ชูวิทย์ฟาด “พรรคประชาชน” ปมสอดไส้คนสีเทา-ดีลตำแหน่ง แซะแรง “ใครแตะไม่ได้เป็นของขึ้น”
เมื่อวันที่ 19 ม.ค.นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า กินส้มสอนน้อง
ในที่สุด พรรคการเมืองอย่างพรรคประชาชนก็ไม่ได้มีความแตกต่างจาก “พรรคการเมืองเก่า”
จากการออกมาตอบโต้พาดพิงในประเด็นต่าง ๆ พร้อมกล่าวหาว่าตนโจมตี และขุดเอาเรื่องเก่ามาป้ายสี
นายชูวิทย์ระบุว่า โดยความเป็นจริง การที่มีการเสนอหาตำแหน่ง สส. แล้วได้ตำแหน่งนั้น ไม่ได้ทำให้พรรคส้มเสียหายแต่อย่างใด และไม่เกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกพรรคของประชาชน
ต้นตอของการพูดเรื่องนี้ มาจากประเด็น “สีเทา” ที่เกิดขึ้นภายในพรรคส้ม
หลังพิธีกรสอบถามกรณี สส. พรรคถูกตำรวจจับกุมในคดีเว็บพนัน ตนจึงเชื่อมโยงว่า
“พรรคส้มจะไปตรวจสอบเรื่องสีเทาได้อย่างไร ในเมื่อคนในพรรคเองก็ยังมีสีเทา ที่ผ่านมาข้อมูลสีเทามักได้มาจากโจ๊ก เพราะโจ๊กมีข้อมูลจำนวนมาก”
การแลกเปลี่ยนตำแหน่งไม่ใช่เรื่องเสียหายต่อพรรคส้มแม้แต่น้อย เพราะไม่ใช่เรื่องผิดปกติ
ประสบการณ์ของโจ๊กมีมากมาย ถือเป็น “The Professional” ด้านตำรวจอย่างเหมาะสม
สิ่งที่นายวิโรจน์ควรทำคือการปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่การใช้ “วาทกรรม” มาตอบโต้
ซึ่งเป็นรูปแบบของ “การเมืองเก่า” ที่พรรคส้มประกาศว่าไม่ต้องการ
ในเมื่อพรรคส้มเสนอตัวเข้ามาบริหารประเทศในฐานะมืออาชีพ แต่กลับใช้วิธีการแบบข้างถนน จะถือว่าเหมาะสมหรือไม่
สุดท้าย พรรคส้มก็ไม่แตกต่างจากพรรคอื่น ๆ ที่ตนเองเคยวิจารณ์ว่าเป็นการเมืองแบบเดิม
ปากบอกต้องการสร้างการเมืองใหม่ แก้ปัญหาบ้านเมือง และไม่อยากให้สิ่งเก่า ๆ ที่ทำให้ประเทศเสียหายยังคงอยู่
แต่การใช้วิธีการเช่นนี้ จะทำให้บ้านเมืองดีขึ้นตรงไหน
นายชูวิทย์ระบุว่า ตนจะไม่ตอบโต้นายวิโรจน์ และยังขอให้กำลังใจ
เพราะยังจำได้ว่าเคยไปชูมือให้กำลังใจในวันที่ได้รับชัยชนะเลือกตั้งอย่างเหนือความคาดหมาย ที่เสาชิงช้า กรุงเทพมหานคร
หลังจากนั้นก็ไม่เคยไปรบกวนอีกเลย
อย่างไรก็ตาม นายวิโรจน์และนายธนาธรมีสถานะทางการเมืองที่แตกต่างกัน
เวลาที่นายธนาธรไปเจรจาดีลต่าง ๆ ก็ไม่เคยพานายวิโรจน์ไปด้วย
วันหนึ่ง หากพรรคส้มได้เป็นรัฐบาล อย่าบอกว่านายวิโรจน์ทำงานการเมืองโดยไม่หวังตำแหน่ง เพื่อใช้ต่อยอดให้งานสำเร็จ
ตนเป็นเพียงราษฎรธรรมดา เดินดินกินข้าวแกง
จะด่าหรือกล่าวหาอย่างไร ก็ไม่กระทบต่อตนแต่อย่างใด
ไม่มีคะแนน ไม่ต้องการเรตติ้ง และไม่มีความปรารถนาในตำแหน่งใด ๆ อีกแล้ว
ตนพอแล้ว
แต่สำหรับนายวิโรจน์และพรรคส้ม ยังจำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์ “การเมืองใหม่” ไว้ให้ดี
หากเห็นว่าสิ่งที่ตนพูดไม่จริง ก็ควรใช้เหตุผลมาหักล้าง
ดีกว่านำลีลาการเมืองรุ่นเก่ามาใช้ตอบโต้
อีกทั้งตนไม่เคยกล่าวว่า “พรรคส้มเลว”
อย่างที่ “อาจารย์ตือโป๊ยก่าย” พยายามแต่งเติมเรื่องเพื่อช่วยพรรคส้ม
บุคคลเหล่านี้ หากวันใดพรรคส้มได้เป็นรัฐบาล
จะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่เข้ามาเสนอหน้าเรียงคิวขอตำแหน่ง
ที่ผ่านมา ตนเพียงพูดถึง “หลักการ” ที่บิดเบือนไปจากธรรมชาติของการเมือง
โดยเฉพาะการที่พรรคส้มเลือกสนับสนุนพรรคน้ำเงินให้มีอำนาจมาจนถึงวันนี้
ซึ่งทำให้ผู้ที่เลือกพรรคส้มรู้สึก “ผิดหวัง” รวมถึงตนเองด้วย