มี e-book ทะลุมิติมาเป็นแม่ของนางร้ายในนิยายยุค 80s
ข้อมูลเบื้องต้น
CEO สาวใหญ่ประธานบริษัทอาหารแปรรูปได้หลุดเข้ามาในนิยายที่ตัวเองชื่นชอบ ตัวละครที่เธอได้หลุดเข้ามาสวมร่างกลับกลายเป็นแม่ของตัวร้ายในนิยายซะอย่างนั้น อีกทั้งหล่อนยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ชีวิตสามีและลูกสาวของตัวเองมีจุดจบที่น่าอนาถ
เด็กน้อยที่มีอายุเพียง 2 ขวบขาดพ่อดูแลไร้แม่อบรมสั่งสอน ต้องอยู่กับคุณปู่คุณย่า ทว่าเมื่อคุณปู่คุณย่าจากไปเด็กน้อยผู้น่าสงสารกลับต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของป้าสะใภ้ใจโฉด
ด้วยสภาพแวดล้อมและการถูกเลี้ยงดูมาอย่างผิด ๆ ทำให้นิสัยของเด็กน้อยผู้น่าสงสารแปรเปลี่ยนไป จากเด็กที่ไร้เดียงสากลับกลายเป็นคนที่มีจิตใจบิดเบี้ยว และเมื่อเติบใหญ่เธอก็ได้กลายไปเป็นตัวร้ายในสายตาของคนอื่น
นั่นคือชีวิตที่แสนรันทดของนางร้ายในนิยายที่ไม่มีใครกล่าวถึงหรือสนใจแต่ไม่ใช่กับ จ้าวหวั่นหนิง CEO สาวคนนี้ ในเมื่อเธอได้เข้ามาอยู่ในร่างแม่ของนางร้ายแล้วเธอก็จะเป็นคนเปลี่ยนชะตาชีวิตให้กับเจ้าหัวผักกาดหัวนี้เอง
ความฝันแปลกประหลาด
ติ๋ง…..ติ๋ง….ติ๋ง….ติ๋ง
เสียงเหมือนน้ำหยดดังก้องอยู่ในโสตประสาทพลันดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จ้าวหวั่นหนึ่ง CEO สาวเจ้าของธุรกิจส่งออกอาหารแปรรูปที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ เป็นต้องคิ้วขมวดเมื่อมีเสียงดังน่ารำคาญยังคงดังรบกวนการนอนของเธอ วันนี้เป็นวันหยุดพักผ่อนหลังจากที่เธอลุยทำโปรเจกต์ใหม่มาเกือบสองเดือน เธอพึ่งได้นอนไปได้ไม่นานแต่ต้องมาถูกรบกวนด้วยเสียงน้ำหยด คิ้วงามขมวดเป็นปมเมื่อเสียงน้ำหยดดังติ๋ง ๆ ยังไม่ยอมหยุดลง พลันนึกว่าบ้านของเธอมีก๊อกน้ำรั่วตั้งแต่เมื่อไหร่
เปลือกตาสีขาวมุกขยับขึ้นลงเนิบช้า ลูกตากลอกกลิ้งไปมา และเมื่อปรับแสงจ้าได้แล้วดวงหน้างามพลันฉาบฉายไปด้วยความงุนงงปนสงสัย เมื่อในตอนนี้ทัศนียภาพรอบกายของเธอเป็นเพียงพื้นที่โล่ง ๆ ร่างของเธอนอนอยู่บนผืนน้ำที่ตัวเธอไม่รู้สึกเปียก เมื่อนำมือวางทาบทับลงไปกลับเป็นคลื่นกลมกระเพื่อมออกไปเป็นวงกว้าง
“ที่นี่ที่ไหน ฝันเหรอ” น้ำเสียงแหบพร่าปนหวานเอ่ยออกมาราวกับละเมอ เธอจำได้ดีว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงนอนใหญ่หนานุ่มในห้องของตัวเอง หากแต่ภาพในตอนนี้คืออะไรกัน ผืนน้ำสีฟ้าคราม บ้างก็เขียวราวกับสีหยกนี่คืออะไรกัน อีกทั้งมวลร่างกายที่สมควรหนักตามแรงโน้มถ่วงของโลกยังหายไป ร่างทั้งร่างของเธอราวกับล่องลอยอยู่บนผืนน้ำกว้างใหญ่ ทั่วทั้งร่างเย็นสบายไร้ซึ่งความเจ็บปวด
ติ๋ง…..ติ๋ง….ติ๋ง….ติ๋ง
นั่งสำรวจรอบกายอยู่ชั่วครู่ หูทั้งสองข้างกลับได้ยินเสียงน้ำหยดอีกครั้ง ครั้งนี้หนิงหนิงไม่รอช้าพยุงตัวลุกขึ้นบนผิวน้ำที่เธอนอนอยู่เมื่อครู่ในทันที นี่ต้องเป็นความฝันอย่างแน่นอน ความเป็นจริงมนุษย์เราจะเดินบนผิวน้ำได้ยังไง เท้าเปลือยเปล่าเยื้องย่างไปด้านหน้าตามเสียงน้ำหยดทีละก้าว เดินมาได้ไม่นานก็พบถ้ำขนาดใหญ่ถ้ำหนึ่ง จ้าวหวั่นหนิงเดินเข้าไปในถ้ำแห่งนั้นด้วยความใคร่รู้ ภายในถ้ำเต็มไปด้วยอัญมณีหลากหลายชนิด ส่องประกายแวววาวเมื่อยามต้องแสงสว่างที่ส่องพาดผ่านลงมาจากด้านบน ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้ว่าแสงนั้นมาจากที่ไหน หวั่นหนิงเดินผ่านของล้ำค่าที่แสนงดงามเหล่านั้นเข้าไปด้านใน เดินเข้ามาอีกเพียงสิบก้าวก็พบเข้ากับแอ่งน้ำขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กมากเบื้องหน้า แอ่งน้ำเบื้องหน้าของเธอเกิดจากหยกชิ้นใหญ่ที่ถูกน้ำกัดเซาะจนเกิดเป็นหลุมเป็นแอ่งขึ้นมา ด้านบนแอ่งน้ำเป็นหยกสีเขียวเข้มรูปร่างคล้ายหินย้อย ที่มักเกิดขึ้นตามถ้ำในโลกแห่งความเป็นจริง ปลายของหยกแท่งนั้นมีน้ำสีเขียวครามหยดลงในแอ่งน้ำอยู่ตลอดเวลา เธอรู้แล้วว่าเสียงดังของหยดน้ำเกิดจากตรงนี้นี่เอง
นัยน์ตาสวยวาววับเปล่งประกายเมื่อเห็นถึงความงดงามของน้ำในแอ่งตรงหน้า ร่างบางเดินเข้าไปนั่งลงบนขอบแอ่งน้ำเพื่อมองน้ำสีสวยใกล้ ๆ
“สวยมากจริง ๆ ….” ไม่คิดว่าครั้งหนึ่งเธอจะฝันเห็นที่ที่สวยขนาดนี้ อีกทั้งถ้ำแห่งนี้ยังดูแปลกประหลาดลึกลับไม่ได้ให้ความรู้สึกน่ากลัวเลยสำหรับเธอ ทว่าในระหว่างที่เธอกำลังชื่นชมความงดงามและแปลกตาของทัศนียภาพรอบกายอยู่นั้น เสียงเด็กร้องพลันแผดเสียงขึ้นจนร่างบางสะดุ้งตกใจ ไม่นานร่างทั้งร่างราวกับล่องลอยอยู่กลางอากาศหมุนเคว้งจนเวียนหัวดวงตาทั้งสองข้างของเธอลืมแทบไม่ขึ้น และในที่สุดอาการโลกหมุนก็หยุดลง หากแต่เสียงเด็กน้อยร้องไห้โยเยกลับเสียงดังชัดเจนขึ้นมากกว่าเมื่อครู่ คิ้วเรียวยาวราวใบหลิวขมวดเป็นปม ตัวเธอเองตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีลูก แม้จะมีหลานสาวหลานชายมาเล่นด้วยอยู่บ้าง หากแต่นั่นก็ไม่ใช่ลูกของเธอ อีกทั้งหลาน ๆ เองยังไม่เคยร้องไห้โยเยเสียงดังน่ารำคาญแบบนี้ต่อหน้าเธอสักครั้ง ตอนนี้เสียงเด็กร้องไห้จึงทำให้เธอหนวกหูและรำคาญมากจริง ๆ
เป็นอีกครั้งที่เปลือกตาสีมุกขยับเปิดขึ้นเนิบช้า เมื่อปรับแสงได้แล้วภาพที่เห็นตรงหน้าคือเพดานห้องสีขาวหม่นที่เต็มไปด้วยหยากไย่สีเทาตามซอกมุมของเพดานห้อง เมื่อเห็นอย่างนั้นหวั่นหนิงพลันขนลุกซู่ขึ้นมา สกปรกมากจริง ๆ นี่แม่บ้านที่เธอจ้างมาทำไมทำงานได้ห่วยขนาดนี้กันนะ
“แต่เดี๋ยวนะ…ห้องของฉันไม่ใช่เพดานแบบนี้นิ” เมื่อคิดไตร่ตรองให้ดีแล้ว หวั่นหนิงพลันเอ่ยขึ้นมาด้วยความฉงน ในระหว่างนั้นเองภาพความทรงจำมากมายพลันหลั่งไหลเข้ามาในหัวของเธอราวกับน้ำป่าไหลหลาก ทั้งร้องยิ้มเสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้หรือแม้แต่เสียงด่าทอ พลันดังกึกก้องขึ้นในหัว มือบางยกขึ้นกอบกุมขมับทั้งสองข้างไว้เมื่อภาพเหล่านั้นมีมากจนเกินรับไหว ความทรงจำทั้งหมดนี้เป็นของใครกัน จ้าวอิงอิง คือใคร ในตอนแรกที่ยังมึนงงอยู่ในหัวมีแต่คำถาม ทว่าเมื่อความทรงจำมากมายไหลเข้ามาเรื่องแล้วเรื่องเล่า อีกทั้งผู้คนที่ผ่านเข้ามาในสมองกลับมีชื่อแซ่เหมือนตัวละครในนิยายเรื่องหนึ่งที่เธอชื่นชอบ และอ่านมันจนจบแล้วในช่องทางออนไลน์ช่องทางหนึ่ง เธอก็เริ่มเข้าใจอะไรเพิ่มมากขึ้นแล้ว
“เป็นไปไม่ได้ นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว” น้ำเสียงแหบพร่าปนสั่นเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ ดวงตาดอกท้องดงามลืมขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ร่างบางจะเร่งรุดลงจากเตียงนอนใหญ่ เดินตรงไปทางโต๊ะเครื่องแป้งขนาดเล็กรูปทรงโบราณที่ตั้งอยู่มุมห้อง
และทันทีที่เงาสะท้อนของหญิงสาวร่างอวบอ้วนสะท้อนกลับออกมา รูม่านตาของหวั่นหนิงพลันหดตัวลงด้วยความตื่นตะลึง นี่มันอะไรกัน นี่ไม่ใช่ร่างของเธอ เธอเข้ามาอยู่ในร่างของ จ้าวอิงอิง แม่ของตัวร้ายในนิยายยุค 80 ได้ยังไงกัน เป็นไปไม่ได้!
“โอ๊ย!….”
ทันทีที่นิ้วอวบหยิกเข้าที่ข้างแก้มของร่างที่เธอเข้ามาอาศัยอยู่ ความเจ็บปวดพลันแล่นไปทั่วทั้งแก้มอวบอ้วน ตอนนั้นเองที่เธอเข้าใจได้ในทันที ว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้ฝันไป เธอทะลุมิติเข้ามาในนิยายที่ตัวเองอ่านแล้วจริง ๆ
“อะไรจะซวยขนาดนี้ ทำไมต้องเข้ามาอยู่ในร่างของผู้หญิงอ้วน ทั้งยังนิสัยดุร้ายราวกับหมาบ้าอย่างจ้าวอิงอิงด้วย ให้ฉันเข้ามาอยู่ในร่างของหญิงสาวที่สวยงามและฐานะดีไม่ได้เลยหรือยังไง” สิ่งที่เธอรับไม่ได้ที่สุดคือตอนที่ตัวเองไม่สวย ในโลกเดิมเธอเป็นหญิงสาวที่ทั้งสวยและเพียบพร้อมไปด้วยเงินทอง หน้าตาและความสามารถ แต่ดูตอนนี้สิ นอกจากจะไม่มีเงินแล้ว เธอยังมีร่างกายที่น่าเกลียดและที่สำคัญจิตใจและนิสัยยังน่ารังเกียจอีกด้วย ยังไม่ทันที่หนิงหนิงจะได้คิดอะไรไปมากกว่านี้เสียงร้องไห้ของนางร้ายตัวน้อยพลันดังก้องไปทั่วทั้งห้องอีกครั้ง และสิ่งนี้เองที่สามารถเรียกสติของจ้าวหวั่นหนิงกลับมาได้อีกครั้ง
เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือเธอต้องปลอบตัวร้ายตัวน้อยให้สงบลงให้เร็วที่สุด ก่อนที่คนในบ้านหลี่และชาวบ้านบ้านข้าง ๆ จะตะโกนด่าว่าสาปแช่งเธอกับนางร้ายตัวน้อย
ยุคสมัยที่ยังล้าหลังนี้ ห้องหับกลับยังไม่มีแม้แต่ความเป็นส่วนตัวดีนัก เสียงดังเล็กน้อยก็ได้ยินไปสามบ้านแปดบ้านแล้ว
ตกหลุมรักนางร้ายตัวน้อยเข้าแล้ว
แง้!!!…..แมะ หมำ หม่ำ
เสียงเด็กน้อยร้องไห้โยเยไม่หยุดเมื่อตัวเองรู้สึกหิวแล้ว หวั่นหนิงเดินเข้ามาใกล้เตียงนอนใหญ่ที่มีสภาพเก่าเล็กน้อย พลันมองหัวผักกาดหัวเล็กที่นอนดีดดิ้นอยู่บนเตียงนอนใหญ่อย่างพิจารณา และทันทีที่ได้เห็นใบหน้ากลมราวกับลูกซาลาเปา ดวงตากลมโตสุกใสที่ตอนนี้วาววับไปด้วยหยาดน้ำสีใสตรงหน้า จมูกรั้นเล็ก ๆ แดงระเรื่อ ปากเล็กสีแดงราวกับลูกเชอร์รี่สุก ในใจของหนิงหนิงพลันสั่นสะท้านราวกับเกิดแผ่นดินไหว เธอไม่รู้ว่านี่เป็นความรู้สึกของคนเป็นแม่ที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างของจ้าวอิงอิง หรือเป็นเพราะหน้าตาน่ารักของเด็กน้อยตรงหน้ากันแน่ ที่ทำให้เธอใจอ่อนยวบในทันทีที่เห็น
จ้าวอิงอิงในเนื้อเรื่องของนิยายไม่ได้บรรยายอะไรเกี่ยวกับเธอไว้มากนัก หนิงหนิงรู้เพียงว่าเธอเป็นภรรยาของนายทหาร อีกทั้งยังมีลูกสาวหนึ่งคนชื่อ หลี่อินอิน หรือก็คือตัวร้ายในนิยายเรื่องนี้ที่เธอทะลุเข้ามา ในนิยายไม่ได้เอ่ยถึงจ้าวอิงอิง บอกไว้แค่ว่าเธอได้หย่าขาดจากผู้เป็นสามีไปตั้งแต่นางร้ายยังเด็กหลังจากนั้นก็ไม่ได้เอ่ยถึงอีก และเพราะไม่มีทั้งพ่อและแม่คอยเลี้ยงดูนิสัยของเจ้าหัวผักกาดน้อยหัวนี้จึงเลวร้ายชั่วช้า จนกลายเป็นนางร้ายที่นักอ่านเกลียดเข้าไส้ แต่ไม่มีเธอเป็นหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้น
เพราะตัวเธอยังเคยเอ่ยปากพูดออกมาลอย ๆ เลยว่านางร้ายในเรื่องน่าสงสารมากกว่าทุกคนในเรื่องเสียอีก หรือเพราะแบบนี้กันนะ เธอถึงได้เข้ามาอยู่ในร่างของจ้าวอิงอิงแม่ของตัวร้ายในนิยายเรื่องนี้
“หมำ หม่ำ…” แขนน้อย ๆ ชูขึ้นเมื่อเห็นแม่เดินเข้ามาใกล้ ปากเล็กเบะออกราวกับกำลังจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง หนิงหนิงไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปอุ้มนางร้ายตัวน้อยขึ้นมาแนบอก โชคดีที่เธอเคยเลี้ยงหลาน ๆ มาบ้าง ตอนนี้เลยอุ้มเจ้าหัวผักกาดขึ้นมาได้อย่างช่ำชอง เมื่อได้ยินว่านางร้ายตัวน้อยร้องเพราะหิว ภาพความทรงจำในหัวของเจ้าของร่างเองก็ผุดขึ้นมา เด็กน้อยตอนนี้ดื่มนมชง เจ้าของร่างไม่ให้ลูกสาวดื่มนมจากเต้าตั้งแต่เกิด เพราะกลัวหน้าอกหย่อนคล้อย เด็กคนนี้จึงไม่ได้ลิ้มลองรสชาติน้ำนมของแม่สักครั้ง น่าสงสารจริง ๆ
กระป๋องนมและขวดนมชงวางอยู่ที่โต๊ะข้างหัวเตียง นมผงในกระป๋องเหลือให้ชงได้อีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น หนิงหนิงเห็นแล้วก็ได้แต่นึกโมโห ทั้งที่นมผงของลูกสำคัญมาก แต่คนเป็นแม่อย่างจ้าวอิงอิงกลับไม่ซื้อเข้ามาเก็บไว้ สิ่งที่เธอซื้อคือครีมทาใบหน้าและครีมทามือ
รักสวยรักงามมันก็ดี แต่ความรับผิดชอบ ความเป็นแม่ต้องมาก่อนเสมอไม่ใช่หรือยังไง ขนาดคนที่ไม่เคยเป็นแม่มาก่อนอย่างเธอยังรับรู้และคิดได้เลย นิสัยไม่ดีจริง ๆ หนิงหนิงชงนมอย่างรวดเร็วก่อนจะส่งให้เจ้าหัวผักกาดน้อยในอ้อมกอดได้ดื่มกิน หลี่อินอินเดือนนี้ก็อายุครบ 8 เดือนแล้ว ตั้งแต่เกิดมาพ่อของเด็กคนนี้กลับมาดูลูกสาวเพียงหนึ่งครั้ง นั่นคือวันที่เด็กคลอดออกมา ทว่ายังไม่ทันได้อุ้มลูกสาวสักครั้ง ทางการได้เรียกตัวเขากลับด่วนเพราะมีภารกิจ เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับจ้าวอิงอิงไม่น้อย จากเดิมที่มีนิสัยดุร้ายทั้งยังขี้โวยวายอยู่แล้ว เมื่อเห็นว่าสามีไม่สนใจตัวเองทั้งยังไม่สนใจเด็กคนนี้ นั่นยิ่งทำให้จ้าวอิงอิงทำนิสัยเลวร้ายมากขึ้น อีกทั้งยังพลอยเกลียดชังลูกสาวของตัวเองไปด้วย เพราะเข้าใจว่าสามีไม่ชอบเด็กผู้หญิง
เพราะแบบนี้ตัวร้ายตัวน้อยจึงถูกแม่แท้ ๆ เลี้ยงดูแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ มาตลอดแปดเดือนที่ผ่านมา ดูได้จากการเป็นอยู่หรือแม้แต่ตามเนื้อตัวของเจ้าหัวผักกาดก็พอจะรู้แล้ว ทั้งแขนขาหรือแม้แต่ใบหน้ากลมเต็มไปด้วยตุ่มมดกัดตุ่มยุงกัดแดงเป่ง อีกทั้งเนื้อตัวยังผอมกะหร่อง ไม่อวบอ้วนน่ามองเท่าไหร่นัก นี่หากไม่ได้ปู่กับย่าคอยดูแลป้อนข้าวป้อนนม เด็กคนนี้คงตายไปนานแล้ว
“ เฮ้อ เอาเถอะ…ในเมื่อโชคชะตานำพาวาสนาส่งให้มาเป็นแม่ลูกกันแล้ว ต่อจากนี้ฉันจะเป็นแม่ให้เธอเอง เด็กน้อยผู้น่าสงสาร” หากไม่ปลงตก ยังจะให้เธอคิดฟุ้งซ่านอะไรต่อไปอีก มาก็มาแล้ว อีกทั้งยังไม่รู้ว่าจะกลับไปได้ไหม สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้คือยอมรับในเรื่องที่เกิดขึ้น และแก้ปัญหาอย่างมีสติจึงจะเรียกว่าทำเรื่องที่ถูกต้อง
“แอ้…” เสียงฟองอากาศเมื่อยามที่ปากเล็กปล่อยจุกนมดังขึ้น ก่อนที่เจ้าหัวผักกาดน้อยในอ้อมกอดของเธอจะร้องขึ้นไม่เป็นศัพท์ ทว่ามือน้อย ๆ กลับกำนิ้วชี้ของเธอที่ยกขึ้นเกลี่ยข้างแก้มกลมของตัวเองไว้แน่น ราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปก็ไม่ปาน นัยน์ตาสวยสีเฮเซลนัทที่ถอดแบบจ้าวอิงอิงมาจดจ้องมองเธอนิ่งงัน ก่อนที่มันจะฉาบฉายไปด้วยแววตาแห่งความตื่นเต้น หึ น่าเอ็นดูจริง ๆ เด็กคนนี้
“เข้าใจเหรอที่ฉันพูด….” หนิงหนิงเอ่ยถามเจ้าหัวผักกาดอีกครั้ง และครั้งนี้เธอก็ได้เสียงตอบรับกลับมาอีกครั้งเช่นกัน
“อ้อ แอ้ แมะ….” หนิงหนิงยิ้มรับกับคำตอบนั่นของก้อนกลมตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยคำพูดออกมาอีกครั้ง
“ได้ ๆ ฉันเข้าใจแล้ว ต่อไปเรามาอยู่ด้วยกันอย่างสันติเถอะ ฉันจะเป็นแม่ให้เธอเอง” จะว่าไปแล้วครอบครัวของนางร้ายก็รันทดอยู่ไม่น้อยเลย แม่ขอหย่าหนีหายไป ผู้เป็นพ่อทำงานส่งเงินมาเลี้ยงดูลูกสาวได้ไม่กี่ปีก็มาด่วนจากไป แต่ในนิยายไม่ได้บอกว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ตัวร้ายจึงถูกเลี้ยงดูจากปู่กับย่า ทว่าผ่านไปห้าปีปู่ก็มาจากไปและอีกสองปีผู้เป็นย่าที่รักเด็กคนนี้มากก็จากไปตลอดกาลเช่นกัน ทิ้งเด็กน้อยในวัยเพียง 9 ปี ให้อยู่คนเดียวท่ามกลางแร้งทึ้งฝูงหนึ่ง หึ
ในขณะที่เธอกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่นั้น เสียงเรียกชื่อของเจ้าของร่างที่เธอเข้ามาอาศัยอยู่พลันดังขึ้นที่หน้าประตูห้องแล้ว และเสียงที่ร้องเรียกอยู่นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้ หากไม่ใช่แม่สามีของจ้าวอิงอิง
“สะใภ้สาม หลานฉันเป็นอะไรไปเธอตื่นหรือยัง” หนิงหนิงยังไม่ได้ตอบกลับไปในทันที เพราะตอนนี้ในหัวของเธอกำลังคิดอยู่ว่าจะแสดงออกยังไงดี จะเป็นตัวของเธอเอง หรือจะเป็นตัวของจ้าวอิงอิง ทว่าเมื่อคิดดูแล้วเธอเป็นตัวของตัวเองจะดีที่สุด แม้ในช่วงแรกทุกคนที่เคยพูดคุยกับจ้าวอิงอิงจะรู้สึกแปลกใจหรือประหลาดใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปทุกคนจะชินและยอมรับมันได้เอง
เธอแสดงเป็นคนอื่นไม่เป็นหรอกนะ อีกทั้งนิสัยของจ้าวอิงอิงยังตรงกันข้ามกับนิสัยของเธอโดยสิ้นเชิง จ้าวอิงอิงดุร้าย อารมณ์ร้อนอีกทั้งยังขี้เกียจตัวเป็นขน ชอบด่าว่าระรานคนอื่นไปทั่ว แต่นิสัยของเธอที่เป็นถึง CEO ใหญ่เป็นเจ้านายของคนนับร้อยนับพัน กลับเป็นคนที่นิ่งและสุขุมกว่าเจ้าของร่างเดิมมาก ชอบใช้สมองคิดวิเคราะห์มากกว่าใช้อารมณ์ ไม่ชอบด่าว่าคนพร่ำเพรื่อแต่ถ้าได้ด่าจะด่าแบบมีสมอง ไม่ชอบความยุ่งยากวุ่นวาย และที่สำคัญชอบความสวยความงามเป็นที่สุด
แล้วแบบนี้จะให้เธอแสดงเป็นจ้าวอิงอิงได้ยังไงกัน เฮ้อ
หนิงหนิงอุ้มเจ้าหัวผักกาดเดินไปเปิดประตูห้องเมื่อคิดตกแล้ว ก่อนจะตอบกลับแม่สามีไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ดีและไม่ร้าย
“อินอินไม่เป็นอะไรค่ะ เธอกำลังดื่มนมอยู่” คุณแม่หลี่ที่ได้ยินน้ำเสียงราบเรียบของลูกสะใภ้ อีกทั้งยังสัมผัสได้ถึงบรรยากาศรอบตัวลูกสะใภ้ที่แปลกประหลาดไป นั่นทำให้หล่อนถึงกับชะงักงั้นไปชั่วขณะ
เกิดอะไรขึ้นกัน หากเป็นปกติสะใภ้สามต้องด่าว่าหล่อนแล้วที่แส่ไม่เข้าเรื่อง อีกทั้งยังจะโยนหลานสาวตัวน้อยมาให้หล่อนพาไปที่ห้องอีกด้วย เพราะตัดรำคาญ แต่เมื่อครู่กลับผิดแปลกไป ไม่เพียงไม่ด่าว่าพูดจาไม่น่าฟังออกมาสะใภ้สามยังอุ้มอินอินน้อยอีกด้วย นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
สะใภ้สามดูแปลกประหลาดไปมาก
หวั่นหนิงมองสำรวจแม่สามีของร่างนี้นิ่งงัน หญิงตรงหน้าของเธอนับว่าเป็นคนที่ดูดีอยู่ไม่น้อย เพราะแม้จะอายุเข้าเลขหกแล้ว ทว่าทั้งใบหน้ายังดูอ่อนเยาว์อยู่มาก และการแต่งตัวก็ดูจะทันสมัยอยู่ไม่น้อย และที่สำคัญแม่สามีของร่างนี้ยังไม่ใช่คนใจร้ายใจดำ หากแต่เป็นจ้าวอิงอิงเสียอีกที่ทำนิสัยไร้ยางอายต่อพ่อแม่สามีอยู่หลายครั้ง และใช่เป็นเธอที่ต้องมาตามแก้ปัญหาและรับความอัปยศที่เจ้าของร่างเคยกระทำไว้ทั้งหมด ช่างไม่ยุติธรรมเสียจริง
“แม่คะ ฉันฝากอินอินไว้ก่อนได้ไหมคะ ฉันขอจัดการห้องของตัวเองให้เรียบร้อยก่อน ไว้เสร็จแล้วฉันจะเข้าไปคุยกันพ่อและแม่นะคะ” คุณแม่หลี่ที่ได้ยินสะใภ้สามเอ่ยออกมาเช่นนั้นก็ได้แต่ตื่นตะลึง เกิดอะไรขึ้นกับหล่อนกันนะ ทำไมถึงได้พูดจาดีดูมีวุฒิภาวะมากกว่าที่ผ่านมานัก อีกทั้งบรรยากาศรอบตัวยังเปลี่ยนไปราวกับคนละคน แต่ถึงจะงุนงงมากแค่ไหน คุณแม่หลี่เองก็ยังไม่ได้เอ่ยปฏิเสธออกไป ซ้ำยังรับหัวผักกาดน้อยมาอุ้มด้วยความยินดีอีกด้วย
“ขอบคุณค่ะแม่ ฉันฝากอินอินไว้สักสองสามชั่วโมงนะคะ” ดูจากสภาพห้องที่สกปรกทั้งยังรกยิ่งกว่ารังหนู อีกทั้งร่างกายอวบอ้วนนี้ยังเหม็นเปรี้ยวยิ่งกว่าน้ำส้มสายชู เธอคาดการณ์ไว้ว่าต้องใช้เวลาทำความสะอาดสองถึงสามชั่วโมงเป็นแน่
“ได้ ถ้าอย่างนั้นเธอก็จัดการให้ดีก็แล้วกัน ส่วนอินอินเดี๋ยวฉันดูให้” ว่าแล้วคุณแม่หลี่ก็เดินกลับไปที่ห้องโถงในทันที บ้านหลังใหญ่นี้มีทั้งหมดสามชั้น ชั้นหนึ่งจะเป็นห้องโถงและครัวรวม ชั้นที่สองมีทั้งหมดสองห้องนอนใหญ่ เป็นห้องนอนของเธอและสามีหนึ่งห้อง และห้องของสะใภ้สามและเสี่ยวซาน ส่วนชั้นสามแบ่งห้องเป็นสองห้อง เป็นห้องของลูกชายคนโตและครอบครัว ห้องที่สองเป็นของลูกชายคนรองและครอบครัว
แม้จะอยู่เป็นครอบครัวใหญ่แต่ทุกครอบครัวจะมีห้อง หรือที่เรียกว่าบ้านเป็นของตัวเอง ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยลดปัญหาที่จะเกิดความไม่พอใจกันขึ้นระหว่างสามครอบครัวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเงินเดือนของลูก ๆ ทุกคนจะหักเข้าเป็นเงินกงสีของตระกูลจำนวนเท่ากันทุกครอบครัว ทุกคนต้องทำตามไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งนั้น ซึ่งเงินที่หักนี้ไม่รวมกับเงินที่เหล่าสะใภ้หาได้ จะหักเฉพาะเงินที่ลูกชายบ้านหลี่หามาได้เท่านั้น
การจัดการปัญหาด้านการเงินในตระกูลให้ดี ถือว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะวันข้างหน้าลูก ๆ จะได้ไม่คิดเอาเปรียบหรือคิดว่าตัวเองเสียเปรียบพี่น้องด้วยกัน
“หล่อนอาละวาดอีกแล้วเหรอคุณ” คุณพ่อหลี่เอ่ยถามผู้เป็นภรรยาออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เมื่อเห็นว่าภรรยาอุ้มหลานสาวออกมาจากห้องของสะใภ้สามเหมือนอย่างเคย
สะใภ้คนนี้เป็นเขาเองที่จัดการหาให้อาซาน เด็กคนนี้ขาดพ่อแม่ตั้งแต่อายุเพียง 12 ปี ที่ผ่านมาอยู่กับพี่ชายพี่สาวมาตลอด เขาที่เห็นว่าเป็นลูกสาวของเพื่อนสนิทก็นึกเอ็นดูสงสาร จึงรับมาเป็นลูกสะใภ้ ไม่คิดว่าลูกไม้จะหล่นไกลต้นมากทีเดียว ผู้เป็นพ่อและแม่นับว่านิสัยดีมีคุณธรรม ทว่าลูกสาวกลับมีนิสัยโหดร้ายจนหลายคนนึกระอา
“ไม่ค่ะ วันนี้หล่อนสงบเสงี่ยมมากราวกับเป็นคนละคนกันกับสะใภ้สามที่ฉันรู้จัก อีกทั้งวันนี้หล่อนยังพูดขอร้องให้ฉันดูแลยัยหนูให้ก่อน แล้วยังขอบคุณฉันอีกหนึ่งคำ คุณว่าแปลกหรือไม่คะ” หนังสือพิมพ์ที่อยู่ในมือของคุณพ่อหลี่เป็นต้องถูกพับเก็บไว้ชั่วคราวเมื่อเขาได้ยินที่คู่ชีวิตเอ่ยออกมาเมื่อครู่ เป็นไปได้ยังไงกัน สะใภ้สามจะเปลี่ยนไปชั่วข้ามคืนจริงหรือ
“คุณดูดีแล้วแน่นะ ไม่ใช่ว่าหล่อนด่าว่าคุณเหมือนทุกครั้งหรอกหรือ” เขาไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ สะใภ้คนนี้แต่งเข้ามาในบ้านตระกูลหลี่ได้จะสองปีแล้ว นับตั้งแต่วันแรกที่เดินเข้ามาจนถึงวันนี้ แม้แต่ตัวเขายังไม่เคยเห็นว่าสะใภ้สามจะพูดจาดีและเอ่ยขอบคุณใครเป็น
“เอ๊ะ!….คุณหาว่าฉันหูหนวกตาบอดหรือคะ” คุณแม่หลี่เอ่ยออกไปอย่างไม่ชอบใจนัก เธอก็พูดอยู่ว่าเห็นจริง ๆ สามีเธอช่างไม่ตั้งใจที่จะฟังเลย
“ได้ ๆ ผมเข้าใจแล้ว” อดีตนายทหารใหญ่อย่างคุณพ่อหลี่เป็นต้องยอมยกธงขาว เมื่อเห็นว่าภรรยาของตนเริ่มอารมณ์ไม่คงที่แล้ว ยอมเออออไปด้วยเป็นดีที่สุด
“อ่อ หล่อนยังบอกอีกว่าหล่อนมีเรื่องจะพูดกับเราด้วยนะคะ คุณเองก็ต้องรอฟังหล่อนกับฉันด้วย” คุณพ่อหลี่ยอมพยักหน้ารับคำของภรรยาแต่โดยดีแม้ในตอนนี้หัวคิ้วจะขมวดเป็นปมด้วยความสงสัยแล้วก็ตาม เอาไว้หล่อนมาถึงก็คงรู้เองว่าหล่อนต้องการพูดอะไร
ทางฝั่งของหวั่นหนิง ในตอนนี้ได้เริ่มลงมือทำความสะอาดห้องของตัวเองแล้ว แม้จะเรียกว่าห้องทว่าคนในยุคนี้กลับรู้ดีว่าห้องขนาดใหญ่ที่มีโถงกว้างนี้เรียกว่าบ้านหลังหนึ่ง ในห้องนอนใหญ่ห้องนี้มีห้องน้ำในตัว อีกทั้งยังมีโถงรับแขกเล็ก ๆ อยู่ขาดเพียงห้องครัวก็เท่านั้น
จากที่เธอเห็นความเป็นไปเป็นมาและเรื่องราวตั้งแต่ต้นในความทรงจำของร่างนี้แล้ว เธอก็รับรู้ได้ในทันทีว่าพ่อแม่สามีเก่งกาจไม่เบา พวกท่านวางแพลนทุกอย่างไว้เป็นอย่างดี ทั้งแบ่งห้องให้ลูก ๆ ทุกคนอย่างเท่าเทียม อีกทั้งยังเก็บเงินกงสีเท่า ๆ กันทุกคนอีกด้วย นับว่าไม่มีความลำเอียงมากนัก ที่พวกท่านทั้งสองมีความคิดที่รอบคอบเช่นนี้อาจจะเป็นเพราะว่าพวกท่านต่างก็ได้ร่ำเรียน ทั้งยังเป็นข้าราชการด้วยกันทั้งคู่ คุณพ่อเป็นถึงอดีตนายทหารใหญ่ที่ตอนนี้เกษียณอายุแล้ว และคุณแม่เป็นอดีตคุณครูสอนหนังสือของโรงเรียนที่นับว่าเป็นอันดับต้น ๆ ของเมืองกว่างโจว นั่นจึงทำให้พวกท่านมีความคิดที่กว้างไกล และไม่ลำเอียงรักลูกคนใดคนหนึ่งมากกว่า
เมื่อคิดมาถึงตอนนี้แล้วเธอเองก็รู้สึกพอใจอยู่ไม่น้อย ในตอนแรกยังนึกกลัวว่าหากเธอเข้ามาอยู่ในร่างของจ้าวอิงอิงแล้วจะต้องพบเจอกับพ่อแม่สามีประสาทแดก อีกทั้งยังกลัวว่าเธอจะทนอยู่ในบ้านหลังนี้ไม่ได้นานนัก หากเป็นเช่นนั้นเธอคงไม่พ้นต้องหนีไปพึ่งสามีที่ทำงานอยู่ที่เมืองหลวงอย่างแน่นอน แต่มีความโชคดีย่อมต้องมีความโชคร้ายเช่นกัน แม้ว่าพ่อแม่สามีจะดีมากทว่าเหล่าลูกชายลูกสะใภ้ในบ้านกลับไม่ค่อยจะดีนัก ในนิยายกล่าวไว้ว่าสะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองของบ้านต่างก็หยิ่งผยอง ขี้อิจฉาทั้งยังโลภมาก อยากได้ทุกสิ่งอย่างมาครอบครอง เมื่อครั้งที่พ่อแม่สามีจากไป อีกทั้งพ่อของนางร้ายตายไปแล้วเช่นกัน ครอบครัวของพี่ชายคนโตและคนรองต่างก็แย่งชิงสมบัติที่ควรจะเป็นของนางร้ายตัวน้อยไปทั้งหมด คนพวกนี้ยังเกี่ยงกันรับเลี้ยงอินอินอีกด้วย หึ เห็นแก่ตัวกันจริง ๆ
“ฉันมาแล้ว ต่อจากนี้ก็อย่าหวังว่าเรื่องราวจะจบแบบเดิมอีกเลย มาลองดูกันสักตั้ง ไม่ว่านักเขียนหรือใคร ฉันก็จะไม่ให้มากำหนดชีวิตของฉันและครอบครัวได้” เมื่อเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นแล้วเสร็จ เธอก็จำเป็นต้องปัดกวาดเช็ดถูกข้าวของและพื้นห้องต่อไปให้สะอาดเสียเวลามากไม่ได้ วันนี้ต้องทำความเข้าใจกับพ่อแม่สามีให้แล้วเสร็จ เพราะหากพ่อแม่สามีเข้าใจแล้ว ต่อไปหากเธอจะทำอะไรย่อมไม่ใช่ปัญหาใหญ่นัก
เวลาผ่านไปราวสองชั่วโมง ข้าวของทุกชิ้นในห้องต่างก็สะอาดสะอ้านอีกทั้งพื้นห้องยังสะอาดเอี่ยมอ่องไร้ซึ่งฝุ่นผงและหยากไย่เหมือนในตอนแรกที่เธอลืมตาตื่นขึ้นมา ส่วนผ้าปูที่นอน หมอนมุ้งและเสื้อผ้าที่ถูกกองสุมไว้ข้างตู้ไม้ขนาดใหญ่ เอาไว้คุยกับพ่อแม่สามีแล้วเสร็จเธอจึงจะนำไปซักตาก
“จ้าวอิงอิงเธอมันยัยผู้หญิงสกปรก หากฉันเป็นสามีเธอฉันก็คงไม่เฉียดเข้าใกล้เป็นแน่” เมื่อคิดแล้วก็ยังนึกรังเกียจ ทั้งกลิ่นตัวที่เหม็นเปรี้ยว ทั้งรูปร่างหน้าตาที่ไม่รู้จักดูแล หากเธอเป็นผู้ชายเธอก็คงไม่มีอารมณ์แม้แต่จะมองหน้าเช่นกัน เหอะ!
ในความทรงจำของร่างนี้ แม้ในวันแรกที่แต่งเข้ามาจ้าวอิงอิงคนนี้จะเป็นหญิงสาววัย 19 ปี ที่รูปร่างนับว่าพอดูได้ อีกทั้งหน้าตายังนับว่าสวยมาก ทว่าการดูแลรักษาความสะอาดก็ยังไม่ดีพอ สามีเธอยอมเข้าหอด้วยก็นับว่าเขาเป็นชายหนุ่มที่ไม่ถือสาและไม่เก็บเรื่องเล็กน้อยมาใส่ใจมากแล้ว
หลังจากที่บ่นเจ้าของร่างเดิมอยู่หลายคำแล้วเสร็จ หวั่นหนิงก็ได้เข้าไปชำระล้างร่างกายในห้องน้ำ และทันทีที่เธอนั่งขัดถูกตามเนื้อตัวของจ้าวอิงอิงก่อนจะล้างทำความสะอาด ใบหน้าอวบอ้วนเป็นต้องเหยเกออกมา เพราะสีน้ำที่ไหลลงไปตามท่อระบายน้ำนั่นช่างดำปี๋จนน่ารังเกียจ นี่หล่อนไม่อาบน้ำมากี่วันแล้วกันแน่!
เธอต้องรีบดูแลร่างกายนี้อย่างจริงจังเสียแล้ว เพราะชาตินี้เธอคงไม่สามารถกลับไปร่างเดิมได้อีกอย่างนั้นก็มาดูแลร่างกายนี้ให้ดีที่สุดก็แล้วกัน