โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กวาดล้างคอร์รัปชัน ปรับลดขนาดราชการ เวียดนามกับแผนปฏิรูปโครงสร้างรัฐ และความท้าทายของพรรคคอมมิวนิสต์

The Momentum

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา หนึ่งในประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่าง ‘เวียดนาม’ ได้เกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งสำคัญภายในประเทศคือ การจัดประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ครั้งที่ 14 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทบทวนแนวทางการบริหารประเทศ ตลอดจนกำหนดยุทธศาสตร์และเป้าหมายในการพัฒนาประเทศต่อไป

อันที่จริง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เรามักได้ยินชื่อเวียดนามและการเคลื่อนไหวของประเทศดังกล่าวบ่อยมากขึ้น

คำพูดทำนองว่า ‘เศรษฐกิจเวียดนามกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง’ กำลังกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในระดับนานาชาติ หรือแม้แต่กระแส ‘เวียดนามกำลังจะแซงไทย’ ก็กำลังได้รับความสนใจจากสังคมไทยเช่นเดียวกัน

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงคำกล่าวลอยๆ แต่มีหลักฐานรูปธรรมประจักษ์อย่างชัดเจน ผ่านตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามที่ขยายตัวต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2025 อัตราการเติบโตพุ่งสูงถึงร้อยละ 7.5 ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียน

หากพิจารณาถึงปัจจัยที่เอื้อให้เวียดนามเติบโตอย่างก้าวกระโดด นอกเหนือจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้งใกล้กับทะเลจีนใต้หรือการแข่งขันกันของมหาอำนาจระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ต่างต้องการขยายเขตอิทธิพล (Sphere of influence) ของตนเองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ยังมีปัจจัยภายในอย่าง ‘การปฏิรูปโครงสร้างรัฐ’ ซึ่งมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว

The Momentum ชวนสำรวจกระบวนการปฏิรูปโครงสร้างรัฐภายในประเทศเวียดนาม ที่มีส่วนสำคัญต่อการสร้างเสถียรภาพและการพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด ซึ่งมาพร้อมกับความท้าทายต่อระบอบสังคมนิยมเวียดนาม

เวียดนามก่อนการปฏิรูป

เวียดนามนับเป็นประเทศเกิดใหม่ ภายหลังการรวมประเทศและก่อตั้งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในปี 1975

ในช่วงระยะเริ่มต้น เวียดนามต้องเผชิญผลกระทบอย่างหนักทั้งจากการเมืองและเศรษฐกิจ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามเวียดนาม ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้บริบทของสงครามเย็น

ในช่วงเวลาดังกล่าว รูปแบบการปกครองของเวียดนามเดินตามรอยสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต กล่าวคือ มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวที่มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดทิศทางของประเทศ นั่นคือ พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (Communist Party of Vietnam: CPV)

พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามถือเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดและมีความชอบธรรมทางการเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งสามารถเข้าควบคุมองค์กรต่างๆ ภายในประเทศ อีกทั้งยังเป็นผู้กำหนดทิศทางและออกแบบนโยบายของประเทศ จากนั้นฝ่ายรัฐบาลจึงค่อยนำเอาแนวทางนโยบายเหล่านั้นมาปฏิบัติใช้เพื่อบริหารประเทศ

ด้วยเหตุนี้เอง โครงสร้างของพรรคจึงมีความสลับซับซ้อนและมีองค์กรย่อยจำนวนมากอยู่ภายในพรรค นอกจากนี้งบประมาณที่ใช้ในการบริหารจัดการพรรค ก็มีจำนวนมหาศาล อย่างไรก็ดี ความซับซ้อนเชิงโครงสร้างนี้เองที่ทำให้เกิดข้อจำกัดด้านการดำเนินงานของพรรคในทางปฏิบัติจริง และมีผลต่อเนื่องมายังประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ กระทั่งส่งผลให้เวียดนามถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศยากจนในช่วงกลางทศวรรษ 1980

เริ่มต้นปฏิรูปประเทศ: ตลาดสังคมนิยม

ท่ามกลางข้อจำกัดภายในประเทศและแรงกดดัน จากระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 พรรคจึงได้เริ่มต้นปฏิรูปประเทศในปี 1986 ผ่านการประกาศใช้นโยบาย ‘โด่ยเหมย’ (Doi Moi) ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า ‘การเปลี่ยนแปลงใหม่’

หลักการเบื้องต้นของนโยบายโด่ยเหมยคือ การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ ที่จากเดิมรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง (Centrally Planned Economy) มาสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดแนวสังคมนิยม (State-managed Market Economy) ที่ถึงแม้จะยังคงมีรัฐเป็นศูนย์กลาง แต่ก็ได้เปิดโอกาสให้กลไกตลาดเข้ามามีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น

การปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศภายใต้นโยบายโด่ยเหมย ทำให้เกิดการเริ่มต้นกระจายอำนาจออกสู่ท้องถิ่นและภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น รัฐได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิในการครอบครองและใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อการเกษตร รวมไปถึงการเปิดประเทศเพื่อรับเอาการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาภายในประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) และเพื่อเชื่อมเวียดนามสู่เวทีโลก

ผลจากนโยบายดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยร้อยละ 6-7 ต่อปี นับตั้งแต่ปี 1986 เป็นต้นมา โครงสร้างการผลิตของประเทศค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจากการภาคการเกษตรไปสู่ภาคการผลิตและอุตสาหกรรม ซึ่งมีผลมาจากการลงทุนและนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเกิดการขยายตัวของชนชั้นกลางใหม่ที่มีรายได้สูงขึ้นและได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น ซึ่งสามารถกลายเป็นแรงงานทักษะสูงเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

รื้อรากเน่า: อุปสรรคสำคัญของการพัฒนา

แม้นโยบายโด่ยเหมยจะถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้เวียดนามเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในทางกลับกันนโยบายดังกล่าวก็เปิดพื้นที่ให้ปัญหาการทุจริตขยายตัวมากขึ้น อันเป็นผลมาจากการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดระบบอุปถัมภ์และวัฒนธรรม ‘การจ่ายใต้โต๊ะ’ เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางธุรกิจ ขณะเดียวกันในขณะที่ประเทศกำลังเร่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่โครงสร้างรัฐและพรรคที่มีขนาดใหญ่และมีลักษณะซับซ้อน กลับแทบไม่ได้รับการปฏิรูปอย่างจริงจังนับตั้งแต่ปี 1975 เป็นต้นมา ซึ่งปัญหาเหล่านี้เองมีโอกาสจะพัฒนากลายเป็นเนื้อร้ายต่อการพัฒนาประเทศได้

เหงียน ฟู จ่อง (Nguyen Phu Trong) ซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในปี 2016 จึงมีความพยายามที่จะเริ่มต้นปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่อีกครั้ง ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างรัฐ เพื่อสร้างระบอบการปกครองที่คล่องตัวและเข้มแข็งมากขึ้น รวมไปถึงการปรับปรุงระบบกฎหมายบางส่วน และที่สำคัญคือการต่อต้านการทุจริตด้วยการออกนโยบายที่มีชื่อว่า ‘เตาเผาทุจริต’ (Blazing Furnace) เพื่อกวาดล้างการคอร์รัปชันที่ยังคงวนเวียนอยู่ในภายในประเทศ และเพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับบรรดาข้าราชการให้เกิดความรู้สึก ‘ไม่สามารถ ไม่ต้องการ และไม่กล้า’ ที่จะกระทำการทุจริตต่อประเทศ และในอีกแง่หนึ่งก็เพื่อส่งสัญญาณถึงนานาประเทศ ให้เกิดความมั่นใจต่อการลงทุนภายในเวียดนามด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้รูปแบบการทุจริตที่พบบ่อยที่สุดในประเทศ มีตั้งแต่การรับสินบนระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับภาคเอกชน, การยักยอกทรัพย์แผ่นดินของเจ้าหน้าที่รัฐ, การเล่นพรรคเล่นพวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดาชนชั้นนำภายในพรรคคอมมิวนิสต์เอง

ผลจากนโยบาย Blazing Furnace ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับมากกว่า 2 แสนราย ถูกปลดออกจากตำแหน่งหรือจำคุก นับตั้งแต่ปี 2016 จนถึงปัจจุบัน

การกวาดล้างคอร์รัปชันยิ่งเข้มข้นมากขึ้นไปอีกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่าน โดยในปี 2023 เริ่มมีการจับกุมประชาชน นักธุรกิจ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐรวมทั้งสิ้น 24,162 ราย ด้วยการตั้งข้อหารับสินบน ภายในปีเดียว นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงอย่าง เหงียน ซวน ฟุก (Nguyen Xuan Phuc) อดีตประธานาธิบดีคนที่ 10 ของเวียดนาม และสมาชิกคณะกรรมการกรมการเมือง (Politburo) อีกจำนวน 6 รายจากทั้งหมด 18 ราย ถูกปลดออกจากตำแหน่ง โดยเชื่อว่าพบการทำทุจริตภายในพรรค

นอกจากการเดินหน้าปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจังแล้ว เวียดนามยังปฏิรูปโครงสร้างรัฐ ผ่านการปรับลดหน่วยงานและบุคคลของรัฐ เพื่อควบคุมงบประมาณและการบริหารประเทศให้มีประสิทธิภาพและคล่องตัวมากขึ้น โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติเวียดนามอนุมัติให้มีการลดกระทรวงเหลือเพียงแค่ 14 กระทรวง จากเดิมที่มีอยู่ 18 กระทรวง และมีการปลดข้าราชการออกจากระบบราชการมากถึง 2.5 แสนราย

โต เลิม (To Lam) ในฐานะตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามต่อจาก ฟู จ่อง ซึ่งถึงแก่อสัญกรรมในปี 2024 กล่าวว่า “การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยลดงบประมาณของรัฐเท่านั้น แต่ยังช่วยให้การบริหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัวมากขึ้น”

ต่อมาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติเวียดนามประกาศแผนลดจำนวนจังหวัดจากทั้งหมด 63 จังหวัด ให้เหลือเพียงแค่ 34 จังหวัด เพื่อเข้าควบคุมหน่วยงานปกครองระดับจังหวัดให้เข้าสู่ศูนย์กลางมากขึ้น

ทั้งนี้การเดินหน้าปฏิรูปประเทศ นับตั้งแต่การนำของฟู จ่องมาจนถึงโต เลิม ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าปราบปรามคอร์รัปชันด้วยการไล่กวดและลงโทษผู้กระทำผิด การพยายามปรับลดหน่วยงานต่างๆ และดึงอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางมากขึ้น ทำให้ผู้เขียนอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบสิ่งนี้กับการปฏิรูปโครงสร้างรัฐของ สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ภายหลังการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนในปี 2013

นับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่อำนาจ สีเดินหน้าปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเวียดนาม เช่น การปราบปรามคอร์รัปชัน และปลดเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง หรือแม้แต่การทำให้กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (People’s Liberation Army: PLA) อยู่ภายใต้อำนาจตนเองโดยตรง โดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งมองว่า ประธานาธิบดีจีนต้องการจำกัดกลุ่มอำนาจที่เห็นต่างไปจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Chinese Communist Party: CCP) และรวบรวมอำนาจกลับสู่ศูนย์กลาง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคมากขึ้น

ในทำนองเดียวกัน เวียดนามเองก็ถูกตั้งข้อสังเกตเช่นเดียวกันกับจีน อย่างไรก็ตามจุดที่ทำให้เวียดนามแตกต่างกับจีนคือ เวียดนามยังคงปฏิรูปโครงสร้างรัฐภายใต้กลไกของพรรค มากกว่าที่จะยึดโยงอำนาจหลักไว้ที่ตัวผู้นำสูงสุดเช่นกรณีของจีน

ความเสี่ยงจากการเร่งปฏิรูป: จากความเชื่อมั่นสู่ความสงสัย

แม้ที่ผ่านมา การดำเนินการต่อต้านคอร์รัปชันดูจะเป็นผลดีสำหรับการพัฒนาประเทศโดยภาพรวม ทว่า ไม เจือง (Mai Truong) ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ ณ Marquette University ในรัฐวิสคอนซิน กลับวิเคราะห์เอาไว้ว่า การเร่งรัดปราบปรามการคอร์รัปชันภายในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่ปี เพื่อต้องการปฏิรูปโครงสร้างรัฐ อาจกลายเป็นกับดักร้ายต่อรัฐบาลเผด็จการพรรคเดียว ภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

ประการแรก การเดินหน้าปราบปรามทุจริตนอกจากจะเพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับต่างประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุนเข้าเวียดนามแล้ว พรรคยังต้องการสร้างเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนภายในประเทศ เพื่อทำให้เกิดความรู้สึกศรัทธาต่อพรรคและระบอบเผด็จการสังคมนิยมต่อไป

โดยทั่วไป ประชาชนที่อยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการสังคมนิยม มักจะมีความเฉื่อยชาทางการเมืองสูง อย่างไรก็ตาม การรายงานข้อเท็จจริงในประเด็นคอร์รัปชันผ่านหน้าสื่อของรัฐ เพื่อต้องการแสดงออกถึงความโปร่งใสให้ประชาชนได้เห็น กำลังจะเปิดช่องว่างให้ประชาชนหันกลับมาสนใจการเมืองมากขึ้น มากไปกว่านั้น พรรคยังเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เริ่มมีพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้น อย่างเช่น คณะกรรมการพรรค ณ นครโฮจิมินห์ เสนอเงินรางวัลจำนวน 410 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 12,810 บาท) ให้กับบุคคลที่เข้ามารายงานเรื่องการทุจริต เพราะถือว่าเป็นการช่วยเหลือการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ

สิ่งเหล่านี้ยิ่งจะเป็นแรงขับสำคัญให้ประชาชนเกิดความรู้สึกตื่นตัวทางการเมือง และมีแนวโน้มที่จะตั้งคำถามต่อข้อสงสัย เกี่ยวกับการเมืองที่มากไปกว่าแค่การต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งอาจจะไปถึงการตั้งคำถามต่อระบอบการปกครองของประเทศเลยก็ได้

ประการต่อมา นโยบาย Blazing Furnace อาจทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่ชนชั้นนำของประเทศ ซึ่งโดยปกติประเทศที่ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม เช่น จีน เกาหลีเหนือ หรือแม้แต่เวียดนามเอง ต่างก็ให้ความสำคัญต่อความสามัคคี ความแข็งแกร่ง และความเป็นหนึ่งเดียวของพรรคมาก่อนเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มชนชั้นนำระดับสูงของพรรค อย่างคณะกรรมการกลาง คณะกรรมการกรมการเมือง หรือองค์กรสำคัญอื่นๆ ของพรรค ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างภาพลักษณ์พรรคให้ดูเข้มแข็งและโดดเด่นอยู่เสมอ

ทว่านโยบายดังกล่าวกลับกำลังมุ่งเป้าโจมตีไปที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงโดยตรง โดยนอกเหนือจากการปลดเหงียน ซวน ฟุก อดีตประธานาธิบดีของเวียดนามดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้มีการปลดบุคคลสำคัญของประเทศอย่าง หวู ดึ๊ก ดัม (Vu Duc Dam) นายกรัฐมนตรี, ฟาม บิ่ญ มิญ (Pham Binh Minh) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, และเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกจำนวนมากในกระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าออกจากตำแหน่ง เนื่องจากพบการกระทำที่เข้าข่ายทุจริต

ความแตกแยกภายในหมู่ชนชั้นนำข้างต้น มีแนวโน้มที่จะย้อนกลับมาสร้างความสั่นคลอนต่อความเป็นเอกภาพและความชอบธรรมของพรรค ซึ่งถือเป็นเสาหลักหลักสำคัญของระบอบการปกครองสังคมนิยมเวียดนาม

สำหรับประการสุดท้าย โม เจือง วิเคราะห์ไว้ว่า การปราบปรามการคอร์รัปชันของเวียดนามมุ่งเน้นไปที่ปัจเจกบุคคลโดยเชื่อว่า เป็นเรื่องของความเสื่อมถอยทางศีลธรรม มากกว่าจะเป็นปัญหาที่ฝังรากอยู่ระบอบการปกครองหรือบทบาทของพรรค ซึ่งยังคงถูกวางอยู่ในฐานะสถาบันที่มีความชอบธรรมทางการเมืองอยู่เสมอ

การกวาดล้างคอร์รัปชันที่มีมาตั้งแต่ปี 2016 ผ่านการลงโทษเพียงแค่ปัจเจกบุคคล ไม่ประสบความสำเร็จได้อย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อข้อมูลจากศูนย์การศึกษาเชิงกลยุทธ์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (The Center for Strategic and International Studies: CSIS) เปิดเผยว่า ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2025 ของเวียดนามได้คะแนนเพียงแค่ 41 จาก 100 คะแนน และแม้จะได้คะแนนเยอะกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียนอย่าง อินโดนีเซีย เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา แต่คะแนนดังกล่าวยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 42 คะแนน ซึ่งช่วยชี้ให้เห็นว่า ความโปร่งใสของเวียดนามยังไม่มากพอ และเมื่อพิจารณาไปพร้อมกับความเสี่ยงประการแรก การเริ่มตื่นรู้ทางการเมืองของประชาชน อาจนำมาสู่การตั้งคำถามต่อระบบการปกครองของเวียดนามและความชอบธรรมของพรรค ได้ในท้ายที่สุด

มาจนถึงตอนนี้เราอาจมองได้ว่า เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า การปฏิรูปประเทศและโครงสร้างรัฐสามารถเป็นแรงขับสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ ทว่ากระบวนการปฏิรูปดังกล่าว อาจทำให้เกิดความท้าทายใหม่ต่อระบอบการปกครองของเวียดนามเอง ทั้งในมิติของความเป็นเอกภาพภายในพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และการบริหารประเทศภายใต้บริบทของสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

โจทย์สำคัญของเวียดนามในอนาคตจึงอาจไม่ใช่เพียงแค่ประเด็นทางเศรษฐกิจ แต่ยังรวมไปถึงความท้าทายของพรรคว่า จะปรับตัวอย่างไรให้สอดรับกับสังคมที่มีความคาดหวังสูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถคงไว้ซึ่งความชอบธรรมและความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อไปได้

ที่มา:

- สีม่วง จิรายุทธ์. (2024) 2024. “บทบาทรัฐกับการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ค.ศ. 1976–2020: บทวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง”. วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษา 24 (1): 65-88.

- Jumlongnark, Worrawoot, and Hoai Nguyen Thu. 2024. “DEVELOPMENT OF THE POLITICAL ECONOMY IN VIETNAM: A CASE STUDY OF POST-DOI MOI REFORMS”. Journal of Humanities and Social Sciences Mahamakut Buddhist University Isan Campus 5 (1): 174-83.

- https://thediplomat.com/2024/02/why-vietnams-escalating-anti-corruption-campaign-might-backfire/

- https://www.reuters.com/world/asia-pacific/vietnam-parliament-approve-plan-leaner-government-2025-02-18/

- https://www.voathai.com/a/vietnam-s-security-chief-elected-president-by-parliament/7623066.html

- https://www.csis.org/blogs/new-perspectives-asia/diverging-blazing-furnace-vietnams-opportunity-attract-more-us

- https://www.u4.no/publications/vietnam-corruption-and-anti-corruption/fullversion

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...