“เปาวลี” กับชีวิตนักร้อง ใต้เงาของ “พุ่มพวง ดวงจันทร์”
“เปาวลี” กับชีวิตนักร้อง ใต้เงาของ “พุ่มพวง ดวงจันทร์”
“เปา เปาวลี พรพิมล” สาวน้อยสวยหวานจากแดนสุพรรณบุรีกับแนวเพลงลูกทุ่งที่เธอถนัด ผู้ไม่ปฏิเสธว่าเธอยินดีที่จะอยู่ใต้เงาของแม่ผึ้ง “พุ่มพวง ดวงจันทร์” อะไรที่ทำให้เธอยอมรับและยินดีกับคำพูดดังกล่าว จุดเริ่มต้นของเธอมาจากไหน และตัวตนของเธอคืออะไร อ่านต่อได้ด้านล่างนี้
เปาเริ่มประกวดร้องเพลงมาตั้งแต่ 9 ขวบเลยค่ะ จำได้ว่าเพลงที่ใช้ประกวดเป็นเพลงแรกคือเพลง “ใจอ่อน” ของพี่ “ฝน ธนสุนทร” เดินสายประกวดทั้งในโรงเรียน งานของอำเภอ งานของจังหวัด จนอายุประมาณ 16-17 ก็เข้ามาประกวดรายการ “คว้าไมค์ คว้าแชมป์” ของแกรมมี่ เราก็ไปซีซั่นแรกเลย เป็นการประกวดต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่งปี หกซีซั่น หมายถึงเราเป็นผู้ชนะซีซั่นแรกแล้วเราก็ต้องรอซีซั่นต่อไป แล้วผู้ชนะในแต่ละซีซั่นมาแข่งกันอีกทีหนึ่ง ปรากฏเราได้เป็นแชมป์ออฟเดอะเยียร์ ก็ได้รางวัลเป็นรถกระบะเป็นเงินสดมา แต่ตอนนั้นก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเซ็นสัญญาเป็นนักร้องอะไรนะคะ หลังจากนั้นก็กลับมาบ้านมาศึกษาต่อเข้ามหาวิทยาลัย มาวันหนึ่งก็มีผู้ใหญ่ก็คืออา “ตี่ กริช ทอมัส” ติดต่อมาเพราะท่านเห็นเราจากรายการที่เราเคยไปประกวดแล้วสนใจในตัวเรา ก็เลยให้โอกาสเรามาลองเทสต์ดูก็เลยได้เข้ามาในค่ายแกรมมี่ในที่สุดค่ะ
ส่วนอุปสรรคในการร้องเพลงก็มีบ้าง คือในช่วงที่เราร้องเพลงเนี่ยเราก็ต้องเรียนไปด้วยแล้วก็ร้องเพลงไปด้วย มีช่วงหนึ่งตอนมัธยมมัธยมปลายที่เรารับจ้างร้องเพลงเหมือนกัน เพราะอยากจะเริ่มหาเงินและประสบการณ์ และส่วนตัวเป็นคนชอบอยู่บนเวทีด้วย บ้านอยู่สุพรรณบุรีตีรถไปกาญจนบุรีไปร้องเพลงเสร็จก็กลับมาพักผ่อนแล้วก็ตอนเช้าก็ตื่นไปเรียนต่อตอนเช้า เช่นเรียนเลิก 4 โมงเย็นก็ไปกาญจนบุรีเริ่มร้องเพลงประมาณ 2 ทุ่มถึงประมาณเที่ยงคืน กลับมานอนประมาณตีสองแล้วก็ตื่นมาเรียนต่อตอนเช้าทำแบบนี้เรื่อยๆ ถามว่ามันก็เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งไหม ก็พอสมควรค่ะ เพราะเราก็ต้องตั้งใจกับทั้งสองอย่างทั้งเรียน ทั้งร้องเพลง แต่ตอนนั้นก็สนุกกับมันนะคะ ส่วนเรื่องผลการเรียน เกรดก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจอยู่ค่ะ
หลังจากเซ็นสัญญาตอนนั้นแล้วก็เข้ามากรุงเทพฯ กับคุณแม่ ตอนนั้นก็ดูเหมือนเป็นบ้านนอกเข้ากรุงจริงๆ มีหลงทางด้วยกับคุณแม่ เราเข้าเพื่อเริ่มร้องเพลง, เรียนเต้น, เรียนแอททิจูด ซึ่งตอนนั้นเราก็ถือว่ายังใหม่อยู่มาก แต่ถึงตอนนั้นยังไม่มีผลงานอะไรออกมา ก็ยังพอมีคนที่จดจำเราได้จากคอลูกทุ่งที่เคยดูรายการที่เราประกวด จากนั้นก็มีโอกาสได้แสดงหนังเกี่ยวกับ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” หรือ “แม่ผึ้ง” นับเป็นความโชคดีของเราด้วยเพราะเรามาทราบภายหลังว่าตอนแรกนั้นเขามีศิลปินอยู่แล้วสองคนที่จะให้ “เสี่ยเจียง” ตัดสินใจว่าจะเลือกใครคนใดคนหนึ่งเป็นนักแสดงนำ ปรากฏว่าใกล้วันแล้วหาซีดีบันทึกแคสติ้งไม่เจอก็เลยต้องมาขอทางแกรมมี่ใหม่ ซึ่งตอนนั้นเราเข้ามาพอดีเราก็เลยเป็นตัวแถมเพิ่มเข้าไปเป็นคนที่สาม สุดท้ายเราก็ได้โอกาสรับบทเป็นแม่ผึ้งค่ะ ถามว่าภูมิใจไหมที่ได้รับบทบาทการแสดงนี้ ขอตอบว่าภูมิใจมากๆ ค่ะ ส่วนหนึ่งก็เพราะเราเองก็เป็นคนสุพรรณเหมือนแม่ผึ้งด้วย และก็คุ้นเคยกับเพลงแม่ผึ้งอยู่แล้วเพราะร้องมาตั้งแต่ตอน 5 ขวบ ร้องมาตั้งแต่ยังร้องเพลงไม่เป็น ร้องงูๆ ปลาๆ ไป เพลงแรกที่ร้องหนูจำได้เลยว่าเป็นเพลง “ส้มตำ”
ในอนาคตมองว่า ลึกลึกเราก็ยังคงมีคอนเซ็ปต์ความเป็นแม่ผึ้งอยู่เพราะคนจำภาพเราจากตรงนั้นมาตั้งแต่แรก ไปร้องที่ไหนก็ยังคงร้องเพลงของแม่ผึ้งเสมอ ส่วนเรื่องที่ว่ามีคนบอกว่าเราอยู่ในเงาของแม่ผึ้งนั้น ถ้าถามว่าเรารู้สึกยังไงเราดีใจค่ะ ดีใจที่คนจำเราได้จากตรงนั้น เพราะเราเริ่มมีชื่อเสียงจากเพลงของแม่ผึ้ง และแม่ผึ้งเองก็คืออาจารย์ในดวงใจซึ่งเราไม่มีทางไปเทียบเท่ากับเขาได้ นับว่าแม่ผึ้งเป็นแรงบันดาลใจในการร้องเพลงของเปาก็ว่าได้ค่ะ แต่ถ้าเป็นเพลงของตัวเองก็คงต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยนิดหนึ่ง อาจจะไม่ทิ้งความเป็นลูกทุ่งไปเลย แต่มีอะไรเข้ามาผสมผสานมากกว่า เพราะว่าสุดท้ายแล้วลูกทุ่งก็คือดีเอ็นเอของเรา จริงๆ มีคนพยายามถามเราว่า “เปาคืออะไร” หรือ “เพลงเปาคืออะไร” “เปาร้องแนวไหนได้บ้าง” เราก็พยายามนึกว่าเออถ้าเกิดเราไม่ได้ร้องเพลงลูกทุ่งแล้วจะเป็นอะไร มันก็นึกไม่ออกอยู่ดี แต่ถ้าถามอะไรที่เป็นลูกทุ่งมาตอบได้หมด เราคิดว่ามันมาจากข้างในตัวของตัวเปาเอง เปาวลีคือลูกทุ่งค่ะ มันแกะออกจากกันไม่ได้ ส่วนแนวเพลงที่อยากลองทำแล้วยังไม่ได้ทำต้องนี่เลยค่ะ ร็อคเพื่อชีวิตสไตล์พี่ๆ วง “ลาบานูน”
ตัวเปาเองจริงๆ ก็มีอีกมุมหนึ่งเหมือนกัน ปกติเราจะเป็นคนที่ถ้าอยู่กับผู้ใหญ่ที่เราเคารพรักก็จะเรียบร้อยไปเลย อย่างตอนที่อยู่มัธยมเวลาอยู่กับคุณครูก็จะเรียบร้อยมาก ทุกคนก็จะเห็นในภาพแบบนั้น แต่ว่าถ้าเกิดคนที่สนิทจริงๆ ก็จะบอกอีกแบบนึงเลยว่าไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างที่ทุกคนได้เห็น จะเป็นคนทะเล้น ทะลึ่งบ้างนิดหน่อยแต่ไม่ได้ถึงกับลามกนะคะ เป็นคนชอบแซว แถมพูดมากด้วย คนจะเข้าใจว่าเราเป็นคนเรียบร้อยสวยหวานเพราะภาพที่ออกมาเป็นแบบนั้น เคยมีคนบอกว่าเปาไม่เหมือนผู้หญิงแต่เหมือนลิงด้วยนะคะ เพราะเราเป็นคนโลดโผนมาตั้งแต่เด็กๆ กลับกันกับพี่ชายเปา กลายเป็นว่าคนนั้นเขาเรียบร้อยกว่าเยอะ ส่วนถ้าพูดถึงเพลงนอกจากลูกทุ่งหนูก็ฟังพวกอีดีเอ็ม, เพลงเกาหลี ก็มี แต่ถ้าเรื่องร้องนี่เพลงสากลจะไม่ค่อยถนัดเลย ฝังใจเหมือนกันเพราะเวลาเราไปร้องเพลงสากลคนจะชอบพูดว่า “ยังมีลูกเอื้อนติดมาอยู่เลย” หรือ “มันไม่ใช่อ่ะ” ก็เลยไม่มั่นใจกับการร้องเพลงสากลเท่าไหร่ พยายามฝึกนะคะ แต่ก็ไม่สำเร็จ เคยพยายามเอาชนะความกลัวตรงนี้เหมือนกัน จนวันหนึ่งเรามีโอกาสได้ไปร่วมงานเพลงแจ๊สงานหนึ่ง แล้วมีโอกาสได้ร้องเพลง “When I was Your Man” ของ “Bruno Mars” อยู่ท่อนหนึ่งบนเวที ปรากฏว่าฝรั่งปรบมือให้ เราก็เลยใจชื้นขึ้นมาว่าเออเราก็ทำได้เหมือนกันนี่นา
สุดท้ายนี้ก็ขอบคุณทุกกำลังใจจากแฟนเพลงที่ตามเรามาตั้งแต่แรกหรือเพิ่งเข้ามาติดตาม แล้วก็ขอบคุณทุกคำติชมด้วยเพราะว่าตลอดระยะเวลาการทำงานก็จะต้องมีทั้งคำชมและคำติ ซิ่งเปาก็จะน้อมรับไว้เพื่อพัฒนาตัวเอง แล้วก็อยากจะให้แฟนๆ เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ที่เปากำลังจะมีเข้ามาด้วยนะคะ อย่างทาง LINE TV ก็จะมีรายการที่ได้เห็นตัวตนของเปามากขึ้น เป็นรายการ “เม้นต์ เม้าท์ เปาวลี” แล้วก็ “นู๋เปาวลีมี 300” ส่วนเพลง ฝากด้วยนะคะ ช่อง “เปาวลี Grammy Gold Official” ใน Youtube และตอนนี้ก็อยากแนะนำให้ฟังเพลงใหม่ชื่อว่า “อย่าเอารักมาล้อเล่น” เพลงจากรายการสมรภูมิชิงเพลง ยังไงก็ฝากติดตามกันทั้งเพลงและรายการ ฝากติดตามผลงานของเปาด้วยนะคะ