โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้นไทยฟื้นตัวหลังเลือกตั้ง แนะ2กองทุนเด่นเข้าพอร์ต

ทันหุ้น

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

#บลจ.อีสท์สปริง #ทันหุ้น -บลจ.อีสท์สปริง มีมุมมองเชิงบวกหลังเลือกตั้ง ชี้บรรยากาศการลงทุน “เปิดรับความเสี่ยง” มากขึ้น รัฐออกนโยบายกระตุ้นระยะสั้นผสานพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว ยกระดับไทยในฐานะ Investment Destination สำหรับพอร์ตระยะสั้น เน้นกองทุน ES-SET50-A ระยะกลางเน้นกระจายความเสี่ยงในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจในประเทศและนโยบายรัฐโดยตรง ส่วนระยะยาวยังคงแนะนำหุ้นปันผลผ่านกองทุน ES-DIV

นายยิ่งยง เจียรวุฑฒิ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง เปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นของประเทศไทยในมุมมองนักลงทุนจากความชัดเจนทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้ง ถือเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่อการฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย โดยเฉพาะใน 3 มิติหลัก

โดยมิติแรก เสถียรภาพเชิงนโยบาย (Policy stability) จากการมีรัฐบาลที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายได้จริง ช่วยลด Risk Premium ที่นักลงทุนเคยเรียกร้องจากสินทรัพย์ไทยในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากความต่อเนื่องของนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดยแกนนำพรรคเดิม รวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาลที่คาดว่าจะมีจำนวนเสียงในสภาที่สามารถผลักดันนโยบายต่างๆออกมาได้อย่างไม่ยาก

มิติที่ 2 กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Capital flows) ตลาดหุ้นไทยซึ่งอยู่ในระดับมูลค่าที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับภูมิภาค (Valuation Discount) มีโอกาสได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ หากเห็นสัญญาณเชิงบวกด้านนโยบายและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งล่าสุด เฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ กว่า 47,500 ล้านบาท และจากต้นปีจนถึงวันดังกล่าว ต่างชาติซื้อสุทธิกว่า 51,900 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของต่างชาติต่อเศรษฐกิจไทย

สำหรับมิติที่ 3 ภาพลักษณ์การลงทุนระยะกลาง หากรัฐบาลสามารถผสมผสานนโยบายกระตุ้นระยะสั้นเข้ากับแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน การยกระดับภาคบริการและการท่องเที่ยว จะช่วยเสริมความน่าสนใจของไทยในฐานะ Investment Destination รวมถึงการผลักดันงบลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน จะเพิ่มในเรื่องของการจ้างงาน และสร้างการเติบโตต่อเศรษฐกิจในระยะกลาง

ทั้งนี้ การปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนการตอบรับเชิงบวกต่อปัจจัยการเมืองและความคาดหวังต่อนโยบายเศรษฐกิจใหม่ โดยลักษณะการฟื้นตัวมีจุดเด่นสำคัญคือ เป็นการฟื้นตัวจากระดับที่ถูกกดดันมานาน (Valuation Recovery) มีแรงหนุนจากกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศ และ บรรยากาศการลงทุนเปลี่ยนจากระมัดระวัง เป็น “เปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น” (Risk-on sentiment)

*เต็มไปด้วยความคาดหวัง

นายยิ่งยง มองว่า ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวบนความคาดหวัง (Expectation-Driven) มากกว่าการเติบโตของกำไรที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้นความผันผวนยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงติดตามผลประกอบการและรายละเอียดเชิงลึกของนโยบายรัฐบาล ซึ่งโดยปกติหลังเลือกตั้งแล้ว จะยังคงเห็น Post Election Rally ต่ออีกประมาณ 1 เดือน ซึ่งหลังจากนั้นอาจจะต้องติดตามถึงปัจจัยพื้นฐานมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น โฉมหน้าคณะรัฐมนตรีที่อาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน การผลักดันนโยบายให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน รวมถึงการปรับประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยต่อเนื่องที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

จากทิศทางนโยบายและโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน บลจ.อีสท์สปริง มองว่ากลุ่มหุ้นที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์มากกว่าตลาด ได้แก่ กลุ่มค้าปลีกและอุปโภคบริโภคในประเทศ กลุ่มท่องเที่ยวและบริการ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและก่อสร้าง ในกรณีที่รัฐบาลเร่งรัดโครงการลงทุนภาครัฐ จะเป็นแรงสนับสนุนต่อกลุ่มนี้ในระยะถัดไป

*กองทุนแนะนำ

สำหรับคำแนะนำเชิงกลยุทธ์ต่อการลงทุนในหุ้นไทย ซึ่งได้รับปัจจัยเชิงบวกจากความคาดหวังเรื่องความต่อเนื่องของนโยบายจาก Election Rally ซึ่งในระยะสั้น แนะนำกองทุน ES-SET50-A ส่วนในระยะกลาง นักลงทุนควรใช้กลยุทธ์ “Selective และมีวินัยในการบริหารความเสี่ยง” โดยมีแนวคิดหลักคือ เน้นลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจในประเทศและนโยบายรัฐโดยตรง เลือกบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง กระแสเงินสดมั่นคง และไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอกมากเกินไป

“อย่างไรก็ดีในระยะยาวยังคงต้องติดตามการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคเอกชน รวมถึงปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างในระยะยาว เราจึงยังแนะนำเน้นการลงทุนไปที่หุ้นไทยปันผล อย่างกองทุน ES-DIV เพื่อลดความเสี่ยงจากการลดความคาดหวังการเติบโต และให้น้ำหนักกับความมั่นคงของกระแสเงินสดมากขึ้น” นายยิ่งยง กล่าว

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...