พริษฐ์ โร่พบตำรวจ ยันบริสุทธิ์ใจ พร้อมฟ้องกลับ หาก กกต.ใช้ข้อมูลเท็จแจ้งความ
พริษฐ์ ลงบันทึกประจำวัน ยันบริสุทธิ์ใจ หลัง กกต.แจ้งความ ดำเนินคดี ยันไม่ได้กระทำขัดต่อกฎหมาย พร้อมฟ้องกลับ หาก กกต. ใช้ข้อมูลเท็จแจ้งความ
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 ก.พ.2569 ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) เดินทางลงบันทึกประจำวันกับพนักงานสืบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฟ้องดำเนินคดี 6 รายชื่อ
จากเหตุการณ์การออกเสียงลงคะแนนใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กทม. เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา ในความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
นายพริษฐ์ เปิดเผยว่า การมาในวันนี้ มี 2 วัตถุประสงค์ คือ 1.มายืนยันความบริสุทธิ์ใจ โดยได้ลงบันทึกประจําวัน และให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ ว่าหากต้องการให้ตนเข้ามาให้ข้อมูล หรือชี้แจงใดๆ พร้อมให้ความร่วมมือ
2.ต้องการยืนยันข้อเท็จจริง เนื่องจากเห็นเพียงรายงานข่าว แต่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า กกต.แจ้งความจริง ในส่วนรายชื่อ หรือข้อกล่าวหานั้น ยังไม่ได้อยู่ในขั้นตอนที่เจ้าหน้าที่จะเผยแพร่ได้ ณ เวลานี้ เนื่องจากต้องดําเนินการตามขั้นตอนธุรการต่าง ๆ ดังนั้น คนที่รู้ดีที่สุดว่า แจ้งความใคร ด้วยข้อกล่าวหาอะไร คือ กกต.ซึ่งคือผู้แจ้งความ
นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรียกร้องให้ กกต.พูดออกมา ว่าแจ้งความใครบ้าง รวมตนเองด้วยหรือไม่ มีข้อกล่าวหาอย่างไร และมีข้อเท็จจริงที่ใช้แจ้งความคืออะไร แทนที่จะใช้วิธีการปล่อยข่าว
ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องอั้งยี่นั้น นายพริษฐ์ ยืนยันว่า ไม่ว่าข้อกล่าวหาใด มั่นใจว่าการกระทําของตนทั้งหมด ไม่มีส่วนไหนที่ขัดกฎหมายใดๆ เนื่องจากในวันดังกล่าว ตนถึงสถานที่ภายหลังปิดหีบ โดยได้สังเกตการณ์ในช่วงนับคะแนน ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายกําหนดอยู่แล้วว่า กกต.ต้องทําให้ขั้นตอนนี้โปร่งใส ซึ่ง นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เคยเชิญชวนประชาชนให้เข้าสังเกตการณ์
ดังนั้น จึงไม่มีอะไรที่ตนจะผิดต่อกฎหมาย หรือเข้าข้อกล่าวหา วันนั้นเจ้าหน้าที่ กกต.อยู่กันหลายคน รวมถึงนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต.ด้วย แต่ไม่เห็นท่าทีอะไรจาก กกต.ที่จะสื่อให้เห็น หรือพยายามตักเตือน ชี้แนะว่าสิ่งที่ตนทําอยู่ เป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. หรืออะไรที่ผิดกฎหมาย มีเพียงตนไปถามข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง และเป็นเจ้าหน้าที่ของ กกต.เองต่างหากที่ไม่พร้อมตอบ
“เชื่อว่าความจริงก็เป็นความจริง ถ้าเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการในชั้นศาลจริงๆ ฝั่งของผมยืนยันในความจริงแบบนี้ พร้อมเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการ หวังว่าถ้ามีข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่ปรากฏออกมาในชั้นศาล ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ประชาชนสงสัย เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา กกต.จะไม่หลีกหนีความจริงเช่นกัน และจะรับผิดรับผิดชอบต่อการกระทําของตัวเองเช่นกัน” นายพริษฐ์ กล่าว
ส่วนจะแจ้งความกลับหรือไม่นั้น ในเชิงหลักการ การไปแจ้งความด้วยข้อมูลที่ตนเองรู้ว่าเป็นเท็จ สร้างความเสียหายให้กับประชาชน เป็นสิ่งที่ผิดต่อกฎหมายอยู่แล้ว ตอนนี้ต้องรอดูว่า กกต.แจ้งความด้วยข้อเท็จจริงใดบ้าง ขัดแย้งต่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏ หรือข้อเท็จจริงที่ กกต.ควรรู้อยู่แล้วหรือไม่ หากพบว่า แจ้งความด้วยข้อมูลเท็จ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน ก็ยืนยันแล้วว่า จะดําเนินการกลับแน่นอน
สําหรับที่ระบุทําเป็นกระบวนการ มองว่าเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินไปหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า จะกล่าวหาตนรุนแรง หรือเบาแค่ไหน ยืนยันว่าตนไม่ได้ทําความผิดทั้งนั้น ถ้ามีหลักฐาน มีข้อเท็จจริง ก็กล่าวหามาเลย ออกมาพูดต่อสาธารณะด้วยว่ามีการกล่าวหาตนว่าอะไร
หากพูดในฐานะคนที่อาสามาทําหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร ก็คิดว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง ในการตรวจสอบ ย้ำว่าจะเดินหน้าตรวจสอบข้อพิรุธ ข้อสงสัยของการทําหน้าที่ กกต.ต่อไป ถ้าตนไม่ทํา สิ่งนั้นต่างหาก ตนถึงจะควรถูกถามว่าเป็นผู้แทนราษฎรไปทําไม
ส่วนการฟ้องปิดปากนั้น ตนไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงแทนผู้อื่นได้ แต่วันนั้นจําได้ว่า มีบางคนที่อยู่ในรายชื่อ ที่ตนไม่เห็นว่าอยู่ในสถานที่ดังกล่าว ต้องให้เจ้าตัวยืนยันข้อเท็จจริงเอง น่าจะแม่นยํากว่า ยืนยันว่าพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง และไม่มีอะไรสามารถยุติการทําหน้าที่ของตนได้ ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะยุติการเดินหน้าในเรื่องนี้
แต่ในส่วนประชาชน สิ่งหนึ่งที่เราต้องตระหนัก คือปัญหาการฟ้องปิดปาก แม้ผู้ที่ถูกกล่าวหา ท้ายที่สุดพิสูจน์ว่าบริสุทธิ์ แต่มีความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว เป็นปัญหานําไปสู่การส่งผลกระทบต่อเสรีภาพ ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยได้ รวมถึงเสรีภาพทําหน้าที่ของสื่อมวลชน ในการตั้งคําถามแทนประชาชนด้วย
“หน่วยงานรัฐ เวลาเจอประชาชนตั้งคําถามเกี่ยวกับการทําหน้าที่ ถ้าไม่ได้ผิดต่อกฎหมาย มองว่าสิ่งที่หน่วยงานรัฐพึงกระทํา คือชี้แจงให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย มิใช่การมาดําเนินคดีกับประชาชนที่ตั้งคำถาม” นายพริษฐ์ กล่าว
ขณะที่ พ.ต.อ.ชัยวุฒิ เกียรติก้องกำจาย รอง ผบก.ป. เปิดเผยว่า หลังรับแจ้งความ ขณะนี้ยู่ระหว่างหารือเพื่อตั้งคณะพนักงานสอบสวนทำคดีนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นคดีเฉพาะด้าน อีกทั้งได้รับความสนใจจากประชาชน เบื้องต้นคาดว่าจะมีคณะกรรมการกว่า 10 คน
ส่วนการดำเนินคดีทางอาญา แม้สำนักงานกกต. จะประสงค์ดำเนินคดีกับบุคคลทั้ง 6 คนในข้อหาความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยกกต. มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ซึ่งเป็นลักษณะความผิดและบทลงโทษค่อนข้างรุนแรง เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามที่จะดูองค์ประกอบพยานหลักฐานที่มีอยู่ว่า เข้าข่ายความผิดทั้งหมดที่กกต.ตั้งมาหรือไม่
โดยคณะพนักงานสอบสวนจะนัดหารือเพื่อสรุปแนวทางการทำงานช่วงวันที่ 4-5 มี.ค. รวมถึงเรียกตัวแทนจาก กกต. มาสอบคำให้การ ในช่วงสัปดาห์หน้าเช่นกัน เพื่อพิจารณาว่า จะต้องเรียกบุคคลที่ถูกกล่าวหามาสอบปากคำเมื่อใดรวมถึงจะต้องสืบหาพยานหลักฐานในส่วนใดเพิ่มเติม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พริษฐ์ โร่พบตำรวจ ยันบริสุทธิ์ใจ พร้อมฟ้องกลับ หาก กกต.ใช้ข้อมูลเท็จแจ้งความ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th