โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท. กำหนดหน้าที่แบงก์ รับ พ.ร.ก.ป้องกันภัยไซเบอร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 มี.ค. 2568 เวลา 14.38 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. 2568 เวลา 07.38 น.

คอลัมน์ Banking : วารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมีนาคม (ฉบับที่ 515)

ธปท. กำหนดหน้าที่-เกณฑ์ขั้นต่ำที่แบงก์ต้องทำ เพื่อยกระดับการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน รองรับ พ.ร.ก.ป้องกันภัยไซเบอร์เมื่อมีผลบังคับใช้ ชี้ทุกหน่วยงานควรกำหนดหน้าที่ให้ชัดเจน เพื่อร่วมรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหาย

จากสถานการณ์ภัยการเงินหรืออาชญากรรมออนไลน์ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มิจฉาชีพต่างใช้กลลวงใหม่ๆ และใช้บัญชีม้าเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงเหยื่อ สร้างความเสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการออกหลักเกณฑ์ให้สถาบันการเงินยกระดับการป้องกันบัญชีม้า เพิ่มความปลอดภัย Mobile Banking ซึ่งจะเป็นการรองรับ พ.ร.ก.ป้องกันภัยไซเบอร์ฉบับใหม่

พร้อมรับ พ.ร.ก.ภัยไซเบอร์ ทุกฝ่ายต้องช่วยรับผิดชอบ

นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยทุจริตทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาภัยทุจริตทางการเงินมาอย่างต่อเนื่อง

โดยเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติแก้ไข พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เนื่องจาก พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 (ฉบับปัจจุบัน) ยังมีมาตรการบังคับทางกฎหมายที่ยังไม่เพียงพอกับรูปแบบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

การแก้ไข พ.ร.ก.ดังกล่าว มีสาระสำคัญคือ กำหนดให้กระบวนการแจ้งความ อายัดบัญชี คืนเงินผู้เสียหาย จากอาชญากรรมออนไลน์ ต้องมีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ ขณะที่การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำได้กว้างขวางมากขึ้น รวมถึงการกำหนดกลไกที่ผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องต้องร่วมรับผิดชอบและชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น หากละเลยการปฏิบัติตามมาตรฐานที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนด

ทั้งนี้ ธปท.ได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้ ในส่วนของการรับผิดชอบความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ว่าไม่ควรจำกัดแค่เฉพาะสถาบันการเงินเท่านั้น แต่ควรให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องมีส่วนในการรับผิดชอบความเสียหาย โดยหน่วยงานกำกับดูแลต้องกำหนดหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติสำหรับหน่วยงานภายใต้การกำกับให้ชัดเจน และหากหน่วยงานภายใต้การกำกับไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดแล้วทำให้เกิดความเสียหายกับประชาชน หน่วยงานนั้นต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

“เราให้ความเห็นไปว่า ทุกภาคส่วนต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ ดังนั้น ต้องมีการกำหนดหน้าที่ของแต่ละภาคส่วนที่ชัดเจนเพื่อขีดเส้นเป็นบรรทัดฐาน เช่น ธปท. ได้กำหนดหน้าที่ของแบงก์ในการดูแลเรื่องมาตรฐาน Mobile Banking หรือ มาตรฐานการจัดการบัญชีม้า ถ้าแบงก์ไม่ทำตามก็ถือว่าแบงก์บกพร่อง ซึ่งหากความบกพร่องนั้นทำให้เกิดความเสียหายก็ต้องร่วมรับผิดชอบ”

นางสาวดารณีกล่าวว่า ธปท.ยังได้ให้ความเห็นว่า หน่วยงานที่ควรเข้ามาร่วมรับผิดชอบด้วย ได้แก่ สถาบันการเงิน บริษัทโทรคมนาคม (Telco) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อกับสินทรัพย์ดิจิทัล และผู้ใช้งาน ขณะที่ยังมองว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ก็ควรเข้ามาร่วมรับผิดชอบความเสียหายด้วยเช่นกัน เนื่องจากเป็นช่องทางเริ่มต้นที่มิจฉาชีพใช้หลอกเหยื่อ

“นอกจากกระบวนการต่างๆ เหล่านี้แล้ว ยังต้องให้ความสำคัญกับการเยียวยาเหยื่อที่โดนหลอกด้วย เช่น ไม่ให้เหยื่อต้องติดตามคดีเอง กระบวนการคืนเงินที่ยึดไว้ต้องรวดเร็ว นอกจากนี้ เรื่องภัยไซเบอร์จะเป็นเรื่องที่อยู่กับเราไปอีกนาน ดังนั้น เพื่อจัดการให้เด็ดขาดจึงต้องมีการลงโทษผู้ทำผิดอย่างชัดเจนเพื่อให้มิจฉาชีพมีความกลัวที่จะถูกจับได้บ้าง”

โดย ธปท.จะประกาศกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบที่สถาบันการเงินพึงปฏิบัติให้ชัดเจน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาความรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ร่วมกับผู้ให้บริการด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องภายใต้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ต่อไป

ธปท.เล็งออกแนวทาง จัดการม้าคริปโทฯ - ม้านิติบุคคล

นางสาวดารณีเปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ธปท.ได้เริ่มออกเกณฑ์สำหรับสถาบันการเงินเพื่อจัดการกับภัยทุจริตทางการเงิน โดยได้กำหนดแนวทางยกระดับการจัดการบัญชีม้า โดยแบ่งบัญชีม้าเป็นระดับสี คือ

  • บัญชีม้าดำ คือบัญชีในฐานข้อมูลของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
  • บัญชีม้าเทา (มีผู้เสียหาย) แบ่งเป็นม้าเทาเข้ม คือผู้เสียหายแจ้งความ และ ม้าเทาอ่อน คือ ผู้เสียหายยังไม่แจ้งความ
  • บัญชีม้าน้ำตาล (ยังไม่มีผู้เสียหาย) ม้าน้ำตาลเข้ม ธนาคารมั่นใจพอที่จะแจ้งตำรวจ และ ม้าน้ำตาลอ่อน ธนาคารสงสัย

นอกจากนี้ ยังได้ยกระดับมาตรการการจัดการบัญชีม้าเพิ่มเติม ประกอบด้วย

1. การกวาดล้างบัญชีม้าให้ได้มากขึ้น โดยปรับเงื่อนไขการเข้าข่ายเป็นบัญชีม้าให้เข้มขึ้น โดยคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น พฤติกรรมการโอนของบัญชีม้า มูลค่าของธุรกรรม เพื่อให้ครอบคลุมพฤติกรรมของมิจฉาชีพที่เปลี่ยนไป รวมทั้งสามารถดำเนินการกับบัญชีม้าได้แม้ยังไม่ได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย เพื่อยกระดับการจัดการบัญชีม้าแต่ละระดับให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

2. การจัดการบัญชีม้าระดับบุคคลที่เข้มข้นขึ้น โดยธนาคารต้องขยายให้การระงับการโอนเงินออกจากบัญชีม้าและการปฏิเสธการเปิดบัญชีใหม่ ครอบคลุมไปถึงกรณีของบัญชีที่มีความเสี่ยงสูงว่าจะเป็นบัญชีม้า (แต่ยังไม่ถูกแจ้งว่าทำให้เกิดความเสียหาย) เพิ่มเติมด้วย รวมทั้งต้องกันเงินไม่ให้เข้าไปยังบัญชีของม้าทุกประเภทที่ระบุได้ชัดเจนว่า มีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ ธนาคารต้องแจ้งเตือนให้ผู้โอนรู้ตัวว่าอาจกำลังโอนเงินไปยังบัญชีม้า เพื่อป้องกันความเสียหายตั้งแต่ต้น และผู้ถูกหลอกไม่ต้องเสียเวลาในการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อรับเงินคืน

3. การขยายการจัดการในวงที่กว้างขึ้น โดยกำหนดให้ธนาคารต้องแลกเปลี่ยนรายชื่อบุคคลที่ธนาคารตรวจสอบว่ามีพฤติกรรมต้องสงสัยระหว่างกันเพิ่มเติม แม้ยังไม่ได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย จากเดิมที่แลกเปลี่ยนกันเฉพาะรายชื่อบุคคลที่เข้าข่ายการกระทำความผิด ตามฐานข้อมูลสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และรายชื่อบุคคลที่ถูกแจ้งความหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในเส้นทางการเงินทุจริตเท่านั้น เพื่อให้ธนาคารดำเนินการป้องกันภัยทุจริตได้ครอบคลุม รวดเร็ว เป็นมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น

นางสาวดารณีเปิดเผยต่อว่า การยกระดับการจัดการบัญชีม้าระดับบุคคลอย่างเข้มข้น ทำให้การเปิดบัญชีบุคคลเพื่อใช้เป็นบัญชีม้าได้ทำได้ยากขึ้น มิจฉาชีพจึงเปลี่ยนรูปแบบไปเปิดบัญชีม้าในรูปแบบนิติบุคคล โดยใช้วิธีการนำหลักฐานการจดทะเบียนนิติบุคคลไปเปิดบัญชีธนาคารแล้วนำมาใช้เป็นบัญชีม้า

“ตอนนี้ม้าบุคคลอายุสั้น เพราะเมื่อโดนแจ้งความ บัญชีนั้นก็ไม่สามารถใช้ได้ พอเขาเปิดบัญชีบุคคลไม่ได้ก็ไปเปิดเป็นนิติบุคคล ซึ่งการจดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศไทยทำได้ง่าย เมื่อผู้มาขอจดทะเบียนจัดตั้ง มีเอกสารครบถ้วน เข้าใจว่ากรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังไม่มีสิทธิปฏิเสธการจดทะเบียน”

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เดินหน้าแก้ไขปัญหาบัญชีม้านิติบุคคลอย่างต่อเนื่อง เช่น การตรวจสอบที่ตั้งของบริษัทก่อนให้จดทะเบียน เป็นต้น ขณะที่ในฝั่งธนาคาร ได้เตรียมเชื่อมโยงข้อมูลรายชื่อบัญชีม้าบุคคลไปให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้านำไปใช้เทียบกับรายชื่อผู้มาขอจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลได้ เพื่อติดธงว่าอาจเป็นนิติบุคคลม้า โดยจะสามารถทำได้เต็มรูปแบบเมื่อ พ.ร.ก.ป้องกันภัยไซเบอร์มีผลบังคับใช้

“ตอนนี้แบงก์มีรายชื่อของคนที่เป็นบัญชีม้าบุคคล หากสามารถนำไปแลกเปลี่ยนข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เขาจะสามารถนำไปเปรียบเทียบและคัดกรองได้ เช่น หากพบว่ามีรายชื่อคนที่เป็นม้าบุคคลอยู่ในรายชื่อกรรมการของบริษัท หรือหากเขาเห็นพฤติกรรมแปลกๆ เช่น กรรมการที่มีชื่อซ้ำในหลายบริษัท หรือบริษัทที่มีกรรมการเป็นต่างชาติทั้งหมดก็ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นบัญชีม้า”

นางสาวดารณี เปิดเผยต่อว่า จากการที่ ธปท. ยกระดับมาตรการเชิงป้องกันอย่างเข้มข้น พบพฤติกรรมว่า ประมาณ 75% ของมูลค่าความเสียหายในช่วง ต.ค. - ธ.ค. ปี 67 ถูกโอนออกทางคริปโทเคอร์เรนซี่ ดังนั้น ธปท. จึงได้หารือกับกับผู้กำกับดูแลและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) สมาคมธนาคารไทย และสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เพื่อจัดการบัญชีม้าคริปโทเคอร์เรนซี่

โดยหลักการคือ ต้องดำเนินการในรูปแบบเดียวกับการจัดการบัญชีม้าของสถาบันการเงิน คือ แบ่งระดับสีบัญชีคริปโทฯที่เป็นบัญชีม้า เช่นเดียวกับการแบ่งระดับสีของบัญชีม้าบุคคลของ ธปท. และจัดการบัญชีดังกล่าวในรูปแบบเดียวกันตามเฉดสี

“มาตรการนี้จะเกิดเรื่องนี้จะเริ่มได้เมื่อมีการแลกข้อมูลระหว่างกัน ตอนนี้ ก.ล.ต.มีข้อมูลของคริปโทฯอยู่แล้ว แต่เขาไม่มีฐานบัญชีม้า ดังนั้น ถ้าแชร์ข้อมูลกันได้ก็สามารถนำมาเทียบกันได้และถ้าเป็นบัญชีม้าฝั่งแบงก์แล้วไปมีชื่อทางฝั่งคริปโทฯ ก็จะดำเนินการเหมือนกันตามเฉดสี แต่เวลาเราทำเรื่องประเภทนี้ต้องระวังไม่ให้ไปกระทบธุรกิจหรือกระทบกับคนที่สุจริต ซึ่งเขาก็เสนอแนวทางว่าอาจจะยังให้มีการเทรดคริปโทฯได้เพราะถ้าเทรดใน Exchange เงินก็จะอยู่ในนั้น แต่จะไม่ให้ถอนออกจาก Exchange เป็นเงินสด”

ออกเกณฑ์ขั้นต่ำที่แบงก์ต้องทำ เพื่อยกระดับ Mobile Banking

นางสาวดารณีเปิดเผยว่า นอกจากการจัดการบัญชีม้าเพื่อไม่ให้มิจฉาชีพมีเครื่องมือสำหรับหลอกเหยื่อแล้ว อีกด้านยังต้องมีแนวทางดูแลผู้ใช้บริการ (User) ด้วย โดยเฉพาะการใช้ Mobile Banking ซึ่งปัจจุบันสถาบันการเงินทุกแห่งมีมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของ Mobile Banking ในระดับเดียวกัน

โดย ธปท.ได้กำหนดหลักเกณฑ์ขั้นต่ำให้แบงก์ยกระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัย Mobile Banking ป้องกันความเสี่ยงจากภัยการเงิน โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 และจะมีผลบังคับใช้ใน 30 วัน นับแต่วันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ยกเว้นเรื่องการให้บริการ Mobile Banking บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ใช้ระบบปฏิบัติการที่มีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีทางไซเบอร์ ที่จะมีผลบังคับใช้ใน 60 วันนับแต่วันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา

“เรื่องความปลอดภัย Mobile Banking ทั้งแบงก์ใหญ่และแบงก์เล็กอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน เพราะว่าหากมีแบงก์ไหนที่ทำน้อยกว่ามิจฉาชีพก็อาจจะไปทางฝั่งแบงก์นั้น และตอนนี้บางแบงก์ยังได้ทำเครื่องมือจำกัดความเสี่ยงสำหรับลูกค้าให้ลูกค้าเลือกใช้ได้ เช่น ฟังก์ชั่น Money Lock ที่จะทำให้ไม่สามารถโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของตัวเองที่ล็อกไว้ไปยังบัญชีของคนอื่นได้”

ขณะที่ ธปท. ยังได้หารือกับสถาบันการเงินถึงการนำแนวทางของต่างประเทศมาใช้ เช่น สิงคโปร์ที่กำหนดให้หากเงินในบัญชีโอนออกไป 50% ใน 24 ชั่วโมงจะบล็อกการทำธุรกรรมเอาไว้ ขณะที่สิงคโปร์ยังได้กำหนดเกณฑ์ให้สถาบันการเงินมีสิทธิระงับการโอนเงินหากตรวจพบว่า เจ้าของบัญชีอาจกำลังถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงิน นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการจำกัดวงเงินหรือปริมาณการทำธุรกรรมของบัญชีที่เข้าข่ายเป็นบัญชีม้าด้วย

“เรากำลังดูว่าสำหรับบัญชีเปิดใหม่ที่ต้องสงสัยจะจำกัดแค่วงเงิน เช่น โอนได้ไม่เกิน 5,000 บาท หรือ จำกัดปริมาณการโอน เช่น โอนได้วันละไม่เกินกี่ครั้ง หรือจำกัดทั้งสองอย่างซึ่งจะมีพลังมาก แต่ก็จะไปกระทบกับคนที่ไม่เป็นบัญชีม้า ตอนนี้มีหลายแนวทางที่คุยกันไว้ เช่น กลุ่มที่น่าสงสัยมากอาจจะจำกัดวงเงินที่ 5,000 บาท น่าสังสัยในระดับกลางจำกัดที่ 100,000-200,000 บาท หรืออาจจะไปถึงขั้นที่ปฏิเสธการเปิดบัญชีก็ได้”

ขณะที่ยังมีแนวคิดที่จะชะลอการทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง โดยอาจมีฟังก์ชั่นให้ผู้บริการตั้งค่าความเสี่ยงใน Mobile Banking ได้เอง เช่น หากโอนเกิน 50,000 บาท หรือการขอเพิ่มวงเงินการโอน จะต้องชะลอไว้ 12 ชั่วโมง ทั้งนี้ หากสามารถดำเนินการได้ ต้องกำหนดให้การปิดฟังก์ชั่นนี้ต้องทำได้ยาก เช่น ต้องไปสาขาเพื่อยืนยันการปิดฟังก์ชั่น เป็นต้น

“ทั้งหมดนี้ คือเรื่องที่เราอยากทำเพราะคิดว่าจะช่วยคนได้มาก แต่ก็ต้องพิจารณาให้สมเหตุสมผล ดูว่าอะไรทำแล้วจะได้ผลอย่างที่เราอยากได้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเพราะต้องวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากแต่ก็ต้องทำ เพราะการป้องกันภัยและการจัดการบัญชีม้าเป็นเรื่องที่เราต้องจัดเต็ม”

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมีนาคม 2568 ฉบับที่ 515 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...