วิกฤตฮอร์มุซเขย่าต้นทุน แนะธุรกิจรับมือต้นทุน เชื่อรัฐดูแลเศรษฐกิจได้
วันนี้ (15 ก.ค.2569 ) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่อาจมีแนวโน้มกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนมิ.ย.ถึงต้นก.ค.69
หลังจากที่ทั้ง 2 ฝ่ายลงนามข้อตกลงหยุดยิง (MOU) เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 ซึ่งประเด็นดังกล่าวมีโอกาสที่จะส่งผลกระทบต่อระบบขนส่ง โดยเฉพาะการขนส่งทางเรือผ่านเส้นทางตะวันออกกลาง ความผันผวนของอัตราค่าระวางเรือและค่าประกันภัย รวมทั้งราคาพลังงานที่อาจกลับมาปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนความเพียงพอของวัตถุดิบในอุตสาหกรรมภาคการผลิต
ด้านผู้ประกอบการตัวแทนสายการเดินเรือ ให้ข้อมูลว่าสายการเดินเรือมีการเตรียมความพร้อม จากสถานการณ์ความขัดแย้งในรอบที่ผ่านมา โดยปัจจุบันสายการเดินเรือมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ โดยไปเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือ Khor Fakkan ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE และ ท่าเรือ Salalah/ Sohar ของประเทศโอมาน แทนการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ส่วนเส้นทางที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้น สายเดินเรือมีการประเมินความเสี่ยงต่อเนื่อง จึงทำให้ยังมีเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซจำนวนน้อยมาก จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ ผู้ประกอบการไม่ควรตระหนกจนเกินไป แต่ควรติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ทั้งนี้หอการค้าแนะผู้ประกอบการในการเตรียมความพร้อมและบริหารความเสี่ยง โดยติดตามสถานการณ์ โดยเฉพาะด้านราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง ประเมิน Stock วัตถุดิบและสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ รวมทั้งเตรียมแผนสำรองเพื่อจัดหาวัตถุดิบ และสินค้ากรณีเกิดการขาดแคลนในอนาคต ประสานสายการเดินเรือและผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ เพื่อหาแนวทางและเส้นทางในการขนส่งสินค้าผ่านตะวันออกกลาง โดยมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่เหมาะสมที่สุด
ประธานหอการค้า กล่าวอีกว่า หอการค้าไทยพร้อมเป็นสื่อกลางรับฟังข้อเสนอแนะจากเครือข่ายสมาชิกหอการค้าฯที่ได้รับผลกระทบ โดยจะประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจน ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการช่วยแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในระลอกนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้า การขนส่ง และความมั่นคงทางพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม ดังเช่นที่เคยร่วมกับรัฐบาลในการขับเคลื่อนแนวทางแก้ไขปัญหาตะวันออกกลาง ผ่านกลไกของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก.ที่ผ่านมา
ด้าน นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลก เผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้นจากระดับต่ำกว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงต้นเดือนก.ค. มาแตะระดับ 83.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นกว่า 19% สะท้อนให้เห็นว่าราคาพลังงานยังคงมีความผันผวนสูง ตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมในระยะช่วงนี้
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เชื่อมั่นว่ารัฐบาลมีทั้งเครื่องมือ กลไก และประสบการณ์ในการบริหารจัดการความผันผวนของราคาพลังงาน โดยที่ผ่านมาภาครัฐสามารถดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการดูแลค่าครองชีพ การรักษาเสถียรภาพของระดับราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อ
ตลอดจนการลดผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน ที่อาจส่งผ่านไปยังภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถดำเนินธุรกิจและรักษาการจ้างงานต่อไปได้ ขณะเดียวกันการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ยังมีส่วนสำคัญในการพยุงกำลังซื้อ ช่วยรักษาการบริโภคภายในประเทศ และเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในการประคองเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
อ่านข่าว:
"ทรัมป์" พับแผนเก็บค่าผ่านฮอร์มุซ 20% อ้างผู้นำชาติอาหรับขอไว้
"ทรัมป์" ขู่ทำลาย "ภูเขาพิกแคกซ์" ที่ตั้งโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน
"ทรัมป์" สั่งปิดล้อมท่าเรืออิหร่านรอบใหม่ จ่อเก็บค่าคุ้มครองผ่านฮอร์มุซ 20%