โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

THAI เด้ง 5% รับงบปี 68 พลิกกำไร 3 หมื่นล้าน แจกปันผล 0.21 บาท XD 24 เม.ย.นี้

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 26 ก.พ. เวลา 03.18 น. • เผยแพร่ 26 ก.พ. เวลา 03.18 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (26 ก.พ.69) ราคาหุ้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ณ เวลา 10:13 น. อยู่ที่ระดับ 7 บาท บวก 0.35 บาท หรือ 5.26% สูงสุดที่ระดับ 7.10 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 6.90 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 322.26 ล้านบาท

โดยราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังเปิดเผยรายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4 และงวดปี 2568 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

โดยบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) จำนวน 190,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2,288 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.2 โดยรายได้หลักมาจากค่าโดยสารและค่าน้ำหนักส่วนเกิน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 81.8 ของรายได้รวม มีจำนวน 155,705 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 737 ล้านบาท (+0.5%) ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.3 และปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7 เนื่องจากบริษัทฯ มีเครื่องบินที่ใช้ปฏิบัติการบินและอัตราการใช้ประโยชน์เครื่องบินเฉลี่ยเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งกลับมาทำการบินเส้นทางบรัสเซลส์ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567

รวมถึงเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางยอดนิยม เช่น เซี่ยงไฮ้ และเดนปาซาร์ ส่งผลให้อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) อยู่ที่ 79.2% สูงกว่าปีก่อนที่ระดับ 78.8% จากการปรับเครือข่ายเส้นทางบินและการทำรหัสเที่ยวบินร่วม (Codeshare)

อย่างไรก็ตาม รายได้จากผู้โดยสารเฉลี่ยต่อหน่วย (รวมค่าธรรมเนียมชดเชยค่าน้ำมันและค่าเบี้ยประกันภัย แต่ไม่รวมค่าน้ำหนักส่วนเกิน) อยู่ที่ 2.77 บาท ลดลง 0.21 บาท (-7.0%) หรือคิดเป็นเงินประมาณ 11,700 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินรายได้หลัก (เยน, ยูโร, ดอลลาร์สหรัฐ) ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหน่วยเมื่อคิดเป็นเงินบาทลดลง 0.12 บาท/RPK (-4.0%) หรือราว 6,700 ล้านบาท และหากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน รายได้เฉลี่ยต่อหน่วยยังคงต่ำกว่าปีก่อนร้อยละ 3.0 (ประมาณ 5,000 ล้านบาท) จากการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือดขึ้น

ทั้งนี้ หากจำแนกตามภูมิภาค เส้นทางบินในภูมิภาคเอเชีย มีรายได้ 76,965 ล้านบาท ลดลง 2,658 ล้านบาท (-3.3%) จากรายได้เฉลี่ยต่อหน่วยที่ลดลงร้อยละ 6.6 ตามผลกระทบเงินบาทแข็งค่าและการแข่งขันด้านราคา แม้ปริมาณการผลิตจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 จากการเพิ่มเที่ยวบินเซี่ยงไฮ้และเดนปาซาร์เป็น 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ส่งผลให้ Cabin Factor เพิ่มเป็น 75.5%

ส่วน เส้นทางบินยุโรป มีรายได้ 55,841 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,204 ล้านบาท (+6.1%) ปริมาณการผลิตเพิ่มร้อยละ 14.7 จากการกลับมาบินมิลาน ออสโล และบรัสเซลส์ Cabin Factor เพิ่มเป็น 83.2% แต่รายได้เฉลี่ยต่อหน่วยลดลงร้อยละ 8.3 จากเงินบาทแข็งค่าเทียบยูโร ด้าน เส้นทางบินออสเตรเลีย มีรายได้ 15,297 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 889 ล้านบาท (+6.2%) ปริมาณการผลิตเพิ่มร้อยละ 11.8 จากการกลับมาบินเพิร์ทและเพิ่มเที่ยวบินซิดนีย์ Cabin Factor ลดลงเล็กน้อยเหลือ 77.9% และรายได้เฉลี่ยต่อหน่วยลดลงร้อยละ 4.4 ขณะที่ เส้นทางบินภายในประเทศ มีรายได้ 7,602 ล้านบาท ลดลง 698 ล้านบาท (-8.4%) ปริมาณการผลิตและการขนส่งลดลงจากการปรับเปลี่ยนที่นั่ง A320-200 และยกเลิกเส้นทางนราธิวาส Cabin Factor ลดลงเหลือ 89.0% แต่รายได้เฉลี่ยต่อหน่วยเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 จากการจัดทำที่นั่งชั้นธุรกิจ

สำหรับรายได้ในส่วนอื่นๆ รายได้จากค่าระวางขนส่งและไปรษณียภัณฑ์ มีจำนวน 17,251 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 9.1 ของรายได้รวม) ลดลง 17 ล้านบาท (-0.1%) รายได้จากพัสดุภัณฑ์เฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 8.50 บาท ลดลง 0.67 บาท (-7.3%) จากเงินบาทแข็งค่าและการแข่งขัน อัตราส่วนการขนส่งพัสดุภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 51.3% แม้ปริมาณการขนส่งจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.3 รายได้กิจการอื่น (บริการภาคพื้น, ครัวการบิน, คลังสินค้า, ซ่อมเครื่องบิน) มีจำนวน 11,453 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 576 ล้านบาท (+5.3%) ตามจำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น และ รายได้อื่นๆ มีจำนวน 5,868 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 992 ล้านบาท (+20.3%) หลักๆ มาจากดอกเบี้ยรับจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด

ด้านของ ค่าใช้จ่าย ปี 2568 บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 149,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,964 ล้านบาท (+2.0%) แบ่งเป็น ค่าน้ำมันเครื่องบิน 47,376 ล้านบาท ลดลง 3,098 ล้านบาท (-6.1%) จากราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ลดลงร้อยละ 7.8 และเงินบาทที่แข็งค่าเฉลี่ย 32.88 บาท/ดอลลาร์ แม้ปริมาณการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนเที่ยวบิน ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่รวมน้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 102,062 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,062 ล้านบาท (+6.3%) โดย ค่าใช้จ่ายผันแปร (Variable Cost) มีจำนวน 63,602 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,854 ล้านบาท (+3.0%)

ประกอบด้วย ค่าบริการการบิน 19,682 ล้านบาท (+7.4%), ค่าใช้จ่ายนักบินและลูกเรือ 5,587 ล้านบาท (+12.1%), ค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษา 18,732 ล้านบาท ลดลง 1,696 ล้านบาท (-8.3%) จากการเปลี่ยนสัญญาเช่าเป็นซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 777-300ER จำนวน 4 ลำ การปรับลดประมาณการค่าซ่อม A320-200 จำนวน 1 ลำ เงินบาทแข็งค่า และเงินประกันเครื่องบินโบอิ้ง 787-8, ค่าสินค้าและพัสดุใช้ไป 9,475 ล้านบาท (+8.1%) และค่าใช้จ่ายการขายและโฆษณา 10,126 ล้านบาท (+9.6%)

ด้าน ค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Cost) มีจำนวน 38,460 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,208 ล้านบาท (+12.3%) ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงาน 15,204 ล้านบาท (+27.1%) จากการปรับฐานเงินเดือน ปรับโครงสร้างค่าตอบแทน การจ่ายค่าตอบแทนพิเศษ และการเพิ่มพนักงาน, ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย 13,991 ล้านบาท (+7.4%) จากค่าเสื่อมซ่อมใหญ่เครื่องยนต์โบอิ้ง 777-300ER 4 ลำที่เปลี่ยนเป็นซื้อ และการคิดค่าเสื่อมสิทธิการใช้ A330-300, 787-9 และ A321neo อย่างละ 1 ลำ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ 9,265 ล้านบาท (+3 ล้านบาท)

ส่วน ต้นทุนทางการเงิน มีจำนวน 13,154 ล้านบาท ลดลง 5,627 ล้านบาท (-30.0%) จากการแปลงหนี้เป็นทุนตามแผนฟื้นฟูและการเปลี่ยนสัญญาเช่าเป็นซื้อโบอิ้ง 777-300ER 4 ลำ โดยมีกำไรจากการยกเลิกสัญญาเช่า 4,230 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังบันทึก กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 653 ล้านบาท (แบ่งเป็นกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้น 2,111 ล้านบาท จากเงินบาทแข็งค่า และขาดทุนที่เกิดขึ้นแล้ว 1,458 ล้านบาท) มีส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม 34 ล้านบาท กำไรจากการขายสินทรัพย์ 18 ล้านบาท ขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้ 7 ล้านบาท ขาดทุนจากการด้อยค่าตามมาตรฐาน TFRS 9 จำนวน 153 ล้านบาท ปรับปรุงประมาณการไมล์หมดอายุ 968 ล้านบาท ขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ 1,641 ล้านบาท (เครื่องบินรอการขาย 20 ลำ ประกอบด้วย 777-300 6 ลำ, 777-200 2 ลำ, A380-800 6 ลำ รวมถึง 777-200ER 6 ลำที่มีมูลค่าคาดว่าจะขายได้ต่ำกว่าบัญชี และเครื่องยนต์อะไหล่) และขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ (CCS) 1,384 ล้านบาท ส่งผลให้ EBITDA ปี 2568 อยู่ที่ 53,880 ล้านบาท ลดลง 5,244 ล้านบาท (-8.9%) เนื่องจากรายได้เติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทว่าต้นทุนต่อหน่วย (ไม่รวมน้ำมัน) ปรับตัวลดลงจาก 1.461 บาท เป็น 1.443 บาท/ASK

พร้อมกันนี้ เตรียมจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสด จากงวดดำเนินงานวันที่ 1 ม.ค. - 31 ธ.ค. 2568 ในอัตรา 0.21 บาทต่อหุ้นสามัญ (มูลค่าที่ตราไว้ 1.30 บาท) โดยแบ่งเป็นการจ่ายจากกำไรสุทธิส่วนที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (NON-BOI) 0.16 บาท/หุ้น และส่วนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) 0.05 บาท/หุ้น กำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record date) ในวันที่ 27 เม.ย. 2569 วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) 24 เม.ย. 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 18 พ.ค. 2569 นี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...