จุดเปลี่ยนภาษีสหรัฐฯ สู่โอกาส 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหุ้นไทย
จากคำตัดสินครั้งสำคัญของศาลสูงสหรัฐฯ (SCOTUS) เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ให้ภาษีที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ใช้ตามกฎหมาย IEEPA ปี 1977 เป็นโมฆะ ส่งผลให้ภาษีแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ไทยเคยเผชิญในอัตรา 19% สิ้นสุดลงทันที, แม้ทรัมป์จะตอบโต้อย่างรวดเร็วด้วยการประกาศเก็บภาษี 15% ภายใต้ Section 122 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ได้สร้าง “แต้มต่อ” และแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ
นัยสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจาก 19% สู่ 15%
บล.เอเซีย พลัส ให้ความเห็นว่า การที่สหรัฐฯ เปลี่ยนมาใช้ Section 122 แทน IEEPA ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากมาตรการใหม่นี้มีข้อจำกัดที่ชัดเจนกว่าเดิม
- เพดานภาษี ปรับขึ้นได้สูงสุดไม่เกิน 15% (ลดลงจากเดิมที่ไทยโดน 19%)
- ระยะเวลา บังคับใช้ได้นานสูงสุดเพียง 150 วัน หากจะขยายเวลาต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
- เงื่อนไข ต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงปัญหาความไม่สมดุลของการชำระเงิน (Payments Imbalance)
ด้วยเหตุนี้ แรงกดดันจากการจัดเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยเฉลี่ยจึงมีแนวโน้มลดลง และสร้างความผันผวนได้ชั่วคราวแต่แรงกดดันมีโอกาสเบากว่า Reciprocal Tariff
“นโยบายที่ยังไม่นิ่ง” ความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง
แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะเป็นบวก แต่ภาคธุรกิจและนักลงทุนยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจาก “เครื่องมือทางภาษี” อื่น ๆ ที่สหรัฐฯ อาจนำมาใช้ในอนาคต เช่น
- Section 301 เพื่อตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม
- Section 232 ภาษีเพื่อความมั่นคง (ที่เคยใช้กับกลุ่มเหล็กและรถยนต์)
ภาพรวมเศรษฐกิจ ส่งออกฟื้นตัวแต่ GDP อาจไม่เร่งแรง
บล.บัวหลวง มีมุมมองว่า ในเชิงมหภาค การปรับลดภาษีครั้งนี้ช่วยให้มุมมองการส่งออกปี 2569 ของไทยดูดีขึ้น โดยอาจขยายตัวได้ใกล้ 3% จากเดิมที่คาดไว้เพียง 1% กว่าๆ อย่างไรก็ตาม GDP ของประเทศอาจไม่ได้เร่งตัวแรงตามเป้า เนื่องจาก
1. การนำเข้ายังสูง ไทยยังต้องนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเพื่อการลงทุนในประเทศ
2. มูลค่าเพิ่ม (Value-added) การสร้างมูลค่าเพิ่มในกระบวนการผลิตในประเทศยังไม่สูงมากนัก
4 กลุ่มอุตสาหกรรมชูโรง ใครคือผู้ได้รับอานิสงส์?
บล.เอเซีย พลัส มองว่าเป็น “โอกาสทอง” ของกลุ่มอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย
- กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ DELTA, HANA
- กลุ่มอาหาร ได้แก่ TU, ITC)
- กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ได้แก่ STA, IVL
- กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ ได้แก่ RCL, SJWD
บล.บัวหลวง ประเมินว่า การลดภาษีรอบนี้เป็น “sentiment play” มากกว่าการฟื้นตัวของกำไรจริง เพราะบริษัทส่วนใหญ่ผลักภาระภาษีไปยังลูกค้าได้อยู่แล้ว รอบนี้แรงเด้งอาจจำกัดกว่ารอบก่อน เพราะดีมานด์โลกยังไม่แข็งแรง
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
- KCE ได้ประโยชน์เชิงโครงสร้างจาก relocation ระยะยาว
- HANA ระยะสั้นยังต้องระวังงบ
- DELTA ยังแข็งแรงจากธีม AI แต่ valuation ค่อนข้างตึง
กลุ่มอาหารส่งออก
- ITC และ TU เคยรับแรงกดดันจากภาษี 19% เต็ม ๆ การลดเหลือ 15% ช่วยคลายแรงกดดัน margin โดยเฉพาะ ITC ที่มี flexibility สูงกว่า
อย่างไรก็ดี ช่วงแรกอาจเกิดภาวะ wait & see จากลูกค้า เพราะทุกฝ่ายยังไม่แน่ใจว่าภาษีจะถูกเปลี่ยนอีกหรือไม่
การยกเลิก Reciprocal Tariff เป็นข่าวดีที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ส่งออกไทยอย่างชัดเจน แต่ท่ามกลางสงครามการค้าที่ยังไม่จบสิ้น การจับตานโยบายรายอุตสาหกรรมและการบริหารจัดการต้นทุนยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการอยู่รอด