วิกฤติวุฒิภาวะและการเมืองเก่าในคราบคนรุ่นใหม่
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับ แก้วตา ธิษะณา ชุณหะวัณ เป็นบทเรียนราคาแพงที่สะท้อนถึงวิกฤตวุฒิภาวะทางการเมือง ของพรรคการเมืองที่ประกาศว่าต้องการการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแหลมคมที่สุดครั้งหนึ่ง
กรณีนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องความขัดแย้งของคนในบ้าน แต่มันคือการเปิดแผลให้เห็นถึงความย้อนแย้งของพรรคการเมืองที่อ้างตัวว่าเป็น "ตัวแทนของการเมืองใหม่" แต่กลับตกหลุมพรางการสื่อสารแบบ "การเมืองเก่า" อย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ความพยายามในการใช้เรื่องส่วนตัวโจมตีโต้กลับเพื่อดิสเครดิตผู้วิจารณ์นั้น ในทางยุทธศาสตร์การสื่อสารนับว่าเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะแทนที่พรรคหรือกลุ่มผู้สนับสนุนจะใช้เหตุผลหักล้างข้อวิจารณ์เชิงโครงสร้าง การเลือกใช้วิธี "ฆ่าตัวละคร" กลับยิ่งเป็นการส่งเสริมให้ตัวตนของคุณแก้วตามีความชอบธรรมขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
สังคมจะเลิกสนใจทันทีว่าคำวิจารณ์เดิมของเธอถูกหรือผิด แต่จะหันมาจับจ้องที่ความใจแคบและการรุมรังแกของพรรคแทน ซึ่งเปลี่ยนสถานะของเธอจาก "ผู้เห็นต่าง" ให้กลายเป็น "ผู้กล้า" หรือ "เหยื่อของระบบ" ในชั่วข้ามคืน
สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือการที่พรรคการเมืองไม่สามารถบริหารจัดการภาวะวิกฤตได้อย่างมีชั้นเชิง การปล่อยให้กระแสตอบโต้ลามปามไปถึงเรื่องสกปรกหรือพฤติกรรมส่วนบุคคล ไม่เพียงแต่จะทำลายภาพลักษณ์ "ปัญญาชน" ของพรรค แต่ยังเป็นการยืนยันว่ากลไกการรับฟังความคิดเห็นภายในนั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
เมื่อคำวิจารณ์ถูกตอบแทนด้วยการแฉกลับ มันส่งสัญญาณเตือนไปยังสมาชิกคนอื่นๆ ว่าพรรคนี้อาจไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแสดงออกอีกต่อไป บรรยากาศเช่นนี้เองที่เป็นตัวซ้ำเติมวิกฤตให้ดิ่งลึกลงไปอีก เพราะมันทำลาย "แบรนด์" ที่สำคัญที่สุดของพรรค นั่นคือความน่าเชื่อถือและจริยธรรมทางการเมือง
สุดท้ายแล้ว ประวัติศาสตร์การเมืองสอนเราเสมอว่า "การฆ่าคนส่งสาร" ไม่เคยทำให้สารนั้นเลือนหายไป แต่กลับจะยิ่งทำให้เสียงของสารนั้นดังก้องและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม หากพรรคยังเลือกที่จะชนะด้วยการทำลายคนวิจารณ์มากกว่าการปรับปรุงข้อบกพร่องที่ถูกชี้เป้า พรรคอาจชนะศึกในโซเชียลมีเดียเพียงชั่วคราว แต่จะพ่ายแพ้ในสงครามศรัทธาของประชาชนในระยะยาว
#แก้วตาธิษะณา #ธิษะณาชุณหะวัณ #การเมือง #บทเรียนราคาแพง #พรรคการเมืองใหม่ #วุฒิภาวะทางการเมือง