โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปี 68 'อาฟเตอร์ ยู' กำไรลดครั้งแรกรอบ 5 ปี กางแผนเปิดร้านเพิ่ม ลุยตะวันออกกลาง ปิดสาขาเขมรชั่วคราว

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) เผยผลประกอบการปี 2568 มีรายได้จากการขาย 1,616 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายสินค้าและวัตถุดิบ ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 204 ล้านบาท ลดลง 92 ล้านบาท หรือ “ลดลง 31%” จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้โดยเฉพาะรายได้จากร้านขนมหวานและเครื่องดื่ม ในขณะที่ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น สำหรับกำไรที่ลดดังกล่าว ยังถือเป็นการ“ลดลงครั้งแรกในรอบ 5 ปี” ด้วย

อย่างไรก็ตาม เดือนตุลาคม 2568 อาฟเตอร์ ยู มีการออกสินค้าใหม่ในกลุ่มเครื่องดื่มพร้อมดื่ม (Ready-to- Drink)“ชา อาฟเตอร์ ยู”(After You) ที่มีต้นทุนสูงกว่าสินค้าเดิมของบริษัทฯ เพราะเป็นการจ้างผลิต(OEM) ส่วนช่องทางขายมีทั้งหน้าร้านอาฟเตอร์ ยู และร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ทุกสาขา บริษัทยังต้นทุนสินค้าใหม่หลายรายการรวมถึงสินค้าสำหรับเทศกาลปีใหม่สูงกว่าต้นทุนเฉลี่ยของสินค้าเดิม จึงมีผลต่อการทำกำไรขั้นต้นและกระทบต่อกำไรโดยรวมด้วย

ทั้งนี้ เมื่อดูรายได้รายธุรกิจ กลุ่มร้านขนมหวานและเครื่องดื่มมูลค่า 1,126 ล้านบาท ลดลง 174 ล้านบาท หรือลดลง 13% จากปี 2567 เนื่องจากการลดลงของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของร้านอาฟเตอร์ ยู ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนลูกค้าและยอดขายต่อบิลที่ปรับตัวลดลง และเจาะลึกไตรมาส 4 บริษัทมีรายได้จากการขายเท่ากับ 414 ล้านบาท ลดลง 19 ล้านบาท หรือลดลง 4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากการลดลงของยอดขายสาขาเดิมของร้านอาฟเตอร์ ยู ขณะที่“กำไรสุทธิ” โตรมาส 4 เท่ากับ 34 ล้านบาท ลดลง 52 ล้านบาท หรือลดลงถึง 60% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

ส่วนรายได้ธุรกิจอื่นๆล้วน “ลดลง” ดังนี้

-รายได้จากการขายและการจัดงานนอกสถานที่หรือ cathering ปี 2568 มีมูลค่า 43 ล้านบาท ลดลง 12 ล้านบาท หรือลดลง 22% จากปี 2567 เนื่องจากการลดลงของจำนวนบูธ และยอดขายต่อบูธ

-รายได้จากค่าธรรมเนียมแฟรนโชส์ ในปี 2568 มีมูลค่า 13 ล้านบาท ลดลง 6 ล้านบาท หรือลดลง 32% จากปี 2567 เนื่องจากรายได้ที่ลดลงจากส่วนแบ่ง ค่าธรรมเนียมในส่วนของแบรนด์อาฟเตอร์ ยู และมิกก้า (ร้านอาฟเตอร์ ยู สาขาฮ่องกง หยุดดำเนินธุรกิจในเดือนเมษายน ปี 2568 และ บริษัทฯ ยกเว้นส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมจากยอดขอยของสาขากัมพูชาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2568

ทั้งนี้ มีเพียงรายได้จากการขายสินค้าและวัตถุดิบในปี 2568 มีมูลค่า 434 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 231 ล้านบาท หรือเพิ่มถึง 114% จากปี 2567 โดยมีสาเหตุมาจากการเติบโตของยอดขายผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด โดยเฉพาะช่องทางร้านสะดวกซื้อ 7-11 ซึ่งเริ่มวางขายสินค้าในเดือนกรกฎาคม ปี 2567 และยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าเดิม โดยเฉพาะการบินไทย ซึ่งเริ่มเป็นลูกค้าตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2567

สำหรับแผนธุรกิจปี 2569 อาฟเตอร์ ยู มุ่งเน้นขยายสาขาร้านขนมหวานอาฟเตอร์ ยู จำนวน 5 สาขา ส่วนแบรนด์ลูกต่างๆ เช่น ร้านผลไม้ลูกก๊อจำนวน 15 สาขา และร้านกาแฟ Specialty จำนวน 3 สาขา โดยมุ่งเน้นการขยายสาขาไปยังพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงไม่ว่าจะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว เมืองเศรษฐกิจสำคัญ อย่างหาดใหญ่ ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา รวมถึงย่านที่พักอาศัยที่มีกำลังซื้อและมีฐานลูกค้าจำนวนมากในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ส่วนแผนขยายการเติบโตไปยังต่างประเทศปี 2569 บริษัทฯ ยังคงมองหาโอกาสเติบโตในต่างประเทศเพิ่มเติมทั้งในรูปแบบการเปิดร้านขนมหวานอาฟเตอร์ ยู และการจำหน่ายสินค้าผ่านผู้แทนจำหน่าย เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการเซ็นสัญญาแฟรนไซส์กับพันธมิตรใน “เมืองดูไบ” ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อขยายการดำเนินธุรกิจสู่ตลาดตะวันออกกลาง ถือเป็นการกระจายความเสี่ยง เพราะตลาดต่างประเทศอย่างสถานการณ์ชายแทนไทยกัมพูชาที่ยังไม่คลี่คลาย สาขากัมพูชาจึงได้ทำการ “ปิดชั่วคราว” ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2569 แต่รายได้จากสาขาดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ

ด้านแนวโน้มตลาดธุรกิจบริการร้านอาหารไทยปี 2569-2572 คาดการณ์จะขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยด้านการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ความหลากหลายของพฤติกรรมผู้บริโภค และการพัฒนาแพลตฟอร์มบริการจัดส่งอาหารที่มีประสิทธิภาพ ปี 2568 มูลค่าตลาดธุรกิจบริการร้านอาหารอยู่ที่ 9.95 แสนล้านบาท และคาดการณ์ว่าระหว่างปี 2569 ถึง ปี 2572 จะเติบโตเฉลี่ยรายปีอยู่ที่ 4.9% ส่งผลให้ในปี 2572 ตลาดธุรกิจบริการร้านอาหารมีมูลค่าอยู่ที่ 1.15 ล้านล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...