แนวโน้ม SET “ไซด์เวย์” บอนด์ยีลด์สหรัฐสูงกดดัน-ลุ้น ครม.เคาะ “ไทยช่วยไทย พลัส”
นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยถึงแนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้วันนี้ (19 พ.ค. 2569) ว่า คาดดัชนีแกว่งตัวออกด้านข้าง หรือ Sideway ในกรอบ หลังบรรยากาศการลงทุนต่างประเทศยังถูกกดดันจากประเด็นเงินเฟ้อ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี หรือบอนด์ยีลด์ ที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงบริเวณ 4.6%
ทั้งนี้ บอนด์ยีลด์สหรัฐที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นปัจจัยจำกัดอัพไซด์ของสินทรัพย์เสี่ยง และส่งผลให้เกิดแรงขายอ่อน ๆ ในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้านี้
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มมีทิศทางย่อตัวลง หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เลื่อนแผนการโจมตีอิหร่านออกไป ส่งผลให้บรรยากาศความตึงเครียดผ่อนคลายลงชั่วคราว อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่มีความแน่นอนชัดเจน ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงเลือกชะลอการลงทุน เพื่อรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ต่อไป
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ แม้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ไตรมาส 1/2569 ของไทยที่ประกาศออกมาล่าสุดจะดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แต่ยังไม่สามารถช่วยหนุนตลาดได้มากนัก เนื่องจากนักลงทุนประเมินว่าอาจเป็นจุดสูงสุดของปีนี้ และคาดว่าในไตรมาสถัดไป ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มอ่อนตัวลง
ส่วนประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในวันนี้ ได้แก่ การนำมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ซึ่งต้องรอดูว่าจะมีการเคาะรายละเอียดมาตรการออกมาหรือไม่
ด้านกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องตีความความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก. เงินกู้ ตลาดไม่ได้มีปฏิกิริยาเชิงลบ หรือเกิดความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากศาลไม่ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว หรือสั่งระงับการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้รัฐบาลยังสามารถเดินหน้าเตรียมความพร้อมตามไทม์ไลน์เดิม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่กับการจัดทำคำชี้แจงภายใน 7 วัน
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า มาตรการเงินกู้ดังกล่าวมีโอกาสผ่านไปได้ และจะมีส่วนช่วยประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเลือกลงทุนหุ้นรายตัวที่มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/2569 โดดเด่น และภาพรวมครึ่งปีหลังยังแข็งแกร่ง รวมถึงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบต่ำ หากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศยืดเยื้อ โดยประเมินกรอบแนวรับที่ 1,510 จุด และแนวต้านที่ 1,525 จุด