โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เศรษฐกิจโลกก้าวสู่ ‘ทศวรรษที่สูญหาย’..!!?

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 14 มิ.ย. เวลา 11.33 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. เวลา 23.40 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

จากธนาคารโลก (World Bank) เปิดเผยรายงาน Global Economic Prospects ล่าสุดประจำเดือนมิถุนายนปี 2569 ส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญ ทำให้ผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจทั่วโลก ต้องหันกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์กันขนานใหญ่ เมื่อตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้ถูกปรับลดลงเหลือเพียง 2.5% ถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

ชนวนเหตุสำคัญที่ฉุดกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ หนีไม่พ้นความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการปะทะกันโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ, อิสราเอลและอิหร่าน ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 4 ส่งผลให้เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญสุดของโลกอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ต้องถูกปิดลงอย่างไม่มีกำหนด วิกฤตการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนแบบโดมิโนทั่วทุกภาคส่วน

ผลกระทบระลอกแรกสะท้อนผ่านราคาน้ำมันดิบเบรนท์ กรณีฐานสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหรือเพิ่มขึ้นกว่า 36% จากปีก่อนหน้านี้และหากความขัดแย้งไม่สามารถคลี่คลายได้ภายในเวลาอันสั้น ธนาคารโลกเตือนว่า ราคาน้ำมันอาจทะยานขึ้นถึง 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (กรณีฉากทัศน์ที่เลวร้ายสุด)

หากวิกฤตพลังงานลุกลามสู่วิกฤตความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน เศรษฐกิจโลก อาจดิ่งลงเหลือเพียง 1.3% เท่านั้นเมื่อพิจารณาเป็นรายภูมิภาค พบว่า กลุ่มประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วงสุด โดยคาดการณ์ GDP ถูกหั่นลงเหลือเพียง 1.6%

ขณะที่ยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างจีน หนีไม่พ้นเช่นกัน โดยตัวเลขเติบโตถูกปรับลดลงเหลือ 4.2% จากเดิมเคยทำได้ถึง 5% ในปีที่ผ่านมา ส่วนยูโรโซน และญี่ปุ่น ยังเผชิญภาวะซบเซาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

อย่างไรก็ตามท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจ “อินเดีย” ยังเป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียว ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยธนาคารโลกคาดการณ์ว่าจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตไว้ได้สูงถึง 6.6% สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของอุปสงค์ภายในประเทศ และโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่มีความยืดหยุ่นต่อปัจจัยภายนอกได้ดีกว่าประเทศอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาการส่งออกพลังงาน หรือการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก

สิ่งที่น่ากังวลสุดจากรายงานฉบับนี้ คือ คำเตือนของ “อินเดอร์มิต กิลล์” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกที่ระบุว่า เศรษฐกิจโลกปัจจุบันมีความเปราะบางมากกว่าช่วงวิกฤตการเงินปี 2551 และปี 2561 เสียอีกเนื่องจากเรากำลังเผชิญกับปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาว ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคมสูงวัยที่ทำให้ประชากรวัยแรงงานลดลง หรือการลงทุนจากภาคเอกชนที่ซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด

กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา กำลังเสี่ยงต่อการติดหล่มทศวรรษที่สูญหาย เนื่องจากไม่สามารถยกระดับรายได้ต่อหัวเพื่อให้ก้าวทันกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้ทันตามเป้าหมายไว้ ปัญหาระดับหนี้สาธารณะสูงเป็นประวัติการณ์ในหลายประเทศ ยังทำให้รัฐบาลต่าง ๆ ขาดเครื่องมือและงบประมาณการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซ้ำร้ายอัตราเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวขึ้นจากราคาพลังงานและราคาปุ๋ย บีบบังคับให้ธนาคารกลางทั่วโลก จำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ระดับสูง เปรียบเสมือนการเหยียบเบรกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซ้ำเติมความเดือดร้อนของภาคธุรกิจ และประชาชนระดับฐานรากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รายงานฉบับนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนภัยชัดเจนว่า ปี 2569 ไม่ได้เผชิญเพียงแค่ปัญหาวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์ช่วงระยะสั้นเท่านั้น แต่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความผันผวนครั้งใหม่ นโยบายแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเร่งปรับตัว บริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงและทวีความรุนแรงขึ้นได้อย่างรวดเร็วตลอดเวลาหลังจากนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...