ปรับพอร์ตอย่างไร? หากความมั่นใจหุ้น AI สั่นคลอน
#ทันหุ้น – บทวิเคราะห์ล่าสุดของนิตยสาร The Economist ที่ตั้งคำถามตรง ๆ ว่า ในยุคที่หุ้นเทคโนโลยี AI พุ่งแรง ราคาหุ้นแพงเป็นประวัติการณ์ แต่มาตรการป้องกันความเสี่ยงกลับหายากกว่าที่เคย นักลงทุนควรจะทำอย่างไรกับพอร์ตลงทุนของตัวเอง
นิตยสาร The Economist ได้ไปย้อนดูการแข่งขัน Super Bowl 2026 ช่วงเช้าตรู่วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็จะเห็นโฆษณา chatbot AI ชื่อ Claude ในช่วงระหว่างเกมการแข่งขัน เห็นแล้วหลายคนย้อนนึกถึง Super Bowl ปี 2000 ตอนฟองสบู่ dotcom ที่มีบริษัทอินเทอร์เน็ตถึง 17 แห่งแย่งกันซื้อโฆษณา 30 วินาทีในราคาแพงลิ่ว แล้วไม่นานหลังจากนั้น ตลาดหุ้นเทคก็เข้าสู่ขาลงอย่างรุนแรง
มาวันนี้ ความมั่นใจของนักลงทุนต่อคลื่นเทคโนโลยีรอบใหม่อย่าง AI เริ่ม “สั่นคลอน” เห็นได้จากการที่บรรดา Big Tech อย่าง Alphabet, Amazon, Meta และ Microsoft ต่างออกมาประกาศว่าจะทุ่มเม็ดเงินรวมกันราว 660,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเร่งลงทุนด้าน AI แต่แทนที่ตลาดจะขานรับในเชิงบวก มูลค่าหุ้นกลับปรับตัวลงหลังการประกาศเกือบทั้งหมด มีเพียง Meta ที่เด้งขึ้นในช่วงแรก ก่อนอ่อนตัวตามเพื่อน ขณะที่หุ้น Microsoft เองปรับลงไปราว 16%
นิตยสาร The Economist มองว่าปัญหาคือ นักลงทุนรู้ว่าหุ้นโดยรวมวันนี้ “แพง” โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ และเริ่มลามไปตลาดอื่น ๆ เมื่อราคาหุ้นสูงเมื่อเทียบกับกำไรพื้นฐาน ผลตอบแทนคาดหวังในอนาคตก็ยิ่งต่ำลง และถ้าเกิดการปรับฐานแรง ๆ นักลงทุนที่ถือหุ้นเหล่านี้อยู่ก็ย่อมเสียหายมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ การจะหาสินทรัพย์มาช่วยป้องกันความเสี่ยงกลับไม่ง่ายเหมือนเดิม เพราะทองคำซึ่งเคยเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยก็แกว่งแรง
สำหรับนักลงทุนรายบุคคล ถึงแม้จะไม่มีข้อจำกัดแบบกองทุน แต่การขายออกเพียงเพราะ “หุ้นดูแพง” ก็อาจกลายเป็นกลยุทธ์ที่ผิดพลาดได้ เพราะถ้าย้อนกลับไปดูฟองสบู่ dotcom ช่วง 5 ปีก่อนถึงจุดพีกในเดือนมีนาคม 2000 ดัชนี NASDAQ เคยย่อตัวลงมากกว่า 10% เป็นสิบ ๆ ครั้ง นักลงทุนที่กลัวแล้วขายทิ้งในแต่ละครั้ง อาจจะพลาดการขึ้นต่อเนื่อง เพราะสุดท้ายในช่วง 5 ปีนั้น ดัชนีปรับตัวขึ้นเกือบ 12 เท่า และแม้หลังจากฟองสบู่แตก หากใครซื้อไว้ตั้งแต่ต้นปี 1995 แล้วถือยาวไปจนสุดรอบขาลง ก็ยังมีกำไรเกือบเท่าตัวอยู่ดี
ดังนั้นโจทย์ของนักลงทุนในยุค AI ไม่ใช่แค่จะ “หนีออกจากตลาด” แต่คือจะป้องกันความเสี่ยงอย่างไร
สมมติถ้าฟองสบู่ AI แตกขึ้นมาจริง ๆ กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงแบบไหนที่ “กันกระแทกขาลง” นิตยสาร The Economist แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ
- การกระจายระหว่างหุ้นกับพันธบัตร
- กลยุทธ์ใช้อนุพันธ์อย่าง Options
- และ กระจายการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่มอื่น ๆ
เริ่มจากสูตรคลาสสิกก่อนเลย คือการแบ่งพอร์ตระหว่างหุ้นกับพันธบัตรรัฐบาล โดยช่วงปลายยุค 90s กลยุทธ์นี้เวิร์กมาก เพราะดอกเบี้ยรัฐบาลในประเทศพัฒนาแล้วอยู่ในแนวโน้มขาลงต่อเนื่อง หลังผ่านยุคเงินเฟ้อสูงในทศวรรษ 80s ผลคือ ราคาพันธบัตรขึ้นแรง เนื่องจากราคาพันธบัตรวิ่งสวนทางกับvตราผลตอบแทน
ถ้าดูตั้งแต่ต้นปี 1995 ไปจนถึงจุดพีกของ NASDAQ เดือนมีนาคม 2000 ดัชนี Bloomberg ที่วัดผลตอบแทนรวมของตะกร้าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนสะสมเกือบ 50% จากนั้นพอตลาดหุ้นเทคเริ่มร่วง ธนาคารกลางกลับมาลดดอกเบี้ยอีกรอบ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลงต่อ ราคาพันธบัตรปรับขึ้นต่ออีกประมาณ 30% ในช่วงที่ NASDAQ ร่วงจากยอดลงสู่จุดต่ำสุด (ดูกราฟช่วงบน)
แต่คำถามใหญ่ของยุคนี้คือ สูตรจัดพอร์ตหุ้นกับพันธบัตรยังเวิร์กอยู่ไหม? เพราะช่วงตลาดหมีปี 2022 ทั้งหุ้นและพันธบัตรเจอแรงขายพร้อมกันจากเงินเฟ้อสูง และการขึ้นดอกเบี้ยแรง และถ้าถามนักลงทุนวันนี้ว่าอะไรอาจเป็นชนวนหยุดรอบกระทิงของตลาดหุ้น หลายคนตอบเหมือนกันคือ เงินเฟ้อกลับมาร้อนแรง ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ราคาหุ้นก็ลง ราคาพันธบัตรก็ลงพร้อมกันอีกรอบ กลายเป็นว่าเครื่องมือป้องกันความเสียหายอย่างพันธบัตรที่เคยพึ่งได้ อาจไม่ช่วยได้เหมือนเดิม
แถมโลกวันนี้ยังมีความเสี่ยงเชิงนโยบายเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่าง วันที่ประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศนโยบายภาษีการค้า เมื่อ 2 เมษายนปีที่แล้ว ที่ทำให้ตลาดตกใจช่วงสั้น ๆ เพราะกังวลว่าการใช้นโยบายการค้าที่คาดเดายาก จะลดความน่าเชื่อถือของพันธบัตรสหรัฐฯ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ช่วงนั้นทั้งพันธบัตรและหุ้นปรับลดลงพร้อมกัน รวมถึงประเด็นความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะของประเทศพัฒนาแล้ว ดังนั้น ถ้าในอนาคต เมื่อตลาดหุ้นปรับลดลงอาจลากพันธบัตรให้โดนหางเลขไปด้วยก็ได้
มาถึงกลยุทธ์ที่นำอนุพันธ์มาช่องปกป้องพอร์ตลงทุน โดยเฉพาะ Options ซึ่งเฮดจ์ฟันด์กับนักลงทุนที่เชี่ยวชาญใช้กันมานาน แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นนักลงทุนรายย่อยใช้กลยุทธ์นี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แนวคิดคือ เราเก็บผลตอบแทนจากหุ้นตามปกติในช่วงขาขึ้น แล้วใช้ Options มาตัดขาดทุนเมื่อรอบตลาดเปลี่ยน
เช่น ปัจจุบัน TFEX ได้เปิดให้ซื้อขาย Options โดยมีดัชนี SET50 เป็นสินค้าอ้างอิง หรือที่เรียกว่า SET50 Index Options ดังนั้น หากนักลงทุนต้องการคุ้มครองพอร์ตหรือป้องกันความเสี่ยงสามารถใช้การซื้อ Put Options เพื่อสร้างกลยุทธ์ช่วงตลาดขาลง เพียงจ่ายค่าพรีเมี่ยม ก็ได้รับสิทธิในการขายตามราคาที่กำหนดไว้สำหรับล็อคกำไรหากตลาดมีการปรับตัวลง และที่สำคัญ คือ ในขณะเดียวกันหากตลาดปรับตัวขึ้น นักลงทุนก็สามารถเลือกที่จะไม่ใช่สิทธิ Put Options ดังกล่าวได้ โดยนักลงทุนจะขาดทุนจำกัดเพียงแค่ค่าพรีเมี่ยม คล้ายกับค่าเบี้ยประกันที่จ่ายไปก่อนหน้าแล้ว
และสุดท้าย ซึ่งจากการทดสอบของ Goldman Sachs พบว่าให้ผลลัพธ์ดีที่สุด นั่นคือการกระจายการลงทุนไปในหุ้นบางกลุ่ม (แทนที่จะพึ่งแต่พันธบัตรหรืออนุพันธ์) โดยเฉพาะดัชนีหุ้นประเภท Low Volatility, ดัชนีหุ้น Dividend Aristocrats (หุ้น S&P 500 ที่จ่ายปันผลต่อเนื่อง) และหุ้นระดับคุณภาพยอดเยี่ยม (เช่น ROE สูงสม่ำเสมอ)
พูดง่าย ๆ คือการกระจายไปหุ้นที่มีคุณสมบัติพื้นฐานแข็งแรง และราคาไม่เหวี่ยงมาก สามารถช่วยทั้งลดความเสี่ยง และเพิ่มผลตอบแทนในระยะยาวได้พร้อมกัน