โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

‘ส่งออกไทย’ เผชิญพายุเทคโนโลยี VS มรสุมภูมิรัฐศาสตร์

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 26 เม.ย. เวลา 11.39 น. • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ตัวเลขการส่งออกของไทยงวดเดือนมี.ค. 69 สูงถึง 35,157 ล้านดอลลาร์สหรัฐไม่เพียงแต่เป็นตัวเลขที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-time High) เท่านั้น แต่นี่เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการปรับตัวครั้งสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนทั่วโลก การขยายตัวระดับ 18.7% เป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21 สะท้อนความแกร่งของภาคการผลิต แต่หากเรากะเทาะเปลือกตัวเลขเหล่านี้ออกมา จะพบปัจจัยที่ทั้งน่ายินดีปรีดาและน่าระมัดระวังไปพร้อม ๆ กัน

หัวใจสำคัญที่ผลักดันตัวเลขส่งออกให้ทะลุเพดาน คือกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการประมวลผลข้อมูลมหาศาล (Big Data) ความต้องการคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ส่วนประกอบ และเซมิคอนดักเตอร์ที่รองรับระบบ AI และ Data Center กลายเป็นเครื่องจักรหลักที่ขับเคลื่อนให้สินค้ากลุ่มนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ประเทศไทยในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกได้รับอานิสงส์นี้อย่างเต็มที่เห็นได้ชัดจากมูลค่าสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมที่สูงถึง 29,946 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวกว่า 21.4%

ปัจจัยที่น่าสนใจอีกประการ คือ การที่ตลาดสหรัฐฯ เร่งนำเข้าสินค้าจากไทยจนขยายตัวถึง 41.9% นี่ไม่ใช่เพียงเพราะความต้องการสินค้าปกติ แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงของผู้นำเข้าสหรัฐฯ จากรัฐบาลสหรัฐฯ มีนโยบายลดภาษีนำเข้าชั่วคราวเพื่อลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้คู่ค้าเร่งสต๊อกสินค้าก่อนที่มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดหรือความไม่แน่นอนทางการเมืองจะกลับมา ถือเป็น “โอกาสในวิกฤต” ที่ผู้ส่งออกไทยสามารถคว้าจังหวะนี้ ในการระบายสินค้าและสร้างรายได้

แม้กลุ่มสินค้าเกษตรภาพรวมหดตัว 10.7% ถือเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 แต่ในความมืดมิดยังพอมีแสงสว่าง นั่นคือผลไม้สดอย่าง “ทุเรียน” และ “มังคุด” ความสำเร็จนี้มาจากคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าไทย ที่ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดโลก รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรอย่างอาหารสัตว์เลี้ยงและน้ำตาลทราย กลับมาขยายตัวได้ดีสะท้อนว่าสินค้าที่เน้นการแปรรูปและเพิ่มมูลค่า (Value Added) คือ ทางรอดที่ยั่งยืนมากกว่าการขายวัตถุดิบ

การกระจายความเสี่ยงด้านตลาด เริ่มเห็นผลชัดเจน เมื่อตลาดเอเชียใต้เติบโตสูงถึง 123.3% กลายเป็นภูมิภาคใหม่ที่มีศักยภาพสูงมากสำหรับสินค้าไทย ขณะที่ตลาดเดิมอย่างจีนเริ่มชะลอตัว ในทางกลับกันตะวันออกกลางที่เคยเป็นความหวังกลับหดตัวอย่างรุนแรงถึง 57.1% สาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อและเส้นทางขนส่ง นี่คือบทเรียนสำคัญ ที่ภาคเอกชนไทยต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนตลาดเป้าหมายอย่างรวดเร็ว

ประเด็นที่มองข้ามไม่ได้ คือ แม้จะส่งออกได้มากเพียงใด แต่ไทยยัง “ขาดดุลการค้า” ช่วงเดือนมี.ค. 69 เพียงเดือนเดียวขาดดุลถึง 3,339 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไตรมาส 1/69 ขาดดุลเกือบ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นั่นเป็นเพราะการนำเข้าขยายตัวสูงถึง 35.7% ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ เพื่อมาผลิตซ้ำสำหรับการส่งออก และผลกระทบจากราคาพลังงานสูงขึ้นตามสถานการณ์โลก การขาดดุลนี้จึงเปรียบเสมือนการ “ลงทุนเพื่ออนาคต”หากสินค้าที่นำเข้ามาถูกแปรรูปเป็นกำไรได้ในวันข้างหน้า

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ประเมินทางออกไว้ 3 รูปแบบ ที่ล้วนมีตัวแปรสำคัญคือ “ความไม่แน่นอน” หากวัฏจักร AI ยังร้อนแรงและการเมืองโลกบรรเทาลง ไทยอาจเห็นการส่งออกปีนี้เติบโตถึง 8% แต่ถ้าสงครามขยายวงกว้างจนกระทบช่องแคบฮอร์มุซและดันค่าระวางเรือพุ่งสูง โอกาสจะได้เห็นการส่งออก “พลิกกลับมาติดลบ” มีความเป็นไปได้สูงเช่นกัน ดังนั้นคำว่า “ประมาทไม่ได้” จึงเป็นคติประจำใจของนักธุรกิจไทยปีนี้

ตัวเลขส่งออก 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความท้าทายบทใหม่ ไทยต้องไม่พึ่งพาเพียงแค่โชคชะตาจากวัฏจักรสินค้าหรือนโยบายภาษีของประเทศอื่น การมุ่งเน้นนวัตกรรม AI การสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรพรีเมียมและการลดต้นทุนโลจิสติกส์ จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีสุดไม่ว่าโลกจะเผชิญกับฉากทัศน์ใดก็ตาม กระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน ต้องทำงานเชิงรุกเพื่อเปลี่ยน “สถิติสูงสุด” ให้กลายเป็น “มาตรฐานใหม่” เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางพายุการค้าที่หนักหน่วงมากขึ้น..!!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...