โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

บทวิเคราะห์ สหรัฐอเมริกาควรมีบทบาทนำในการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ของทั่วโลก

China Media Group

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บทวิเคราะห์ สหรัฐอเมริกาควรมีบทบาทนำในการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ของทั่วโลก

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 สนธิสัญญาลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ หรือ สนธิสัญญานิวสตาร์ท (New START) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซียได้หมดอายุ นั่นหมายความว่า ทั้งสองประเทศจะไม่มีข้อจำกัดที่เป็นการผูกมัดทางกฎหมายทั้งหมดในประเด็นอาวุธนิวเคลียร์อีกต่อไป

ความสำคัญของสนธิสัญญาฉบับนี้ ที่ทำหน้าที่เสมือน “ห่วงรัดคอ” สหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ซึ่งเป็นสองมหาอำนาจที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ถึง 85% ของทั้งโลก เนื่องจากสนธิสัญญากำหนดเพดานจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ที่ติดตั้งใช้งานจริง ขีปนาวุธพิสัยไกล และเครื่องบินทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่าย ปัจจุบัน อาวุธนิวเคลียร์ที่ติดตั้งอยู่บนแท่นยิงและสามารถยิงได้ทันทีของทั้งสองประเทศมีประมาณ 1,500-1,700 หัวรบ แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะยังมีคลังสำรองอาวุธนิวเคลียร์อยู่ แต่สถานะโดยรวมของคลังดังกล่าวต่างก็อยู่ในขอบเขตที่อีกฝ่ายรับรู้ได้ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ทั้งสองฝ่ายยังสามารถส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบภาคสนามซึ่งกันและกันได้ ความโปร่งใสเช่นนี้ถือเป็น “หลักประกันพื้นฐาน” สำหรับสันติภาพของโลกตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

หลังจากสนธิสัญญาสิ้นสุดลง ทั้งสองฝ่ายไม่เพียงไม่จำเป็นต้องแจ้งข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้อีกฝ่ายทราบต่อไป แต่ยังไม่มีสิทธิในการตรวจสอบกันและกันด้วย ซึ่งย่อมก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะหากทั้งสองฝ่ายตัดสินใจนำอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดในคลังออกมาใช้ จำนวนอาวุธที่สามารถใช้โจมตีกันได้โดยตรงจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทันที ทำให้สถานการณ์ที่เป็นอันตรายทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อไม่มีการแจ้งข้อมูล ไม่มีการตรวจสอบ ความเชื่อมั่นระหว่างกันย่อมลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และก่อให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยอย่างรุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดหรืออุบัติเหตุได้ง่ายกว่าเดิม และหากสองมหาอำนาจนิวเคลียร์ตกอยู่ในสภาวะขาดความไว้วางใจและการเผชิญหน้าทางนิวเคลียร์ทวีความรุนแรงขึ้น โลกทั้งใบย่อมต้องเผชิญกับผลกระทบที่ร้ายแรงอย่างแน่นอน

ผลกระทบที่ลึกซึ้งกว่านั้น คือ แรงสั่นสะเทือนต่อระเบียบโลกด้านนิวเคลียร์ “สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์” (NPT) กำหนดไว้ว่า ประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ต้องเป็นผู้นำในการลดอาวุธ แต่หากสองประเทศที่มีคลังอาวุธนิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดไม่แสดงบทบาทนำในด้านการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ ก็อาจกระตุ้นให้ประเทศอื่นเดินหน้าสู่การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์มากขึ้น ทำให้โลกยิ่งวุ่นวายและไร้เสถียรภาพ

ไม่นานมานี้ รัสเซียได้แสดงความประสงค์ที่จะรักษาสถานการณ์ปัจจุบันไว้ และเสนอให้มีการเจรจาโดยสมัครใจ เพื่อขยายอายุสนธิสัญญาออกไปอย่างน้อยช่วงหนึ่ง อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่ต้องการขยายข้อตกลงเดิม และเสนอให้เจรจาข้อตกลง “ฉบับใหม่ที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่า” พร้อมทั้งเรียกร้องให้จีนเข้าร่วมการเจรจาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ด้วย แต่คลังอาวุธนิวเคลียร์ของจีนมีขนาดเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย อีกทั้งจีนยึดมั่นในหลักการ “ไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ก่อน” มาโดยตลอด สถานการณ์เช่นนี้จึงมิใช่การเจรจาอย่างเท่าเทียม หากแต่เป็นความพยายามกำหนดกติกาเพื่อจำกัดผู้อื่นและรักษาความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ของตนเอง สหรัฐอเมริกายังได้เผยแพร่ถ้อยแถลงที่บิดเบือนและใส่ร้ายนโยบายนิวเคลียร์ของจีนอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

เกี่ยวกับเรื่องนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า “สหรัฐอเมริกาเป็นแหล่งก่อความวุ่นวายที่ใหญ่ที่สุดต่อระเบียบนิวเคลียร์ระหว่างประเทศและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของโลก ในด้านการควบคุมอาวุธ สหรัฐอเมริกาปล่อยให้สนธิสัญญาลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ฉบับใหม่หมดอายุลง ซึ่งบ่อนทำลายความเชื่อมั่นระหว่างมหาอำนาจอย่างร้ายแรง และกระทบต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงของโลก สหรัฐอเมริกายังยึดติดกับนโยบายใช้อาวุธนิวเคลียร์ก่อน ใช้งบประมาณระดับล้านล้านดอลลาร์เพื่อยกระดับกองกำลังนิวเคลียร์ สร้างระบบป้องกันขีปนาวุธทั่วโลก ส่งเสริมการวางกำลังทางยุทธศาสตร์ในแนวหน้า และใช้สองมาตรฐานในประเด็นการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งล้วนบ่อนทำลายดุลยภาพและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของโลก ตลอดจนทำลายสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศและภูมิภาค”

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะประเทศที่มีคลังอาวุธนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ สหรัฐอเมริกาควรปฏิบัติตามความรับผิดชอบพิเศษและเป็นผู้นำในการลดอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นฉันทามติของประชาคมระหว่างประเทศ สำหรับประเด็นสนธิสัญญาลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ จีนได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนหลายครั้ง และหวังว่าสหรัฐอเมริกาจะตอบสนองต่อความคาดหวังของประชาคมโลก กลับมาเจรจาด้านความมั่นคงทางยุทธศาสตร์กับรัสเซีย และหารือเกี่ยวกับการบริหารจัดการภายหลังสนธิสัญญาหมดอายุลง เพื่อร่วมกันรักษาระบบการลดอาวุธนิวเคลียร์และการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ของสากลโลกด้วยปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรม

เขียนโดย ภาคภาษาไทย ศูนย์เอเชียแอฟริกา สถานีวิทยุและโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน (CMG)

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...