ดม ‘กลิ่นทรงวาด’ กลิ่นที่ถูกรังสรรค์จากจิตวิญญาณของย่าน ผ่านผลงานศิลปะจัดวาง ‘Spice Road’ ของกลุ่มศิลปินในนาม vice versa
คาเฟ่ในโครงสร้างอาคารเก่าแก่ ร้านอาหารหลากสไตล์ มุมถ่ายรูปมากมายไม่รู้เบื่อ หลายคนอาจรู้จัก “ทรงวาด” ในฐานะย่านที่มีความโดดเด่นอย่างที่กล่าวมาข้างต้น กระนั้นอีกด้านหนึ่ง ในบรรยากาศที่อวลด้วยกลิ่นอายของวันวาน นับแต่อดีตที่ย่านทรงวาดคือแหล่งค้าขายและกระจายสินค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ -- หากสังเกต เราจะเห็นร่องรอยของประวัติศาสตร์ปรากฏรางอยู่ตามผนังกำแพง แสงเงาตามท่าเรือหรือในตรอกซอกของโกดังสินค้า รวมถึงอาจได้ “กลิ่น” อันเป็นเอกลักษณ์ที่มาจากเครื่องเทศหลากชนิด ซึ่งเดินทางผ่านกาลเวลาร่วมกับย่านนี้มาจนถึงปัจจุบัน
และก็เป็น “กลิ่น” นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจให้กลุ่มศิลปิน vice versa สร้างสรรค์ผลงานศิลปะจัดวาง “Spice Road” ที่ร้อยเรียงเส้นทางการเดินทางของกลิ่นในย่านทรงวาด ผ่านการสร้างจินตนาการของกลิ่นในแต่ละยุคสมัย
พวกเขาออกแบบผลงานเป็นสามยุค ยุคแรกคือ ‘Pioneering Era’ ยุคที่สอง ‘Blending Era’ และสุดท้าย ยุคที่สาม “Up+Rising Era” ที่กลุ่มศิลปิน vice versa ร่วมมือกับแบรนด์ Divana ผู้นำด้านสุขภาพความงามและผลิตภัณฑ์เครื่องหอม โดยนำเครื่องเทศจากทรงวาดมาผสมผสานกับน้ำมันหอม รังสรรค์เป็นกลิ่นใหม่ที่พวกเขาเรียกมันว่า ‘กลิ่นทรงวาด’
กลุ่มศิลปินในนาม vice versa มีความสนใจที่หลากหลาย ทั้งทางด้านสถาปัตยกรรม ออกแบบตกแต่งภายใน เฟอร์นิเจอร์ ศิลปะ และดนตรี สมาชิกในกลุ่มประกอบด้วย ปัญญ์ สิงหราช, ศุภวิชญ์ โรจน์สราญรมย์, ศิริรักษ์ วงศ์ซิ้ม, ภัทรานิษฐ์ เวียงคำมา, ปรเมนทร์ กุลกัตติมาส, ชุติกาญจน์ กำมัชพล, กฤษณ์ ทองรอด และ ปริญญ์ ทุมสท้าน ทั้งหมดนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับทรงวาด รับรู้ประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณที่ยังคงมีลมหายใจ ผ่านผลงานและมุมมองของพวกเขา
(จากซ้ายไปขวา) ชุติกาญจน์ กำมัชพล, ปัญญ์ สิงหราช, ศุภวิชญ์ โรจน์สราญรมย์, ภัทรานิษฐ์ เวียงคำมา
แนวคิดของ Vice Versa
ปัญญ์: ‘vice versa’ เป็นคำศัพท์ในภาษาละติน แปลว่าในทางกลับกัน หรือการกลับไปกลับมา ซึ่งมักใช้ต่อท้ายประโยค และตรงกับความสนใจของเราที่มองว่า ศาสตร์ต่าง ๆ สามารถนำมาสร้างสรรค์ร่วมกันด้วยการข้ามศาสตร์ได้ เราที่มีพื้นฐานจากการเรียนสถาปัตยกรรม มองว่าสถาปัตยกรรมนั้นเกี่ยวข้องกับทั้งภายนอกและภายใน ไม่ว่าจะเป็นงานอาร์ต งานเฟอร์นิเจอร์ หรือแม้แต่เรื่องของซาวนด์มิวสิก
การข้ามศาสตร์และความเกี่ยวข้องกันของศาสตร์ต่าง ๆ เป็นแนวคิดแบบตะวันออก (Holistic) ซึ่งเวลาทำงานออกแบบ เราจะมองเป็นองค์รวม มองหาความเป็นไปได้และความสัมพันธ์กันของศาสตร์ต่าง ๆ สิ่งนี้เป็นวิธีคิดที่ vice versa พยายามสื่อสารในแต่ละงาน
บางคนมีพื้นฐานจากสายอาร์ต พอเขามาเห็นอาร์ตบวกสถาปัตยกรรม เขาก็อาจสนใจสถาปัตยกรรมมากขึ้น หรือคนที่มาจากสายสถาปัตยกรรม เขาเห็นงานอาร์ตและซาวนด์มิวสิก ต่อไปเขาก็อาจสนใจอาร์ตหรือซาวนด์มิวสิกเพิ่มขึ้น ซึ่งเรามองว่าจะเป็นตัวจุดประกายที่ทำให้คนที่มาชมงานรู้สึกว่างานออกแบบหรืองานอาร์ต หรือแม้แต่เรื่องของประวัติศาสตร์ สามารถนำมาเชื่อมโยงกันและสร้างความหมายใหม่ ๆ ได้
เพราะอะไรถึงเป็นย่านทรงวาด และเพราะอะไรจึงเป็นเครื่องเทศ
ปัญญ์: จุดเริ่มต้นเป็นเพราะคุณแม่รู้จักกับคุณเปิ้ล-อุษณีย์ ลิมป์พวงทิพย์ จากโกดังเจริญวัฒนา ทำให้ผมได้มาเดินในย่านนี้ตั้งแต่สมัยเรียน ราวแปดปีที่แล้ว จากที่เงียบมาก แทบเรียกได้ว่าเป็นย่านที่ตายแล้ว มีแค่คนในพื้นที่อยู่กันเอง ตกเย็นก็ปิดร้าน แต่แล้วอยู่ดี ๆ สองสามปีที่ผ่านมากลับกลายเป็นย่านที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจอย่างมาก มีกระแสนักท่องเที่ยวกระทั่งได้รับรางวัลจาก Time Out Bangkok ว่าเป็นหนี่งในย่านสร้างสรรค์ของกรุงเทพฯ ทั้งหมดนี้ทำให้เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงและศักยภาพของย่านมาเรื่อย ๆ และคิดว่าน่าจะลองทำอะไรกับย่านนี้ดู
แล้วอะไรที่เหมาะกับทรงวาด สิ่งแรกที่นึกถึงคือเรื่องกลิ่น เรานึกถึงกลิ่นของเครื่องเทศ เพราะตั้งแต่ที่ได้เข้ามาเดินที่ทรงวาด เราจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นที่ค่อนข้างแรง ซึ่งเป็นกลิ่นที่มีเอกลักษณ์จากเครื่องเทศชนิดต่าง ๆ ที่ผสมรวมกัน
ในทางหนึ่ง กลิ่นเป็นตัวช่วยเรียกคืนความทรงจำ ขณะที่อีกทางหนึ่ง คนที่อยู่กับกลิ่นเป็นเวลานานก็กลับไม่ได้กลิ่นนั้นแล้ว
เป็นย่านทรงวาด เป็นเครื่องเทศ หลังจากนั้นอะไรคือแรงบันดาลใจที่นำไปสู่ผลงานศิลปะจัดวาง ‘Spice Road’
ปัญญ์: หลังจากนึกถึงเรื่องกลิ่น เรารู้สึกว่าที่จริงแล้ว งานดีไซน์ก็ผูกโยงกับเรื่องของประสาทสัมผัส เราเห็นโครงสร้างของตึก เราได้ยินเสียง ได้สัมผัสกับวัสดุต่าง ๆ แต่กลิ่นเป็นอะไรที่ยังไม่ค่อยเห็นคนทำ และเราคิดว่ากลิ่นเป็นสิ่งที่โดดเด่นอย่างหนึ่งของย่าน นอกจากนี้ กลิ่นยังเป็นสิ่งที่สามารถเรียกคืนความทรงจำ เวลาที่เราเริ่มหลงลืมบางสิ่ง กลิ่นจะเป็นสิ่งที่ทำให้กลับไปนึกถึง
(vice versa)
ในมุมของคนที่ไม่คุ้นเคยกับทรงวาด เมื่อได้มาชมผลงาน เขาสัมผัสได้ถึงเรื่องราวของย่านผ่านกลิ่นมากน้อยแค่ไหน
ปัญญ์: คิดว่าเขาสัมผัสได้ เหตุผลหลักที่อยากนำเสนอเพราะเรารู้สึกว่ากลิ่นเป็นประสาทสัมผัสที่ไม่ค่อยถูกนึกถึง และอย่างที่บอกว่ากลิ่นเป็นสิ่งที่สามารถเรียกคืนความทรงจำ สื่อถึงประวัติศาสตร์ของย่านนี้ได้
ช่วงหลัง คนอาจนึกถึงทรงวาดในภาพของสถานที่ท่องเที่ยว มีคาเฟ่ มีร้านรวงต่าง ๆ มากมาย โดยที่ไม่รู้ถึงรากเหง้าว่าอะไรคือจุดเด่นของย่าน ซึ่งจากที่เราเห็นมา ทรงวาดเป็นเหมือนแวร์เฮาส์ให้กับย่านอื่น ๆ เป็นเหมือนซัปพลายเออร์ เป็นสถานที่โหลดสินค้า โดยเฉพาะเครื่องเทศแล้วซัปพอร์ตไปที่เยาวราช ไปตามร้านอาหารต่าง ๆ เราคิดว่าสิ่งนี้คือจิตวิญญาณหลักของทรงวาด ซึ่งต่างจากย่านอื่น อย่างย่านตลาดน้อยที่จะเป็นที่อยู่อาศัยเสียมากกว่า ขณะที่ทรงวาดเน้นไปที่การค้าขาย และยังมีคนเก่าคนแก่ในย่านที่เขาอยากนำเสนอสิ่งนี้
เครื่องเทศที่ใช้ในการแสดงผลงานมีอะไรบ้าง มีเรื่องราวหรือที่มาอย่างไรในการเลือกเครื่องเทศแต่ละชนิด
ปัญญ์: พอได้สารตั้งต้นว่าจะทำเรื่องกลิ่นของย่าน เราก็เข้ามาคุยกับทางโกดังเจริญวัฒนาว่ามีเครื่องเทศชนิดไหนบ้างที่เป็นตัวหลักในการค้าขายมาตั้งแต่อดีต ซึ่งก็พบว่ามีสองอย่างคืออบเชยกับโป๊ยกั้ก
ทรงวาดเป็นย่านที่ค้าขายตามความต้องการของตลาด แม้ตั้งแต่อดีต อบเชยกับโป๊ยกั้กจะเป็นเครื่องเทศหลักของที่นี่ แต่ปัจจุบันย่านก็เริ่มขยายไปค้าขายเมล็ดพันธุ์หรือเครื่องเทศชนิดอื่น ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้น ทำให้นอกจากอบเชยกับโป๊ยกั้กที่นำมาใช้เป็นหลักในนิทรรศการ ก็จะมีเครื่องเทศชนิดอื่นด้วย เช่น หมาล่า เกลือสีชมพู ที่เป็นเครื่องเทศที่วิวัฒนาการไปตามความต้องการของแต่ละยุค รวมถึงเมล็ดอัลมอนด์และป็อปคอร์นที่เข้ามาเยอะขึ้น ซึ่งทั้งหมดมีเครื่องเทศประมาณสิบชนิดที่อยู่ในตัวศิลปะการจัดวาง
ความหลากหลายของเครื่องเทศยังสอดคล้องไปกับตัวย่านที่มีความเป็นพหุวัฒนธรรม ไม่เพียงแต่วัฒนธรรมจีน แต่ยังรวมไปถึงวัฒนธรรมจากศาสนาอิสลาม มีมัสยิดเก่า มีอาคารสไตล์ตะวันตก ซึ่งการตั้งชื่อผลงานว่า ‘Spice Road’ ก็เป็นการล้อไปกับ ‘Silk Road’ ที่เปรียบเหมือนย่านเป็นแหล่งรวมสินค้าและวัฒนธรรมจากหลายประเทศ
อบเชย
โป๊ยกั้ก
ผลงานศิลปะจัดวาง ‘Spice Road’ ที่ถูกออกแบบเป็น 3 ยุค ตั้งใจให้เป็นภาพแทนของการเชื่อมต่อระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต หรือไม่ อย่างไร
ปัญญ์: เรารู้สึกอยากนำเสนอความสัมพันธ์ของกลิ่นกับคนไทยที่วิวัฒนาการไปในแต่ละยุค เราก็เลยแบ่งพื้นที่ของโกดังที่ค่อนข้างใหญ่ออกเป็นสามห้วง เพื่อให้คนที่มาชมมองเห็นภาพประวัติศาสตร์ของย่านผ่านการเดินทางของกลิ่นในแต่ละห้วง ซึ่งก็คืออดีต ปัจจุบัน และอนาคต
ห้วงแรกจะเล่าถึงการค้าขายและการเข้ามาของเครื่องเทศ โดยการฉายสารคดี กราฟิกต่าง ๆ เป็นยุคแรกของความสัมพันธ์ของกลิ่นกับคนไทย ห้วงที่สองคือเริ่มมีถุงหอมและกระเปาะกลิ่นที่เป็นเครื่องเทศของโกดัง เราก็จะเริ่มเห็นว่าเป็นยุคที่นำเครื่องเทศจากหลากหลายแห่งมาผสมกับการทำอาหารไทย เริ่มมีการใช้เป็นสรรพคุณทางยา ต่อมาในห้วงที่สาม เรามองว่าในอนาคต นอกจากการใช้สำหรับทำอาหารหรือสรรพคุณทางยา เครื่องเทศน่าจะช่วยเรื่องสุขภาพได้ด้วย หรือช่วยเรื่องการผ่อนคลายทางจิตใจ นำมาสู่การร่วมมือกับแบรนด์ Divana ในการสร้างสรรค์กลิ่นใหม่ขึ้นมา
(vice versa)
อยากให้พูดถึงการร่วมมือกับแบรนด์ Divana
ปัญญ์: เริ่มจากการได้คุยกับทาง Divana ถึงคอนเซ็ปต์ผลงานศิลปะที่เราทำ จึงเกิดการร่วมมือกันโดยนำเครื่องเทศของโกดังเจริญวัฒนาอย่างอบเชยกับโป๊ยกั้ก ซึ่งเป็นเครื่องเทศหลักของย่านไปทดลองผสมผสานกับน้ำมันหอมต่าง ๆ ของ Divana จนกระทั่งลงเอยที่น้ำมันหอมที่มีชื่อว่า ‘Sunrise’ แล้วให้กำเนิดกลิ่นใหม่ที่เป็นกลิ่นเฉพาะของทรงวาดขึ้นมา เราเรียกกลิ่นใหม่นี้ว่า ‘กลิ่นทรงวาด’
ภัทรานิษฐ์: ที่จริงตัวกลิ่น ‘Sunrise’ ของ Divana มีฐานเป็นเครื่องเทศอยู่แล้ว นี่เป็นสิ่งที่บอกว่าเริ่มมีการนำเครื่องเทศมาใช้ในเรื่องของเวลเนส แล้วพอรวมกับเครื่องเทศของทรงวาด จึงได้เป็นกลิ่นที่มีคาแรกเตอร์ของย่านผสมอยู่
นอกจากกลิ่น คิดว่าผู้ชมจะสัมผัสถึงร่องรอยของกาลเวลาหรือการเชื่อมต่อประวัติศาสตร์ผ่านสิ่งใดได้อีกบ้าง ภายในโกดังเจริญวัฒนา
ปัญญ์: ประสาทสัมผัสทางการรับกลิ่นเป็นตัวเด่นในงานนี้ แต่จากที่เคยเดินผ่านย่านนี้แล้วได้กลิ่นเครื่องเทศที่ชัดมาก โดยที่ไม่รู้ว่าเป็นกลิ่นของอะไรบ้าง ศิลปะการจัดวางตรงนี้จะทำให้คนเห็นเครื่องเทศจริง ๆ เห็นว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในโกดังนี้มีหน้าตาอย่างไร มีสรรพคุณอย่างไร อีกอย่างที่เราเพิ่มเข้ามาคือเรื่องของซาวนด์ เราอัดซาวนด์ของการขนส่งเครื่องเทศในโกดัง แล้วนำมามิกซ์เป็นซาวนด์ของศิปละการจัดวาง เราพยายามให้คนที่มาชมได้ใช้ประสาทสัมผัสที่หลากหลายกับตัวงาน และรู้สึกร่วมไปกับเรื่องราวที่เล่า
ศุภวิชญ์: อีกอย่างคือเรื่องของสถาปัตยกรรมของโกดัง เมื่อก่อนจะมีโกดังเก็บสินค้าที่ขนส่งมาทางเรือในลักษณะนี้อยู่เยอะ ซึ่งโกดังเจริญวัฒนาเป็นโกดังเก่าแก่แห่งท้าย ๆ แล้วที่เหลืออยู่ในย่าน เมื่อคนมาชมนิทรรศการ นอกจากตัวศิลปะการจัดวาง ในช่วงกลางคืนเราก็มีการยิงไฟขึ้นไปตามเสาเพื่อให้แสงสะท้อนกับโครงสร้างอาคาร หรือถ้าเป็นตอนกลางวันก็จะเห็นว่าโกดังมีการใช้งานอยู่ เห็นเรื่องราวที่ยังคงมีชีวิตอยู่
ปัญญ์: ศิลปะการจัดวางนี้เป็นเหมือนสื่อกลางที่ทำให้คนนอกย่านได้รู้จักบริบทของย่าน และทำให้คนในย่านได้ออกมาพบเจอกัน จากที่เราเข้าไปพูดคุยกับผู้คนในย่าน เช่น เจ้าของโกดังเจริญวัฒนา หรือกลุ่มที่รวมตัวกันในชื่อ ‘เมดอินทรงวาด’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำงานครีเอทีฟให้กับย่าน หรือจะเป็นเจ้าของร้านเชือกเก่าแก่ของย่านอย่าง ‘อาเจ็กสมชัย’ เราก็ได้คุยเรื่องแนวคิดของงานนี้มาตั้งแต่แรก เพื่อให้งานออกมาตรงกับบริบทของย่านมากที่สุด และให้คนที่มาชมสัมผัสถึงจิตวิญญาณที่แท้จริงของย่าน
ระหว่างจัดแสดงผลงาน เสียงตอบรับจากผู้ชมเป็นอย่างไร ทั้งจากคนในและนอกพื้นที่
ปัญญ์: ยกตัวอย่างนักท่องเที่ยว มักบอกว่าได้กลิ่นก่อนที่จะเห็นตัวงาน เป็นสิ่งที่บอกว่า ถ้าตามปกติเขามาทรงวาดในช่วงที่ไม่มีงานนี้ เขาจะได้กลิ่น แล้วสงสัยว่าคือกลิ่นอะไร งานนี้จึงเป็นการสร้างภาพผ่านประสาทสัมผัสต่าง ๆ ให้คนที่มาดูได้คำตอบในสิ่งที่สงสัยเกี่ยวกับย่าน
ภัทรานิษฐ์: เราชวนเพื่อนที่อยู่แถวตลาดน้อยมาดูงาน เขาบอกว่าถนนย่านนี้เคยมีกลิ่นเครื่องเทศทั้งถนน แต่เดี๋ยวนี้แทบไม่เหลือแล้ว ที่ยังเหลือชัดอยู่ก็แค่บริเวณโกดังนี้ ทำให้เขาได้ย้อนคืนความทรงจำจากกลิ่นที่เขาเคยสัมผัส
ปัญญ์: ขณะที่เจ้าของโกดังกลับบอกว่า เขาไม่ได้กลิ่นอะไรแล้ว อาจเพราะเขาชิน ตรงนี้ผมคิดว่าทำให้การสำรวจแง่มุมต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องกลิ่นน่าสนุกขึ้นอีกเยอะ ในทางหนึ่ง กลิ่นเป็นตัวช่วยเรียกคืนความทรงจำ ขณะที่อีกทางหนึ่ง คนที่อยู่กับกลิ่นเป็นเวลานานก็กลับไม่ได้กลิ่นนั้นแล้ว
อะไรคือเหตุผลที่ต้องเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ผ่านสถานที่ อย่างเช่นที่ ‘Spice Road’ เชื่อมร้อยประวัติศาสตร์ของย่านทรงวาด
ภัทรานิษฐ์: การเชื่อมโยงประวัติศาสตร์เข้ากับสถานที่ ทำให้คนที่เข้ามาในสถานที่นั้น ๆ ได้รับประสบการณ์ที่มากขึ้น สามารถเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ได้มากขึ้น เล่าเรื่องได้ครบมิติมากกว่าการเล่าด้วยเสียงหรือเล่าผ่านอะไรที่เป็นมิติเดียว และพอสถานที่เกิดเป็นศิลปะการจัดวาง ซึ่งมีทั้งเรื่องของพื้นที่ กลิ่น ซาวนด์มิวสิก ก็จะทำให้คนที่มาชมสามารถจำจดเรื่องราวได้มากขึ้น
ปัญญ์: เหมือนเรามาช่วยกันสืบทอดจิตวิญญาณและบริบทของย่าน ทำให้คนที่มาทรงวาดได้เห็นอะไรมากกว่าสิ่งที่เขาเห็นในสื่อโซเซียล ทำให้เขารู้จักและรับรู้เรื่องราวมากขึ้น อีกอย่างคือเรื่องกลิ่นเป็นประสาทสัมผัสที่ต้องมาถึงสถานที่จริง จึงจะได้กลิ่นนั้น ไม่เหมือนงานที่เป็นวิชวลอย่างเดียวที่สามารถเห็นตามสื่ออื่น ๆ ได้ นี่จึงเป็นวิธีหนึ่งในการดึงคนเข้ามาที่ย่านนี้ด้วย
ทั้งนี้ ผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นงานอาร์ต งานสถาปัตยกรรม งานเฟอร์นิเจอร์อาร์ต หรืออะไรก็ตามที่อยู่ในศิลปะการจัดวาง มันก็เป็นเหมือนกับถ้อยความทางการเมืองและสังคมในแง่ที่เราอยากสื่อสารออกไปให้เกิดการพัฒนา พูดได้ว่าบางครั้งมันก็เป็นมากกว่าเรื่องของประโยชน์ใช้สอยหรือเรื่องของความสวยงามของตัวงาน แต่เป็นเรื่องของถ้อยความที่เราอยากสื่อสารออกไป