SONICปักหมุดขยายฐานEEC เล็งเพิ่มรถขนส่ง-ครึ่งปีโตเด่น
ทันหุ้น – สู้โควิด - SONIC เดินเกมขยายฐานธุรกิจเขต EEC ปลื้มกระแสตอบรับดี เล็งเพิ่มรถรองรับดีมานด์ จากเดิมให้บริการแล้ว 30 คัน หลังปริมาณการขนส่งพุ่ง จากปกติ 3.6-4 พันตู้ต่อเดือน ส่งสัญญาณผลงานครึ่งปีแรกโตเด่น มองเป้ารายได้ทั้งปีสูงกว่าปีก่อน
ดร.สันติสุข โฆษิอาภานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โซนิค อินเตอร์เฟรท จำกัด (มหาชน) หรือ SONIC เปิดเผยว่า บริษัทจะเดินหน้าขยายฐานธุรกิจในเขตโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC หลังบริษัทเข้าซื้อที่ดินในนิตมอุตสาหกรรมปิ่นทอง บนพื้นที่ 21 ไร่ โดยเฟสแรกบริษัทพัฒนาที่สำหรับบริการโลจิสติกส์ครบวงจรพื้นที่ 12 ไร่ โดยเริ่มให้บริการแล้วช่วงต้นปีที่ผ่านมา และมีกระแสตอบรับดี
เพิ่มรถรับดีมานด์
ทั้งนี้บริษัทนำรถหัวลากมาให้บริการแล้วจำนวน 30 คัน และหางลากจำนวน 60 คัน ซึ่งบริษัทมีแนวโน้มจะเพิ่มรถให้บริการสูงขึ้น เพื่อรองรับดีมานด์การขนส่งที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ปัจจุบันบริษัทมีจำนวนรถให้บริการ ซึ่งเป็นรถของบริษัทเองจำนวนทั้งสิ้น 95 คัน หางลากประมาณ 300 หางและเป็นรถให้บริการจากซัพอคอนเทค 40-50 คัน ปริมาณการขนส่งอยู่ที่ 3.6-4 พันตู้ต่อเดือน ปริมาณการขนส่งของลูกค้าเพิ่มขึ้นตลอดเวลา
“บริษัทยังเดินหน้าขยายธุรกิจตามแผน แต่อาจจะล่าช้าไปบ้าง ทั้งการให้บริการปล่อยสินเชื่อให้ซัพคอนเทค หรือคู่ค้า ที่ร่วมขนส่งสินค้าให้กับบริษัท เนื่องจากอารมณ์ในการออกรถใหม่ยังไม่คึกคักเท่าที่ควร เดิมบริษัทตั้งเป้าจะปล่อยสินเชื่อให้กับซัพคอนเทคที่ 140 ล้านบาท โดย 3 เดือนแรกบริษัทปล่อยสินเชื่อได้ราว 10 สัญญา” ดร.สันติสุข กล่าว
อย่างไรก็ตามธุรกิจโลจิสติกส์ของบริษัทไม่ใช่สัญญาระยะยาว ค่าขนส่งขึ้นอยู่กับภาวะอุตาหกรรมราคาน้ำมัน ทั้งนี้บริษัทไม่มีความเสี่ยงในด้านราคาน้ำมัน อีกทั้งทิศทางการเติบโตของกลุ่มลูกค้ายังเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งบริษัทมีลูกค้ากระจายไปทั่วทุกกลุ่ม โดยที่ผ่านมาลูกค้าในกลุ่มยางรถยนต์ปรับตัวลดลง แต่บริษัทได้ลูกค้าในกลุ่มอาหารทดแทน ซึ่งเป็นไปตามภาวะอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19
ผลงานครึ่งปีโตเด่น
บริษัทประเมินทิศทางธุรกิจและผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2563 มั่นใจว่าจะดีกว่าช่วงเดียวกันกับปีก่อน แต่จะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ ปัจจุบันอยู่ระหว่าการพิจารณาและติดตามดูสถานการณ์ ขณะที่ภาพรวมการเติบโตรายได้ทั้งปีนี้ บริษัทคาดจะเติบโตสูงกว่าปีก่อน แต่จะเติบโตเป็นตัวเลขเท่าไรนั้น ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจน โดยช่วงต้นปี 2563 บริษัทตั้งเป้ารายได้โต 20% ต่อจากปี 2562 ที่ 1.15 พันล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 46.53 ล้านบาท อนึ่ง 3 เดือนแรกบริษัทมีรายได้แล้วที่ 316.02 ล้านบาท และมีกำไรอยู่ที่ 13.31 ล้านบาท
ดร.สันติสุข กล่าวต่อว่า ธุรกิจโลจิสติกส์หรือขนส่งสินค้ายังเป็นธุรกิจที่ต้องดำเนินการต่อไป เนื่องจากโรงงานหรือความต้องการใช้สินค้ายังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การขนส่งทางบก และทางน้ำยังเติบโตได้ในระดับดี ขณะที่การขนส่งทางอากาศยังชะลอตัวเล็กน้อย แต่บริษัทไม่มีความกังวลเกี่ยวกับการขนส่งทางอากาศ เนื่องจากสัดส่วนรายได้การขนส่งทางอากาศอยู่ที่เพียง 5% ส่วนสัดส่วนการขนส่งทางบกอยู่ที่ 60% และการขนส่งทางน้ำอยู่ที่ 30-35%
ขณะที่แผนการขยายพื้นที่คลังสินค้าอีก 4.4 พันตารางเมตร จากปัจจุบันมีพื้นที่ให้บริการ 5 พันตารางเมตรนั้น บริษัทจะลงทุนด้วยความระมัดระวัง และจะลงทุนตามแผน เนื่องจากสถานการณ์ภายในประเทศได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้บางธุรกิจชะลอตัว และมีโอกาสจะส่งผลทางอ้อมมาสู่ธุรกิจโลจิสติกส์