โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เอกนิติ” ดัน SME 3 มิติ เปิดตลาด-เติมทุน-ปลดล็อกกฎ เร่งเครื่องเศรษฐกิจ

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 20 มี.ค. เวลา 10.14 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. เวลา 10.14 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (20 มี.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงานประชุม FTI Reinvent Thailand: พลวัตรใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย โดยเน้นย้ำว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และการผลักดัน SME ให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ รัฐบาลได้วางแนวทางสนับสนุน SME ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดทั้งภาครัฐและเอกชน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างแต้มต่อสินค้า “Made in Thailand” ควบคู่กับการผลักดันแนวคิด “พี่ช่วยน้อง” เพื่อให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจ เชื่อมโยงคู่ค้า และเสริมความแข็งแกร่งให้ SME ไทยเติบโตไปพร้อมกันทั้งห่วงโซ่อุปทาน

ขณะเดียวกัน เร่งเพิ่มสภาพคล่องและโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน ผ่านความร่วมมือของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมรายย่อย (บสย.) ธนาคาร และสถาบันการเงินต่าง ๆ รวมถึงการใช้แพลตฟอร์ม PromptBiz ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อพัฒนา Supply Chain Finance เชื่อมโยงข้อมูลทางการค้าเข้ากับการเข้าถึงสินเชื่อ ช่วยลดข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถเติบโตได้จริง

พร้อมกันนี้ ยังมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพควบคู่กับการปลดล็อกกฎระเบียบ โดยยกระดับธุรกิจด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI รวมถึงการ Reskill และ Upskill แรงงาน พร้อมทบทวนกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้คล่องตัวและแข่งขันได้มากขึ้น

นายเอกนิติ กล่าวว่า กระทรวงการคลังพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อเปลี่ยน “โอกาส” ให้เป็น “ผลลัพธ์จริง” และผลักดันให้ SME ไทยสามารถปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมา โดยระบุว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปรับเพิ่มจาก 0.3% เป็น 2.5% ไม่ได้เกิดจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่มีแรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุน โดยการลงทุนภาครัฐขยายตัว 13.3% และเมื่อรวมภาคเอกชนแล้วเติบโตเฉลี่ยราว 8% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนผ่านความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเห็นได้จากทิศทางตลาดหุ้นที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงก่อนเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ

นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงแนวคิดนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ว่า ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้น แต่ต้องควบคู่กับการสร้างศักยภาพในระยะยาว โดย “พลัส” จะไม่ใช่ให้ปลา แต่จะให้เบ็ด ผ่านการพัฒนาทักษะใหม่ การใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์การขาย และการบริหารรายได้-รายจ่ายของผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบระบบต้นแบบ (mockup) เพื่อช่วยยกระดับผู้ค้ารายย่อยให้สามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่

พร้อมกันนี้ ยังย้ำถึงความจำเป็นในการ “ปลดล็อกกติกา” ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ และเชิญชวนภาคอุตสาหกรรมเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการร่วมกันทรานส์ฟอร์ม SME ไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...