เปิดสูตรเดนทิสเต้ ยาสีฟันพรีเมียมหลักร้อย กวาดรายได้ 3 พันล้าน ปั้นโมเดล Subscription ส่งถึงบ้าน
หากเอ่ยถึงชื่อแบรนด์ไทยที่สามารถทะยานสู่เวทีโลกได้อย่างสง่างามในปัจจุบัน เราคงจะนับนิ้วกันแทบไม่หมด และหนึ่งในชื่อที่โดดเด่นจนกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดคือ “เดนทิสเต้” (DENTISTE’) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมอันดับหนึ่งในประเทศไทย จากจุดเริ่มต้นในฐานะยาสีฟันก่อนนอนที่เป็นไอคอนิกของไทย สู่การเป็นแบรนด์ “Confidence Solution” ระดับสากลที่ครองใจผู้บริโภคระดับพรีเมียมในหลายพื้นที่
แม้ระยะหลังช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมเศรษฐกิจจะมีความผันผวน แต่การดูแลสุขภาพและภาพลักษณ์ของตัวเองยังคงเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก (Oral Care) โดยรวมในปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 18,500 ล้านบาท แบ่งเป็นสีฟัน 60% และอื่นๆ 40% พร้อมเติบโตเพิ่มขึ้น จากปี 2567 ประมาณ 6%
เนื่องจากปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ควบคู่กับความต้องการผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์การดูแลในระยะยาว ในส่วนของตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมโดยรวมในปี 2568 มีมูลค่า 4,000 ล้านบาท และมีการเติบโต 10% จากปี 2567 ในจำนวนนี้แบ่งเป็นยาสีฟัน 60% และอื่นๆ 40%
และในสมรภูมิสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ที่มีการแข่งขันสูงลิ่ว เดนทิสเต้ ยังคงตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์พรีเมียมระดับโลกด้วยกลยุทธ์ที่ลึกซึ้งกว่าแค่การขายสินค้า แต่เป็นการขาย “ความมั่นใจ” และ “โมเมนต์ที่ดีที่สุดในชีวิต”
ศิวกร พิทยานุกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า เดนทิสเต้ครองความเป็นที่ 1 และผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมในประเทศไทยอย่างแข็งแรง โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มนี้ 30% และเติบโตมากกว่าตลาด โดยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2567 สูงถึง 20% ซึ่งเดนทิสเต้เติบโตในระดับนี้ทุกปี ปัจจุบันมีจำหน่ายใน 27 ประเทศทั่วโลก พร้อมกับจะขยายให้ครอบคลุมถึง 30-35 ประเทศ ในอนาคตอันใกล้
เนื่องจากกลุ่มลูกค้าพรีเมียมมองว่าการลงทุนกับยาสีฟันหลอดละ 100-300 บาท เป็นค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่ากว่าการต้องไปเสียเงินรักษาฟันที่ปลายเหตุซึ่งมีราคาสูงกว่าหลายร้อยเท่า
เดนทิสเต้สร้างแบรนด์ให้ครองใจผู้บริโภคไทยและอาเซียน
“ในปีนี้ เดนทิสเต้มุ่งตอกย้ำการเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียม ผ่านกลยุทธ์หลักในการยกระดับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทุกด้าน การรุกตลาดยาสีฟันระดับพรีเมียมในภูมิภาคอาเซียน และความร่วมมือกับแบรนด์แอมบาสเดอร์อันดับหนึ่งอย่างลิซ่า ลลิษา มโนบาล อย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ เป็นปีที่ลิซ่ากลับมาเปิดตัวยาสีฟันเดนทิสเต้ สูตรใหม่ “เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์” เป็นปีที่ 4 ในฐานะ Brand Ambassador อย่างเป็นทางการไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในประเทศฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ด้วย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่แบรนด์ใช้การสื่อสารระดับภูมิภาคอย่างเต็มตัว”
สำหรับ 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
1.ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดพรีเมียมด้านนวัตกรรมดูแลช่องปาก
2.รุกตลาดยาสีฟันพรีเมียมในอาเซียน ผ่าน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ และอยากครองใจผู้บริโภค ด้วยผลิตภัณฑ์ยาสีฟันเดนทิสเต้ระดับพรีเมียม นำโดยลิซ่า ที่จะเป็นตัวแทนเดนทิสเต้ครองใจผู้บริโภคใน 3 ประเทศ
3.สานต่อความร่วมมือกับ “ลิซ่า–ลลิษา มโนบาล” (Collaboration with LISA) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “4 Years of Trust, One Confident Smile” เพื่อสื่อสารแนวคิด “รอยยิ้มสวยมั่นใจ” ของลิซ่าที่พิสูจน์มาแล้วกว่า 4 ปี และสร้างความประทับใจและการจดจำแบรนด์เดนทิสเต้
ดร.แสงสุข พิทยานุกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวเสริมว่า ปัจจุบัน กลุ่มสยามเฮลท์ กรุ๊ป ดำเนินธุรกิจใน 5 กลุ่มหลัก มีรายได้รวมราว 5,000 ล้านบาท โดยเดนทิสเต้สร้างรายได้กว่า 2,000–3,000 ล้านบาท หรือเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้รวม พร้อมตั้งเป้าปรับโครงสร้างรายได้ในระยะยาวจากปัจจุบัน ไทย 50% ต่างประเทศ 50% ไปสู่ ไทย 10% และต่างประเทศ 90% เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดของตลาดภายในประเทศ รวมทั้ง
“แบรนด์ได้เข้าไปปักธงในตลาดศักยภาพสูงอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นได้อย่างสง่างาม โดยเฉพาะในเกาหลีใต้ที่เดนทิสเต้สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดในเซกเมนต์พรีเมียมได้ถึง 10% ขณะที่ในญี่ปุ่นแม้จะครองส่วนแบ่งเพียง 1-2% แต่ด้วยขนาดตลาดที่ใหญ่กว่าไทยมหาศาลจึงยังเป็นโอกาสเติบโตที่สำคัญ นอกจากนี้ยังเตรียมแผนรุกตลาดใหม่อย่างสหรัฐอเมริกา ลาตินอเมริกา (เม็กซิโก) และแอฟริกา โดยใช้จุดเด่นเรื่องนวัตกรรม "Nighttime Toothpaste" และการที่ลิซ่ามีฐานแฟนคลับทั่วโลกเป็นใบเบิกทางในการเข้าสู่เชนซูเปอร์มาร์เก็ตระดับโลก เพื่อเจาะกลุ่มชาวเอเชียและชาวเม็กซิกันที่บริโภคอาหารรสจัดซึ่งต้องการผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากที่มีประสิทธิภาพสูง”
คลินิกทันตแพทย์ไม่เคยลดลง การดูแลช่องปากก็ยังคงเติบโต
พร้อมกันนี้เดนทิสเต้ได้รุกโมเดลธุรกิจใหม่คือ "Subscription Model" หรือระบบสมาชิกที่ส่งสินค้าตรงถึงบ้านตามคำแนะนำของทันตแพทย์ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุดให้ลูกค้าแบบรายเดือน ซึ่งตั้งเป้าผู้สมัครไว้ถึง 1 ล้านคน ควบคู่ไปกับการทำ Collaboration กับพันธมิตรระดับโลก เช่น สายการบินชั้นนำ เพื่อแจกชุด Travel Kit ให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ทดลองใช้จริง ซึ่งนับเป็นกลยุทธ์ Experience Marketing ที่ได้ผลลัพธ์ในการเปลี่ยนผู้ใช้หน้าใหม่ให้กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์ได้อย่างยั่งยืน
สำหรับก้าวต่อไปที่ท้าทายของเดนทิสเต้ ดร.แสงสุข มองว่า คือการยกระดับจากการส่งออกเป็นการสร้างฐานการผลิตในต่างประเทศ โดยมีแผนจะเริ่มจ้างผลิต (OEM) เพื่อลดกำแพงภาษีและข้อกำหนดด้านสาธารณสุขของแต่ละประเทศที่เริ่มเข้มงวดมากขึ้นเมื่อแบรนด์เติบโตขึ้นจนมีส่วนแบ่งการตลาดนัยสำคัญ โดยเชื่อมั่นว่าหัวใจของความสำเร็จคือ "คุณภาพของสินค้าที่ใช้แล้วต้องเห็นผลทันที" ผสานกับพลังของ Presenter ระดับโลกที่จะทำให้แบรนด์ไทยแบรนด์นี้ก้าวขึ้นเป็น Top of Mind ในใจผู้บริโภคได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับประเทศ Top 4 ที่ขายดี คือ เกาหลี ไทย ญี่ปุ่น และกัมพูชา
ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดสูตรเดนทิสเต้ ยาสีฟันพรีเมียมหลักร้อย กวาดรายได้ 3 พันล้าน ปั้นโมเดล Subscription ส่งถึงบ้าน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- เปิดสูตรเดนทิสเต้ ยาสีฟันพรีเมียมหลักร้อย กวาดรายได้ 3 พันล้าน ปั้นโมเดล Subscription ส่งถึงบ้าน
- "ม.กรุงเทพธนบุรี" เปิดตัวผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก "น้องพิ้งค์-บิว ภูริพล" การันตีคุณภาพ
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath