ชาวนาลำปาง ร้อง ‘คลองแม่วัง’ ตื้นเขิน-น้ำไม่พอ เสนอขุดคลองคู่ขนาน แก้แล้ง บรรเทาน้ำท่วม
สะท้อนความเดือดร้อน หลังสภาพคลองส่งน้ำแม่วัง อายุเก่าแก่ถึง 91 ปี เสื่อมโทรม ชาวนาวอนรัฐเร่งแก้ปัญหา ด้าน กรมชลประทาน รับลูก กางแผน 10 ปี ทุ่มงบฯ 1,380 ล้าน ยกระดับชลประทานแม่วังทั้งระบบ ชูโมเดล “คลองคู่ขนาน” แก้ปัญหา น้ำแล้งให้เกษตรกร พร้อมเป็นแก้มลิง บายพาสตัดยอดน้ำหลาก ป้องกันน้ำท่วมเขตเทศบาลนครลำปาง
ชัยณรงค์ กันทะวงศ์ กำนันตำบลทุ่งฝาย อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง ในฐานะตัวแทนเกษตรกรผู้ทำนาพื้นที่กว่า 150 ไร่ เปิดเผยกับ The Active ถึงความยากลำบากจากปัญหาความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรม ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดลำปาง โดยเฉพาะพื้นที่รับน้ำจาก โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่วัง คลองสายหลักที่รับน้ำจากแม่วังฝั่งขวามีสภาพตื้นเขิน ดินสไลด์ และมีวัชพืชขึ้นหนาแน่น กีดขวางทางน้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะโลกร้อนยังเข้ามาซ้ำเติมวิกฤต
“จากปกติ 10 วันเราจะได้รับน้ำตามรอบเวร แต่ตอนนี้น้ำมาไม่ถึง บางครั้งเหลือแค่ 6-8 วัน ทำให้น้ำเข้าสู่นาไม่สะดวก ยิ่งเกิดภาวะโลกร้อน อากาศร้อนจัด ดินแห้ง น้ำระเหยเร็วมาก ทำให้วัชพืชทนทานต่อสารเคมี ลดประสิทธิภาพของยา ต้นทุนการทำนาตอนนี้เฉพาะของผมตกไร่ละ 4,000 บาท ขณะที่ราคาข้าว หากจะให้คุ้มทุนและชาวนาพออยู่ได้ ควรอยู่ที่ 9 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 9,000 บาทต่อตัน”
ชัยณรงค์ กันทะวงศ์
ตัวแทนชาวนา จึงฝากความหวัง ที่ต้องการปรับสภาพคลองส่งน้ำให้เป็นคอนกรีต และกำจัดวัชพืชออกให้หมด เพื่อเช็กระดับน้ำให้วิ่งจากต้นซอยไปถึงปลายซอยได้สะดวก และน้ำเข้าสู่ท้องนาของชาวบ้านได้เร็วขึ้น
เปลี่ยนมุมคิด ดึงชาวบ้านร่วมแก้ปัญหา
ด้านพรมงคล ชิดชอบ ผู้อำนวยการกองพัฒนาการบริหารจัดการน้ำและการมีส่วนร่วม กรมชลประทาน ระบุว่า โครงการส่งน้ำแม่วังมีอายุเก่าแก่ถึง 91 ปี ประสิทธิภาพจึงลดลงตามกาลเวลา การปรับปรุงครั้งนี้จะเป็นโครงการแบบ “เหลียวหลังแลหน้า” คือซ่อมแซมของเดิมเพื่อลดการสูญเสียน้ำ และนำน้ำที่เหลือไปเปิดพื้นที่ชลประทานใหม่ได้
นอกจากเป้าหมายด้านการเกษตรแล้ว โครงการนี้ยังเพิ่มวัตถุประสงค์ในการบรรเทาอุทกภัย ให้เขตเทศบาลเมืองลำปาง โดยจะใช้พื้นที่เขตชลประทานเดิม สร้างคลองคู่ขนาน โดยไม่ต้องรื้อคลองเก่า คลองใหม่นี้จะใช้ระบายน้ำหลากในหน้าฝน และใช้เป็นที่เก็บกักน้ำสำรองยาวนับสิบกิโลเมตรไว้ใช้ในหน้าแล้ง เพราะบริบทของสังคมหรือการใช้พื้นที่มันเปลี่ยนแปลง การที่พ่อแม่พี่น้องเข้ามาร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับประโยชน์ ตั้งแต่ขั้นตอนสำรวจออกแบบไปจนถึงการบำรุงรักษา จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาที่พี่น้องกังวลได้ตรงจุด และได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากเงินภาษี
หัวใจสำคัญของการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่วังคือการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเข้มข้นในรูปแบบการมีส่วนร่วมเชิงระบบ โดยกรมชลประทานมุ่งเน้นให้เกษตรกรและผู้ใช้น้ำเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เพื่อให้แผนการพัฒนาโครงการสอดคล้องกับวิถีชีวิตและตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ กรมชลประทานยังเน้นการสื่อสารสองทางเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลสถานการณ์น้ำที่ถูกต้องและร่วมตัดสินใจในภาวะวิกฤต ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
กางแผน 10 ปี งบฯ 1,380 ล้านบาท บรรเทาน้ำท่วม 4 ล้านคิวต่อวัน
พนมศักดิ์ ใช้สมบุญ ผู้อำนวยการส่วนวางโครงการที่ 1 ระบุถึงไทม์ไลน์และงบประมาณในการปรับปรุงโครงการลุ่มน้ำแม่วังว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนเนื่องจากความต้องการใช้น้ำสูงกว่าความจุเก็บกัก ปัจจุบันโครงการอยู่ในช่วงการศึกษาความเหมาะสมซึ่งจะแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคมนี้
“แผนการปรับปรุงโครงการเราวางไว้ 10 ปี ใช้งบประมาณภาพรวมทั้งหมด 1,380 ล้านบาท โดยช่วง 5 ปีแรกจะทำด้านโครงสร้างพื้นฐานและการปรับปรุงก่อสร้างทั้งหมด ส่วน 5 ปีหลังจะเป็นเรื่องของการนำเทคโนโลยี IoT มาปรับใช้ร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ”
พนมศักดิ์ ใช้สมบุญ
นำเทคโนโลยี IoT – AI บริหารน้ำสู้เอลนีโญ-ลานีญา
ขณะที่ วศิน ลีลาชินาเวศ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่วัง ชี้แจงเพิ่มเติมว่า นอกจากการยกระดับโครงสร้างแข็ง (Hard Structure) แล้ว โครงการฯ ยังให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการทำงานร่วมกับภาคประชาชน
โครงการฯ ได้นำระบบโทรมาตรมาใช้พยากรณ์น้ำหลาก เพื่อวางแผนการระบายน้ำจากเขื่อนกิ่วลมและเขื่อนกิ่วคอหมาให้สอดคล้องกัน พร้อมทั้งเร่งปรับปรุงระบบส่งน้ำให้ทันสมัย รวมถึงมีแผนบริหารจัดการน้ำแบบพลวัตที่ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์จริง ทั้งเอลนีโญ หรือ ลานีญา เพื่อลดผลกระทบต่อเกษตรกรให้เหลือน้อยที่สุด
การบูรณาการในครั้งนี้ จึงนับเป็นก้าวสำคัญของกรมชลประทาน ที่ผสานพลังระหว่างเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นและความต้องการของชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงทั้งมิติภัยแล้งและอุทกภัยให้คนลำปางอย่างยั่งยืน