินทั่วโลกจำเป็นต้องเร่งปรับตัวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแผนขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization หรือ ICAO) มีเป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ในปี 2593

ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเริ่มทยอยออกกฎหมายบังคับให้สายการบินต่าง ๆ ต้องใช้น้ำมันเครื่องบินที่มีส่วนผสมของ SAF นำโดย “สหภาพยุโรป” ใช้มาตรการบังคับให้ผสม SAF ลงไปในน้ำมันอากาศยานทั่วไปในสัดส่วนอย่างน้อย 2% ในปี 2568

และให้เพิ่มเป็น 5% ในปี 2573 จนถึงปี 2593 ที่ต้องผสมอยู่ที่ 70% ส่วนประเทศญี่ปุ่นก็ตั้งเป้าหมายให้เครื่องบินที่ใช้สนามบินญี่ปุ่นจะต้องมีสัดส่วนการใช้ SAF อยู่ที่ 10% ภายในปี 2573

สายการบินทั่วโลกตื่นตัว

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2566 นายธรรมรัตน์ ประยูรสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและค้าน้ำมัน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานกรรมการบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด และ นายวันชัย รตินธร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีทีซีแอล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ร่วมลงนามสัญญาก่อสร้างหน่วยผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนระหว่าง บริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด กับบริษัท ทีทีซีแอล จำกัด (มหาชน)

โดยมี นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นางเกว็นโดลิน คาร์ดโน อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

พร้อมด้วย นายแบร์รี่ กลิคแมน ผู้จัดการทั่วไป Sustainable Technology Solutions บริษัท Honeywell UOP สหรัฐอเมริกา นายคู เกี๊ยก เกิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท Desmet (ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน) ร่วมเป็นสักขีพยาน

ซึ่งนับเป็นก้าวแรกของบางจากในการขับเคลื่อนแผนตั้งหน่วยการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel) หรือ SAF รายแรกในประเทศไทย

นางเกว็นโดลินกล่าวว่า ปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนทำให้ทุกคนต้องเร่งมือช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอนาคต จากความร่วมมือทั้ง 3 บริษัท ซึ่งต่างมีทิศทางเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายหลักอย่าง net zero ภายในปี 2593

ทำให้ SAF จะเป็นตัวช่วยที่สำคัญในอุตสาหกรรมการบินที่จะมาลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยเทคโนโลยีของบริษัท Honeywell UOP เป็นบริษัทชั้นนำที่สร้างโซลูชั่นด้านสิ่งแวดล้อมและผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลกที่จะช่วยเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า SAF เป็นก้าวที่สำคัญสำหรับบางจากและประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านมาเป็นพลังงานสะอาด ด้วยการนำน้ำมันประกอบอาหารที่ใช้แล้วมาผ่านกระบวนการกลั่นแล้วนำมาทดแทนน้ำมันเครื่องบิน ที่ต้องมีใครสักคนที่เป็นผู้ผลิต

ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วก็ต้องมีการนำเข้า ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยก็มีความพร้อมในเรื่องวัตถุดิบ เพียงแค่เรานำมาเข้ากระบวนการและต่อยอด ก็จะถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะกลายเป็นแนวหน้าในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

บางจากเดินหน้า BCP 316 NET

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา “บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)” มีแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแผนงาน “BCP 316 NET” ที่ตั้งเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ในปี 2030 และการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ (net zero) ในปี ค.ศ. 2050

โดยวางแนวทางครอบคลุม 4 ด้านคือ B มาจาก breakthrough performance เน้นกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งมีสัดส่วนในแผนงานที่ 30% ต่อมาคือ C มาจาก conserving nature and society สนับสนุนการสร้างสมดุลทางระบบนิเวศ ผ่านการดูดซับคาร์บอนด้วยวิถีธรรมชาติ

และ P มาจาก proactive business growth and transition ซึ่งมีสัดส่วนถึง 60% เพราะเป็นการเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่พลังงานสะอาด เพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจสีเขียว เน้นขยายการลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งการลงทุนในหน่วยผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน SAF เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานนี้

มาตรฐานสากล-เทคโนโลยีสหรัฐ

โดยเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 บางจากได้ก่อตั้งบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด ขึ้น โดยการร่วมทุนระหว่างบางจากและพันธมิตร ประกอบด้วย 1) บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) 2) บริษัท ธนโชค ออยล์ ไลท์ จำกัด 3) บริษัท ทีทีซีแอล จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการด้านการออกแบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานจากประเทศญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจกับบางจากมากว่า 20 ปี

โครงการ SAF บางจาก ได้วางงบฯ และทุ่มงบฯ 10,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างหน่วยผลิตน้ำมัน SAF ขึ้นที่บริเวณโรงกลั่นเดิมบนถนนสุขุมวิท หลังจากนี้คาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 18-20 เดือนแล้วเสร็จ พร้อมเดินเครื่องได้ในไตรมาส 4 ปี 2567

หน่วยผลิต SAF แห่งนี้จะมีกำลังผลิตอยู่ที่ปริมาณ 1 ล้านลิตรต่อวัน โดยจะใช้วัตถุดิบจากการนำ “น้ำมันพืชใช้แล้ว” ผ่านเทคโนโลยีของบริษัท Honeywell UOP จากสหรัฐอเมริกา และยังได้ผ่านการรับรองด้านความยั่งยืนตามมาตรฐาน ISCC (International Sustainability and Carbon Certification)

ทำให้มีมาตรฐานที่เป็นที่น่าเชื่อถือระดับสากลว่าน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน SAF เมื่อถูกนำไปผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลให้ได้เป็น “ไบโอเจ็ต” จะมีประสิทธิภาพในการใช้เครื่องบินเทียบเท่ากับน้ำมัน JET เอวัน และช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้ประมาณ 80%

นายแบร์รี่กล่าวว่า ปัจจุบันเราต้องดำเนินการการเปลี่ยนแปลงไปสู่ net zero ในปี 2593 อย่างเห็นได้ชัด บริษัท Honeywell UOP มีโซลูชั่นที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการผลิตกรีนไฮโดรเจน บลูไฮโดรเจน การดักจับคาร์บอน (CCS) และแบตเตอรี่

รวมถึงเทคโนโลยีการผลิต SAF ซึ่งเป็นความพยายามในภาคอุตสาหกรรมการบิน ในการนำน้ำมันประกอบอาหารที่ใช้แล้วมาผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล ปัจจุบันมีสัดส่วนการผสมได้มากสุดที่ 50% และคาดหวังจะสามารถใช้เทคโนโลยีเพิ่มสัดส่วนการผสมมากกว่าเดิมในอนาคต

เตรียมรับซื้อน้ำมันใช้แล้ว

สำหรับการผลิต SAF ปริมาณถึง 1 ล้านลิตรต่อวันนั้น ทำให้บางจากต้องเตรียมแผนการจัดหาวัตถุดิบ นั่นคือ “น้ำมันประกอบอาหารที่ใช้แล้ว” ซึ่งประเทศไทยมีมากถึง 700,000 ลิตรต่อวัน โดยบางจากเริ่มดำเนินโครงการ “ทอดไม่ทิ้งกัน” เพื่อรับซื้อน้ำมันพืชใช้แล้ว

โดยบางจากเปิดจุดรับซื้อที่สถานีบริการน้ำมันบางจากทั่วประเทศ กำหนดราคารับซื้อ 20-23 บาทต่อลิตร หรือนำมาแลกเป็นส่วนลดราคาน้ำมันได้ และในอนาคตจะพัฒนาแอปพลิเคชั่นสำหรับการแจ้งข้อมูลการเก็บสะสมน้ำมันใช้แล้วทุก 100 ลิตร เพื่อป้องกันน้ำมันประกอบอาหารที่ใช้แล้วหลุดรอดออกจากระบบ

โครงการทอดไม่ทิ้งกันจะช่วยลดปัญหาการใช้น้ำมันทอดซ้ำ การทิ้งน้ำมันไม่ถูกสุขลักษณะ รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำมันประกอบอาหารที่ใช้แล้ว เทียบกับราคาน้ำมันพืชปัจจุบันขวดละ 43-48 บาท เท่ากับว่าประชาชนมีเงินส่วนต่างที่จ่ายค่าน้ำมันพืชลดลง

และที่สำคัญโครงการ “ทอดไม่ทิ้ง” เปรียบเสมือนการช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนให้แก่น้ำมันพืชใช้แล้ว

ขณะที่การผลิต SAF 1 ล้านลิตร หากสำเร็จจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 80,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...