ถอดรหัส “ศุภชัย” ถอนตัวจาก CP ปั้น Arise ซื้อ TRUE 1.23 แสนล้าน เขย่าโทรคมนาคมไทย
การตัดสินใจของ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ในการลาออกจากตำแหน่งประธานคณะผู้บริหารของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) คือหนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกจับตามากที่สุดของแวดวงธุรกิจไทยในช่วงต้นปี 2569 ไม่ใช่เพราะเป็นการเปลี่ยนตัวผู้บริหารขององค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น หากแต่เพราะการเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อน “การย้ายศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจ” จากอุตสาหกรรมการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่โลกของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ข้อมูล และ แพลตฟอร์ม ซึ่งกำลังกลายเป็นแกนกลางของการแข่งขันเศรษฐกิจโลก
ศุภชัย ถือเป็นหนึ่งในสถาปนิกสำคัญของการขยาย CP จากบริษัทอาหารและเกษตร ไปสู่โทรคมนาคม สื่อ ดิจิทัล และฟินเทคตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา บทบาทของ "เขา" ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการบริหารองค์กร แต่รวมถึงการวางโครงสร้างการลงทุนระยะยาว การเชื่อมโยงพันธมิตรระดับโลก และการผลักดัน CP ให้กลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความสามารถแข่งขันในโลกเทคโนโลยี
การก้าวลงจากตำแหน่ง CEO จึงไม่ใช่การลดบทบาท แต่เป็นการ “ย้ายบทบาท” จากผู้บริหารอาณาจักรอุตสาหกรรม ไปสู่ผู้วางเกมทุนและโครงสร้างเทคโนโลยีในระดับระบบเศรษฐกิจ โดยมี กลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป (Arise Ventures Group) เป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ใหม่นี้
รายงานจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ระบุชัดว่า ศุภชัย ต้องการทุ่มเทกำลังทั้งหมดให้กับ Arise ซึ่งถูกออกแบบเป็นแพลตฟอร์มลงทุนในเทคโนโลยีเชิงเปลี่ยนผ่าน ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คลาวด์คอมพิวติ้ง ปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงไซเบอร์ ไปจนถึงโทรคมนาคมและฟินเทค เป้าหมายไม่ใช่เพียงการสร้างผลตอบแทนทางการเงิน แต่คือการสร้าง “โครงสร้างระบบ” ที่สามารถรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยและภูมิภาคในระยะยาว
การเปลี่ยนบทบาทนี้เกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับการเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของเทคโนโลยีโลก โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่โครงข่ายข้อมูล คลาวด์ และ AI กลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ไม่ต่างจากพลังงาน หรือ อาหารในศตวรรษที่ผ่านมา ประเทศที่สามารถควบคุมโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้ จะมีอำนาจต่อรองทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ Arise กลายเป็นที่จับตาของสังคม คือ ดีล การเข้าซื้อหุ้น ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จาก Telenor Group ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่จากนอร์เวย์ ด้วยมูลค่าธุรกรรมรวมประมาณ 1.23 แสนล้านบาท ดีล นี้ไม่เพียงเป็นหนึ่งในธุรกรรมเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ธุรกิจไทย แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านอำนาจทุนในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมจากทุนต่างชาติสู่ทุนไทยที่เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มดิจิทัล
เทเลนอร์ ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 25 ปี ตั้งแต่การเข้าลงทุนใน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ TAC ในปี 2543 พัฒนาเป็นแบรนด์ DTAC และ ควบรวมกับทรูในปี 2566 กลายเป็น ทรู คอร์ปอเรชั่น "ดีล" ดังกล่าวถือเป็นดีล โทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ เปิดทางให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยี 5G และบริการดิจิทัลระดับสูง
การตัดสินใจ Exit ของ เทเลนอร์ จึงไม่ใช่เพียงการขายหุ้น แต่สะท้อนการปรับยุทธศาสตร์ระดับโลกของบริษัท ที่มุ่งลดความซับซ้อนของพอร์ตในเอเชีย และ กลับไปโฟกัสตลาดหลักในยุโรปเหนือ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุนและผลตอบแทนผู้ถือหุ้น
ข้อตกลงระหว่างเทเลนอร์กับ บริษัท อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ ศุภชัย ระบุว่า เทเลนอร์จะขายหุ้น TRUE จำนวน 24.95% ในราคาหุ้นละ 11.70 บาท คิดเป็นมูลค่าประมาณ 100,900 ล้านบาท หรือราว 32,300 ล้านโครนนอร์เวย์ ปัจจุบันเทเลนอร์ ไทยแลนด์ อินเวสต์เมนท์ส ถือหุ้น TRUE จำนวน 10,469,377,551 หุ้น หรือประมาณ 30.30% การขายครั้งนี้เทียบเท่ากับประมาณ 8,620,824,089 หุ้น รวมมูลค่าประมาณ 100,863.64 ล้านบาท
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังตกลงทำสัญญาออปชันแบบ Put/Call สำหรับหุ้นส่วนที่เหลืออีก 5.35% ภายในระยะเวลา 2 ปีหลังปิดดีลแรก หากมีการใช้สิทธิจะมีมูลค่าเพิ่มอีกประมาณ 21,900 ล้านบาท ทำให้มูลค่ารวมของดีลอาจแตะระดับกว่า 1.23 แสนล้านบาท ตามที่เทเลนอร์ประเมิน
ราคาขายหุ้นในระดับดังกล่าวคิดเป็นพรีเมียมประมาณ 36% เมื่อเทียบกับราคาปิดวันแรกหลังทรูควบรวมกิจการในปี 2566 และสูงกว่าราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักย้อนหลัง 3 เดือนราว 4% เทเลนอร์เปิดเผยว่า ก่อนการควบรวมในปี 2564 มูลค่าการถือหุ้นในประเทศไทยอยู่ที่เพียง 12,000 ล้านโครนนอร์เวย์ แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 39,000 ล้านโครนนอร์เวย์ สะท้อนการสร้างมูลค่าเพิ่มระยะยาวอย่างชัดเจน
เบเนดิกเต ชิลเบรด ฟาสเมอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเทเลนอร์ ระบุว่า การขายหุ้นครั้งนี้เป็นการปิดฉากการลงทุนในตลาดไทยที่มีคุณค่า พร้อมขอบคุณพนักงานและลูกค้าที่ร่วมกันสร้างการเติบโตให้กับผู้ใช้บริการกว่า 60 ล้านราย ขณะที่ศุภชัยระบุว่า ดีลนี้สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพระยะยาวของทรู และความต่อเนื่องของการพัฒนาธุรกิจดิจิทัลในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ดีลนี้ถูกจับตาอย่างเข้มข้น ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่คือโครงสร้างของบริษัทที่เข้าซื้อหุ้น และการเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ใหม่ของศุภชัยผ่าน Arise Ventures ซึ่งจะเป็นหัวใจของการวิเคราะห์ในส่วนถัดไป
นักวิเคราะห์ "ส่งสัญญาณความเชื่อมั่น"
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จากหลายสำนัก (เช่น บล.กสิกร, บล.บัวหลวง) มองว่าการที่ผู้บริหารระดับสูงอย่าง “ศุภชัย” เข้ามาซื้อหุ้นในสัดส่วนที่สูงมาก (24.95%) โดยใช้เงินกว่าแสนล้านบาท เป็นการ ต่ออนาคตของ ทรู ว่ากำไรที่ทำได้ในไตรมาส 3/2568 นั้นไม่ใช่แค่เรื่องชั่วคราว แต่เป็นของจริง
ก่อนหน้านี้ตลาดเคยกังวลเรื่อง "หุ้นค้างคา" (Overhang) ว่า เทเลนอร์จะขายหุ้นออกมาเมื่อไหร่และขายให้ใคร การที่ดีลนี้จบลงโดยมีผู้ซื้อที่ชัดเจนและเป็น "ตัวจริง" ในอุตสาหกรรม ช่วยลดความเสี่ยงที่ราคาหุ้นจะถูกเทขายในตลาดกระดานหลัก (Big Lot แทนการเทขายในกระดานปกติ)
นักวิเคราะห์มองว่าเมื่อสัดส่วนหุ้นฝั่งนอร์เวย์ลดลง การขับเคลื่อนกลยุทธ์ "AI-First" และการรุกธุรกิจดิจิทัลใหม่ๆ จะทำได้รวดเร็วขึ้น เพราะไม่ต้องรอการตัดสินใจร่วมจากพันธมิตรสองฝ่ายเหมือนช่วงแรกของการควบรวม
“ซิกเว่” ไขคำตอบ “เทเลนอร์” ขายหุ้น Arise ไม่มีผลกระทบ
หลังจาก TRUE ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ เทเลนอร์ ขายหุ้นให้ Arise ซึ่งถือหุ้นโดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ต่อมาในช่วงเช้าและบ่าย ทาง ซิกเว่ เบรกเก้ Group CEO ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ชี้แจงต่อนักวิเคราะห์ ว่า บริษัทได้รับแจ้งจาก Telenor ว่าได้ตกลงขายหุ้น 24.95% ใน ทรู ให้กับบริษัท Arise ในราคาหุ้นละ 11.7 บาท จากนั้นจึงได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ในนอร์เวย์
ตามประกาศ จะมีข้อตกลง Call Option ระหว่างสองฝ่าย ซึ่งจะหมดอายุในอีก 2 ปี Arise เป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดย ประธานกรรมการบอร์ดทรูในปัจจุบัน และ บริษัทนี้จะกลายเป็นผู้ถือหุ้นในทรู
ในเวลาเดียวกัน Arise จะเป็นผู้ถือหุ้นหลักในสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ ของกลุ่ม CP เช่น ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ TrueMoney และบริษัทด้าน Wireless บางส่วน
“ผมเองจะมีบทบาทในบริษัท Arise ในตำแหน่ง Executive Chairman ของกลุ่ม Digital & Technology”
ดังนั้นการขายหุ้นในครั้งนี้ของ เทเลนอร์ ไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัทในเชิงการดำเนินงาน เราจะเดินหน้ากลยุทธ์ธุรกิจตามที่ได้สื่อสารไว้ก่อนหน้านี้ และจะอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมในช่วงประกาศผลประกอบการ Q4 รวมถึงกลยุทธ์ปี 2026 และอีกสองปีข้างหน้า
กลยุทธ์นี้ถูกพัฒนาร่วมกับทั้ง Telenor และประธานบอร์ด ดังนั้น จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์หรือรูปแบบการดำเนินงานของทรู
ทีมผู้บริหารยังคงเหมือนเดิม ผมยังคงเป็น Group CEO ส่วนTelenor จะลดสัดส่วนถือหุ้นเหลือประมาณ 5%
• การซื้อขายนี้ยังไม่เสร็จสิ้น ต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายและกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
• เมื่อปิดดีลแล้ว การโอนหุ้นจะมีผลทันที
• ไม่มี Mandatory Tender Offer เนื่องจากเป็นดีลระหว่างผู้ถือหุ้นสองรายเท่านั้ไม่มีแผนเปลี่ยนแปลงทีมผู้บริหารจากดีลนี้
• แม้ที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนทีมผู้บริหารบางส่วนในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา แต่ดีล นี้ไม่ได้ trigger การเปลี่ยนทีม
• ไม่มีผลกระทบต่อ True IDC, TrueMoney หรือสินทรัพย์ Wireless ซึ่งจะอยู่ภายใต้ Arise
• ไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการหนี้หรือ procurement policy
เปิดพอร์ต ‘ศุภชัย’ ฐานยังอยู่ CP แต่ทิศทางเริ่มเปลี่ยน
เมื่อเชื่อมโยงกับพอร์ตการถือหุ้นส่วนตัวของ ศุภชัย ภาพจะยิ่งชัดขึ้นว่า เขา เลือกวางทรัพย์สินในรูปแบบโฮลดิ้งและบริษัทจำกัด มากกว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์โดยตรง การตรวจสอบข้อมูลการถือหุ้นพบว่า มูลค่าการถือหุ้นรวมของศุภชัยอยู่ที่ประมาณ 4,400 ล้านบาท โดยมากกว่า 60% อยู่ในกลุ่มเกษตรและอาหารผ่านเครือ CP รองลงมาคือกลุ่มโฮลดิ้งและการลงทุนประมาณ 27% ขณะที่การลงทุนในโทรคมนาคมและดิจิทัลในเชิงบัญชีมีสัดส่วนยังไม่สูงนัก
เมื่อจัดกลุ่มตามลักษณะธุรกิจ พบว่า
• กลุ่มเกษตร–อาหาร–การผลิตเพื่ออาหาร มีมูลค่ารวมกว่า 2,784 ล้านบาท หรือกว่า 63% ของพอร์ตทั้งหมด
• กลุ่มโฮลดิ้ง–การลงทุน–การเงิน ประมาณ 1,190 ล้านบาท หรือราว 27%
• กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ประมาณ 307 ล้านบาท
• กลุ่มโทรคมนาคม–ดิจิทัล–ดาต้าเซ็นเตอร์ ราว 73 ล้านบาท
• กลุ่มบริการ อุตสาหกรรมอื่น และธุรกิจขนาดเล็ก มีสัดส่วนรวมไม่ถึง 3%
หุ้นที่มีมูลค่าสูงสุดยังคงเป็นการถือหุ้นใน เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด มูลค่ากว่า 2,579 ล้านบาท แม้สัดส่วนเพียง 1.49% แต่ด้วยขนาดสินทรัพย์ของกลุ่ม CP ทำให้มูลค่าทางบัญชีสูงอย่างมีนัยสำคัญ
รองลงมา คือ อุบลกาญจน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้ง มูลค่ากว่า 837 ล้านบาท ทำหน้าที่เป็นหนึ่งใน “แกนโครงสร้าง” ของการจัดวางบริษัทลูกในสายดิจิทัลและเวนเจอร์
การจัดพอร์ตในลักษณะนี้สะท้อนว่า แม้ฐานความมั่งคั่งหลักยังพึ่งพาอุตสาหกรรมอาหารและการผลิตแบบดั้งเดิม แต่โครงสร้างการลงทุนใหม่กำลังขยับน้ำหนักไปสู่ “โฮลดิ้ง–เวนเจอร์–ดิจิทัล” มากขึ้นอย่างมีแบบแผน
ที่น่าสนใจคือไม่พบการถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยตรงในนามบุคคล แม้จะมีชื่อเกี่ยวข้องกับบริษัทมหาชนหลายแห่ง แต่การถือหุ้นส่วนใหญ่ดำเนินผ่านนิติบุคคลหรือโครงสร้างโฮลดิ้ง การเลือกโครงสร้างเช่นนี้สะท้อนปรัชญาการบริหารความมั่งคั่งที่เน้นการควบคุมเชิงโครงสร้างมากกว่าการเก็งกำไรจากราคาหุ้น
โครงสร้างโฮลดิ้ง Arise กับกลไกควบคุมอำนาจทุน
หากดีลซื้อหุ้น TRUE จากเทเลนอร์คือภาพที่ปรากฏบนเวทีสาธารณะ โครงสร้างนิติบุคคลของกลุ่ม Arise คือกลไกเบื้องหลังที่กำหนดทิศทางอำนาจทุนอย่างแท้จริง การตรวจสอบข้อมูลทะเบียนนิติบุคคลเผยให้เห็นว่า บริษัทที่เข้าซื้อหุ้น TRUE โดยตรง คือ บริษัท อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจัดตั้งใหม่ มีทุนจดทะเบียนเพียง 1 ล้านบาท และมีอายุเพียงไม่กี่เดือนก่อนการทำดีลขนาดแสนล้านบาท
ในมุมมองของคนทั่วไป บริษัทที่มีทุนต่ำและไม่มีประวัติการดำเนินธุรกิจยาวนาน อาจถูกตั้งคำถามถึงความสามารถในการทำธุรกรรมขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ในโลกของการเงินและกฎหมายธุรกิจ บริษัทลักษณะนี้ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็น Special Purpose Vehicle (SPV) หรือ “ยานพาหนะการลงทุนเฉพาะกิจ” ซึ่งใช้สำหรับถือครองสินทรัพย์หรือดำเนินธุรกรรมเฉพาะรายการ เพื่อแยกความเสี่ยงและบริหารโครงสร้างทางกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
Arise Digital Technology มีกรรมการเพียงสองคน คือ นายศุภชัย เจียรวนนท์ และนายเมธี วินิชบุตร โดยศุภชัยเป็นผู้มีอำนาจลงนามหลัก โครงสร้างผู้ถือหุ้นระบุว่า บริษัทนี้ถูกถือหุ้นเกือบทั้งหมดโดย บริษัท อไรซ์ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจเชิงปฏิบัติการ แต่ทำหน้าที่ถือหุ้นในบริษัทลูก
เมื่อไล่โครงสร้างต่อขึ้นไป จะพบว่า บริษัท อไรซ์ โฮลดิ้ง จำกัด ถูกถือหุ้นเกือบทั้งหมดโดย บริษัท อุบลมาศ ดิจิทัล จำกัด และในระดับบนสุด นายศุภชัยถือหุ้นเกือบทั้งหมดในบริษัทอุบลมาศ ดิจิทัล ขณะที่มีผู้ถือหุ้นส่วนน้อยในเชิงเทคนิคเพื่อให้ครบตามกฎหมาย โครงสร้างแบบ “ไล่ชั้น” นี้ทำให้ศุภชัยสามารถควบคุมอำนาจการตัดสินใจได้เกือบ 100% แม้จะกระจายความเสี่ยงทางกฎหมายออกไปตามชั้นของนิติบุคคล
อีกบริษัทที่น่าสนใจคือ Arise Ventures Group จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ด้วยทุนเริ่มต้นเพียง 1 ล้านบาท ก่อนจะเพิ่มทุนเป็น 922,048,000 บาท ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ สะท้อนความพร้อมด้านเงินทุนและความตั้งใจขยายกิจการอย่างรวดเร็ว ซึ่งโครงสร้างผู้ถือหุ้นระบุว่า นายศุภชัยถือหุ้น 99.99% บริษัท อุบลมาศ ดิจิทัล จำกัด ถือหุ้น 0.01% บริษัทานี้มีกรรมการมีเพียง 2 คน คือ นายศุภชัย และนายเมธี วินิชบุตร โดยนายศุภชัยเป็นผู้มีอำนาจลงนามหลัก
ระบบนิเวศ Arise กับเกมแพลตฟอร์ม และภูมิรัฐศาสตร์ดิจิทัล
Ascend Money: ฟินเทคยูนิคอร์นและ Virtual Bank
นอกเหนือจากโทรคมนาคม กลุ่ม Arise ยังถือสัดส่วนการลงทุนที่มีนัยสำคัญใน บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด (Ascend Money) ซึ่งเป็นฟินเทคยูนิคอร์นรายแรกของประเทศไทย และก่อตั้งโดยนายศุภชัยตั้งแต่ปี 2558
ล่าสุด Ascend Money ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของโครงสร้างระบบการเงินไทย โดยเปิดทางให้บริการทางการเงินสามารถเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง ลดต้นทุน และเพิ่มการแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ดั้งเดิม
การมี Virtual Bank อยู่ในพอร์ตของ Arise ทำให้กลุ่มสามารถเชื่อมโยง โครงข่ายโทรคมนาคม (TRUE) ดาต้าเซ็นเตอร์ (True IDC) โครงสร้างคลาวด์และ AI และระบบชำระเงินและสินเชื่อดิจิทัล เข้าด้วยกันเป็น “ระบบนิเวศดิจิทัลครบวงจร” ซึ่งผู้เล่นที่ครอบครองโครงสร้างพื้นฐานหลายชั้นจะมีความได้เปรียบอย่างยั่งยืน
แกนแรกของระบบนิเวศคือโครงข่ายโทรคมนาคมของ TRUE ซึ่งครอบคลุมผู้ใช้งานระดับหลายสิบล้านรายและเป็นประตูสู่ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคในวงกว้าง โครงข่ายนี้ไม่ได้เป็นเพียงท่อส่งสัญญาณอีกต่อไป แต่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับบริการดิจิทัล ตั้งแต่สตรีมมิ่ง การชำระเงินดิจิทัล ไปจนถึงบริการ AI และ IoT ในอนาคต
แกนที่สองคือโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลผ่าน ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ (True IDC) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ของประเทศไทย และมีแผนขยายการลงทุนไปยังประเทศในภูมิภาค การควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์เท่ากับการควบคุมพื้นที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจ AI และคลาวด์ในทศวรรษหน้า
แกนที่สามคือโครงสร้างทางการเงินผ่าน Ascend Money ซึ่งเป็นฟินเทคยูนิคอร์นรายแรกของไทย และเพิ่งได้รับใบอนุญาตธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา การมี Virtual Bank อยู่ในระบบนิเวศเดียวกัน เปิดทางให้การผสานข้อมูลผู้ใช้งาน เครือข่ายการชำระเงิน และบริการสินเชื่อเข้ากับแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยตรง
เมื่อเชื่อมสามแกนนี้เข้าด้วยกัน จะเกิดแพลตฟอร์มที่สามารถให้บริการได้ตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงแอปพลิเคชันปลายทาง เช่น การให้บริการ AI บนคลาวด์ที่เชื่อมกับข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์ การปล่อยสินเชื่อดิจิทัลโดยใช้ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานเครือข่าย หรือการพัฒนาบริการอัจฉริยะสำหรับเมืองและอุตสาหกรรม
โมเดลลักษณะนี้ใกล้เคียงกับแพลตฟอร์มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในต่างประเทศที่ผสานโครงข่าย ข้อมูล และการเงินเข้าไว้ด้วยกัน เช่น Tencent, Alibaba หรือ Amazon Web Services ผสานกับบริการการเงินของตนเอง ความแตกต่างคือ Arise กำลังสร้างโมเดลนี้ในบริบทของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีความอ่อนไหวด้านกฎระเบียบ ความมั่นคงข้อมูล และการแข่งขันเชิงโครงสร้าง
ในเชิงเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม การครอบครองหลายชั้นของห่วงโซ่มูลค่าเช่นนี้สร้างอำนาจต่อรองสูง และอาจนำไปสู่ลักษณะ “Winner Takes Most” หากแพลตฟอร์มสามารถสร้าง network effect ได้เพียงพอ ยิ่งมีผู้ใช้งานมาก ข้อมูลยิ่งมาก คุณภาพบริการยิ่งดี และต้นทุนต่อหน่วยยิ่งลดลง ทำให้ผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาดได้ยาก
สำหรับ TRUE การมี Arise เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่มีวิสัยทัศน์ด้านแพลตฟอร์ม อาจช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านจากโอเปอเรเตอร์ไปสู่ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครบวงจร อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องใช้การลงทุนสูง ความสามารถในการบริหารข้อมูล และการจัดการความเสี่ยงด้านไซเบอร์และความเป็นส่วนตัว
การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ทำให้ดีล TRUE ไม่ได้เป็นเพียงดีลการเงิน แต่เป็น “ดีลเชิงโครงสร้าง” ที่จะกำหนดทิศทางการแข่งขันของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในอีกหลายปีข้างหน้า
ท้ายที่สุด ดีล TRUE มูลค่า 1.23 แสนล้านบาทจึงไม่ใช่เพียงการซื้อหุ้น แต่เป็นการวางหมากในเกมใหญ่ของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ที่จะส่งผลต่อการแข่งขัน การกำกับดูแล และทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศในอีกหลายปีข้างหน้า.