โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เศรษฐศาสตร์ที่มองไม่เห็น: การยกระดับ “พลังอาสา” จากกลไกสงเคราะห์สู่การเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ในวาระปี IAV 2026

ไทยโพสต์

อัพเดต 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.11 น. • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ในแวดวงการพัฒนาสังคมไทย เรามักติดอยู่กับภาพจำของ "งานอาสาสมัคร" ในฐานะกิจกรรมเชิงจริยธรรมหรือการบำเพ็ญประโยชน์ชั่วคราว ทว่าหากพิจารณาผ่านแว่นตาของนักเศรษฐศาสตร์และนักนโยบายสาธารณะ พลังของอาสาสมัครไทยคือ "ทุนทางสังคม" (Social Capital) มหาศาลที่ถูกประเมินค่าต่ำเกินไป (Underestimated) มาโดยตลอด ทั้งที่จริงแล้วพวกเขาคือตาข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Net) ที่ทำงานได้รวดเร็วยิ่งกว่ากลไกภาครัฐ

พลังทวีคูณที่มากกว่าตัวเลข GDP

ข้อมูลจากสภาพัฒน์ (สศช.) เผยให้เห็นนัยสำคัญที่น่าสนใจว่า ลำพังเพียงขนาดทางเศรษฐกิจขององค์กรไม่แสวงหากำไร (NPIs) มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.8 ของ GDP แต่เมื่อมีการทำ Imputed Valuation หรือคำนวณมูลค่าจากการอุทิศตนของอาสาสมัครรวมเข้าไปด้วย ตัวเลขดังกล่าวกลับดีดตัวขึ้นเป็นร้อยละ 1.6 ทันที

นัยเชิงสถิตินี้สะท้อนว่า พลังอาสาสมัครมีค่าเท่ากับ "หนึ่งเท่าตัว" ของมูลค่าเศรษฐกิจในภาคส่วนนี้ หรือคิดเป็นเม็ดเงินกว่า 80,000 ล้านบาท นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าอาสาสมัครไม่ใช่เพียง "แรงงานเสริม" แต่เป็น "แรงงานหลัก" ที่ช่วยอุดช่องว่างของรัฐและตลาด โดยเฉพาะในสภาวะวิกฤต (Crisis Management) เราจะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนในเชิงความเร็ว (Velocity) และการเข้าถึงพื้นที่ (Accessibility) ตั้งแต่โศกนาฏกรรมสึนามิ มหาอุทกภัย จนถึงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่แม่สายและหาดใหญ่ในปี 2568 ที่ผ่านมา ในขณะที่กลไกราชการติดหล่มอยู่กับ "ระเบียบการเบิกจ่าย" และ "ขั้นตอนสั่งการตามสายงาน" (Bureaucratic Red Tape) แต่อาสาสมัครกลับขยับตัวเป็น หน่วยเคลื่อนที่เร็ว (Rapid Response Unit) กลุ่มแรกที่เข้าถึงใจกลางปัญหา

รื้อสร้างวาทกรรม: งานอาสาคือความล้มเหลวของรัฐจริงหรือ?มีข้อถกเถียงเชิงรัฐศาสตร์ว่า "จำนวนอาสาสมัครที่มาก คือดัชนีชี้วัดความอ่อนแอของสวัสดิการรัฐ" ซึ่งในทัศนะทางวิชาการอาจถือเป็นการมองเพียงมิติเดียว หากเราศึกษาโมเดลจากประเทศพัฒนาแล้วอย่าง อังกฤษที่บูรณาการอาสาเข้ากับระบบ NHS เพื่อลดภาระบุคลากรทางการแพทย์, เยอรมนีที่ปั้นอาสากู้ภัยให้มีทักษะระดับอาชีพจนเป็นโครงสร้างความมั่นคง หรือญี่ปุ่นที่ใช้เครือข่ายอาสาในชุมชนเป็นด่านหน้าสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ต่อภัยพิบัติ

จะพบว่างานอาสาสมัครในบริบทสมัยใหม่ไม่ใช่การ "ชดเชย" รัฐที่ล้มเหลว แต่คือการสร้าง "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์" (Strategic Partnership) ที่เปลี่ยนบทบาทพลเมืองจากผู้รับบริการ (Passive Receiver) ให้กลายเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนประเทศ (Active Partner) โดยรัฐทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) แทนการเป็นผู้สั่งการเพียงฝ่ายเดียว

ทางออกปี 2026: สลายกับดักข้อมูลและนิยามใหม่ของงานอาสา
แม้ไทยจะมีอาสาสมัครในระบบสูงถึง 18 ล้านราย ทว่าเรายังคงติดหล่มภาวะ "การบริหารจัดการแบบแยกส่วน" (Fragmented Management) ข้อมูลมหาศาลกระจุกตัวอยู่เพียงในสารบบราชการ ขณะที่ "อาสาสมัครยุคใหม่" ทั้งกลุ่มอิสระและกลุ่มอาสาสมัครทักษะสูง (High-skilled Volunteers) เช่น นักบัญชีที่ช่วยวางระบบการเงินให้มูลนิธิ หรือโปรแกรมเมอร์ที่ช่วยเขียนระบบเตือนภัยพิบัติ กลับอยู่นอกฐานข้อมูลหลัก ทำให้เราสูญเสียโอกาสในการระดมทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพสูงสุดไปอย่างน่าเสียดาย

ในโอกาสที่โลกก้าวเข้าสู่ ปีสากลแห่งอาสาสมัครเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (IAV 2026) และการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลใหม่ จึงเป็นโอกาสทองที่จะผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย 3 ประการสำคัญ:

  • Institutionalization: สถาปนาโครงสร้างเชิงสถาบันที่มั่นคง เปลี่ยนจากการสนับสนุนแบบเบี้ยหัวแตกรายปี ไปสู่การตรากฎหมายรองรับสิทธิ และสร้างระบบสวัสดิการที่คุ้มครองความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับงานอาสาให้เป็นพันธกิจที่มีมาตรฐานวิชาชีพ
  • National Volunteer Database: เร่งพัฒนาฐานข้อมูลอัจฉริยะที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน สลายการทำงานแบบไซโล โดยเน้นระบบจับคู่ศักยภาพตามความเชี่ยวชาญ (Skill-based Matching) เพื่อให้เราสามารถดึง "คนเก่ง" มาช่วยแก้ปัญหา "งานยาก" ของประเทศได้อย่างแม่นยำ
  • Responsive Governance & Transparency: ปฏิรูปรัฐจาก "ผู้ควบคุม" เป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" (Facilitator) โดยจัดสรรงบประมาณตามผลกระทบทางสังคม (Social Impact) ที่วัดผลได้จริงผ่านเครื่องมืออย่าง SROI แทนการยึดติดระเบียบงานเอกสารที่เทอะทะ พร้อมใช้ระบบข้อมูลเปิด (Open Data) ตรวจสอบได้แบบ Real-time เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระดับสากล รองรับการทำงานที่ยืดหยุ่นและฉับไวของอาสาสมัครในทุกสภาวะวิกฤต

บทสรุป: จาก "น้ำใจ" สู่ "พลังแผ่นดิน"การพลิกโฉมงานอาสาสมัครไทยในศตวรรษที่ 21 มิใช่เพียงการบริหารจัดการแรงงานราคาถูก แต่คือการเปลี่ยนผ่านจาก "แรงงานล่องหน" ไปสู่การเป็น "กลไกการมีส่วนร่วมที่ยั่งยืน" ความสำเร็จของปี 2026 จะไม่ได้วัดกันที่จำนวนกิจกรรมที่จัดขึ้น แต่วัดกันที่ว่าเราสามารถ "เปลี่ยนหยาดเหงื่อให้เป็นระบบ" ได้สำเร็จหรือไม่

นี่คือการประกาศว่าประชาชนไม่ใช่เพียงผู้รอรับความช่วยเหลือ แต่คือหุ้นส่วนที่มีศักยภาพในการกำหนดทิศทางประเทศ เมื่อใดที่ระบบนิเวศงานอาสาเข้มแข็ง มีกฎหมายคุ้มครอง และมีฐานข้อมูลที่ชาญฉลาด เมื่อนั้นเราจะได้เห็นพลังมหาศาลที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเงินตรา แต่ขับเคลื่อนด้วย "ความรับผิดชอบร่วมกัน" ในฐานะเจ้าของบ้าน ถึงเวลาแล้วที่จะทำให้พลังอาสาเป็นกระดูกสันหลังที่แข็งแรงของสังคมไทย เพื่อส่งต่อประเทศที่เข้มแข็งและยืดหยุ่นให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างภาคภูมิใจ

คอลัมน์ พิจารณ์นโยบายสาธารณะ กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
วันพุธที่ 11กุมภาพันธ์ 2569
ดร. ณัฐธเดชน์ ชุ่มปลั่ง
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...