โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ชิงสุกก่อนห่าม" วาทกรรมซัดกลับคณะราษฎร ในแบบเรียนประวัติศาสตร์ไทย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 03.35 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 23.50 น.

วาทกรรม “ชิงสุกก่อนห่าม” เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 การกล่าวหา “คณะราษฎร” ในแบบเรียนประวัติศาสตร์ไทย

ในแบบเรียน รายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ม. 4-6เล่ม 1 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง อธิบายว่า“ก่อนการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 ในกรุงเทพฯ มีการออกหนังสือพิมพ์ของเอกชนหลายฉบับ… หนังสือพิมพ์เหล่านี้ได้พากันวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานที่บกพร่องของรัฐบาลอยู่บ่อยๆ อีกทั้งยังยกย่องระบบประชาธิปไตยอีกด้วย แต่รัฐบาลก็มิได้ลงโทษการตำหนิติเตียนของหนังสือพิมพ์แต่อย่างใด…” (ไพฑูรย์ มีกุศล และคณะ, 2553)

เรื่องข้างต้นตรงกันข้ามกับที่เขียนในหนังสือประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย โดย คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร น. 187 อธิบายไว้ว่า“ข้าราชการระดับสูงบางคนไม่พอใจสถานการณ์ดังกล่าวอย่างยิ่ง รัฐบาลร่างกฎหมายต่อต้านบอลเชวิค… หนังสือพิมพ์ถูกปิดมากขึ้น มีการใช้ความรุนแรงข่มขู่นักหนังสือพิมพ์บางคน รัฐบาลใช้กฎหมายคนเข้าเมืองเนรเทศนักเขียนปากกล้าหลายคน (คริส เบเคอร์ และ ผาสุก พงษ์ไพจิตร, 2557: 187)

จะเห็นได้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะยอมให้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเสรีโดยไม่มีการควบคุม เพราะนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมาแล้วก็มีการจับกุมราษฎรที่วิจารณ์มาโดยตลอด เช่น การขังลืมเทียนวรรณ หรือกรณีของถวัติ ฤทธิเดช

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าเนื้อความในหนังสือแบบเรียนคลาดเคลื่อนกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และส่งผลต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ

คณะราษฎร ในแบบเรียนประวัติศาสตร์ไทย

อีกกรณีหนึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญเช่นกันคือกรณีของกบฏบวรเดช เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2476 โดยในหนังสือแบบเรียนประวัติศาสตร์ม. 4-6 เล่มเดิมกล่าวว่า“…การกบฏครั้งนี้มีผลกระทบกระเทือนต่อพระราชฐานะของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะคณะราษฎรเข้าใจว่า พระองค์ทรงสนับสนุนการกบฏ ทั้งๆ ที่ทรงวางพระองค์เป็นกลาง…” (ไพฑูรย์ มีกุศล และคณะ, 2553: 133) พูดอย่างกระชับที่สุดคือพระองค์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกบฏบวรเดชแต่ประการใดเลย

อย่างไรก็ตาม เรื่องกบฏบวชเดชในแบบเรียนก็คือหนังคนละม้วนกับที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัยได้เขียนบรรยายไว้ว่า“เมื่อกบฏบวรเดชเกิดขึ้น พระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินทางเรือไปภาคใต้ไม่ได้ทรงสนับสนุนอย่างเปิดเผย ภายหลังทรงขอให้มีนิรโทษกรรมแก่ฝ่ายกบฏ คณะราษฎรเชื่อว่าพระองค์ทรงช่วยวางแผนและการเงิน ซึ่งต่อมามีหลักฐานว่าทรงให้เงินและกำลังใจ (คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร, 2557)

เนื้อหาข้างต้นที่คริสและผาสุกเขียนนั้นอ้างอิงมาจากหนังสือของณัฐพล ใจจริง อีกทอดหนึ่งคือเรื่อง ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ: ความเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม(พ.ศ. 2475-2500) ซึ่งในหนังสือเล่มนี้เขียนว่า“พระองค์เจ้าบวรเดชขอเป็นผู้นำ“กองทัพสีน้ำเงิน” และได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจะ“เปลี่ยนแปลงใหม่” ซึ่งต่อมามีเช็คสั่งจ่ายของพระคลังข้างที่ให้แก่พระองค์เจ้าบวรเดชเป็นจำนวน 200,000 บาท จากนั้น ม.จ. วิบูลย์สวัสดิวงศ์ ราชเลขานุการในพระองค์ก็ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้นำกองทัพสีน้ำเงิน (ณัฐพล ใจจริง, 2556: 22-27) “กองทัพสีน้ำเงิน” ที่ว่านี้ก็คือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของฝ่ายเจ้าในการเอาชนะฝ่ายประชาธิปไตยหรือคณะราษฎรนั่นเอง

ความแตกต่างของข้อมูลระหว่างแบบเรียนกับหนังสือประวัติศาสตร์ของนักวิชาการสมัยใหม่นั้น อาจกล่าวได้ว่าด้านหนึ่งเป็นเพราะความไม่ทันสมัยของข้อมูล หรืออาจเป็นเพราะประวัติศาสตร์ไทยในสมัยประชาธิปไตยถูกทำให้บิดเบี้ยวมาช้านาน โดยความบิดเบี้ยวที่ว่านั้นบางกรณีก็เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตซ้ำ(reproduction) หนังสือประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ความผิดอะไรในการพิมพ์ซ้ำ แต่คงเป็นเรื่องยากพอสมควรสำหรับคนนอกวงการประวัติศาสตร์ที่จะเข้าใจความซับซ้อนของมัน

นอกจากปัญหาความไม่สอดคล้องกันระหว่างแบบเรียนกับงานเขียนทางประวัติศาสตร์กระแสรองแล้ว ยังพบว่าข้อมูลและเนื้อหาประวัติศาสตร์สมัย 2475 นั้นถูกตัดต่อหรือทำให้หายไปอยู่บ่อยครั้ง เพื่อให้แลดูว่ากระบวนการเปลี่ยนผ่านนั้นไม่มีความรุนแรง

ตัวอย่างเช่น ในหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ข้อที่ 4 ในหนังสือแบบเรียนประวัติศาสตร์ไทยจะเขียนเพียงแค่ว่า“4. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน” แต่ข้อความดั้งเดิมตามประกาศของคณะราษฏรคือ“4. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้” ซึ่งในแบบเรียนของสำนักพิมพ์บางแห่งก็ได้ตัดออกไป(ณรงค์ พ่วงพิศ และ วุฒิชัย มูลศิลป์, 2552)

น่าสังเกตว่านอกเหนือไปจากแบบเรียนแล้ว เรามักจะพบการตัดข้อความท่อนหลังนี้ออกไปเสมอในหลายเว็บไซต์ด้วยเช่นกัน เพราะการลงข้อมูลฉบับเต็มทั้งหมดอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายบางมาตรา ซึ่งภาวะเช่นนี้สะท้อนถึงบรรยากาศ(sphere) ของคนในสังคมที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว หรือการตัดออกก็เพราะกลัวจะไปกระทบต่อศรัทธากระแสหลักของสังคม

เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 “ชิงสุกก่อนห่าม” หรือไม่?

ในสังคมไทยมักมีการถกเถียงกันอยู่เสมอว่า เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นการ ชิงสุกก่อนห่าม ของคณะราษฎรหรือไม่ เพราะฝ่ายหนึ่งก็จะอ้างว่ารัชกาลที่ 7 กำลังทรงเตรียมการมอบรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนในสมัยของพระองค์ แต่ถูกคณะราษฎรปฏิวัติเสียก่อน ความคิดเช่นนี้มีมานานแล้วและยังคงปรากฏในหนังสือแบบเรียนประวัติศาสตร์ไทยในปัจจุบัน ดังข้อความจากหนังสือแบบเรียนเล่มเดียวกันกล่าวว่า

“รัชกาลที่ 7 ทรงสนับสนุนการปกครองที่มาจากประชาชน แต่พระองค์มีพระราชวินิจฉัยว่าการปกครองระบอบนี้จะต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยฝึกหัดประชาชนให้รู้จักใช้สิทธิในการออกเสียง…” (ไพฑูรย์ มีกุศล และคณะ, 2553: 127)

นอกจากนี้ยังเขียนด้วยว่า“รัชกาลที่ 7 ทรงมีแผนที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่าในรัชกาลนี้มีร่างรัฐธรรมนูญถึง 2 ฉบับ ฉบับแรก… บัญญัติให้พระมหากษัตริย์เป็นผู้ทรงใช้อำนาจแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี… ฉบับที่สอง… ไม่เห็นด้วยที่จะประกาศใช้ด้วยเห็นว่ายังไม่ถึงเวลา ควรให้ประชาชนได้มีประสบการณ์ในการปกครองตัวเองมากกว่าที่เป็นอยู่ก่อน แผนพัฒนาการปกครองของรัชกาลที่ 7 จึงสิ้นสุดลงเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง…” (ไพฑูรย์ มีกุศล และคณะ, 2553: 127)

การนำเสนอว่ารัชกาลที่ 7 ได้ทรงสั่งให้คนร่างรัฐธรรมนูญไว้แล้ว แล้วเมื่อต่อกับอำนาจในการมอบให้นั้น ก็อาจตีความได้ว่าพระองค์ทรงเล็งเห็นความสำคัญของประชาธิปไตยไม่ระดับใดก็ระดับหนึ่ง แต่เราควรตั้งคำถามต่อว่ามีหลักฐานอื่นใดหรือไม่ที่สะท้อนถึงการเตรียมการ“ฝึกหัดประชาชน”

นักประวัติศาสตร์มักถูกสอนเสมอว่าต้องเชื่อในหลักฐานชั้นต้น(primary source) และเชื่อในพยานผู้เห็นเหตุการณ์(eyewitness) ยิ่งคนที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเหตุการณ์ยิ่งมีความน่าเชื่อถือเสียด้วย

ในที่นี้ขอยกตัวอย่างหลักฐานชิ้นหนึ่งขึ้นมา คือบันทึกของทูตญี่ปุ่นชื่อ ยาสุกิจิ ยาตาเบ ได้กล่าวว่า“ประชาชนสยามไม่เคยได้รับการฝึกฝนทางการเมือง ไม่มีอิสรภาพในการพูด หากไม่มีการปฏิวัติและรอให้พระปกเกล้าฯ ปฏิรูปการเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้น‘รอไปอีกหนึ่งร้อยปีก็ไม่มีทางสำเร็จ’ ” (อ้างจาก ณัฐพล ใจจริง, 2556)

ความจริงข้อนี้อาจเห็นได้จากพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 7 เองที่ทรงกล่าวว่า“ประเทศนี้พร้อมแล้วหรือยังที่จะมีการปกครองแบบมีผู้แทน… ตามความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าขอย้ำว่าไม่ (อ้างจาก ทวีศักดิ์ ตั้งปฐมวงศ์, 2555: 43)

ณัฐพล ใจจริง ได้อธิบายไว้ชัดว่า แท้จริงแล้วเป้าหมายของรัชกาลที่ 7 หาใช่การไปสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่คือการรวบอำนาจจากเสนาบดีและพระประยูรญาติให้กลับคืนสู่กษัตริย์อีกครั้ง ดังเห็นได้ว่ากฎหมายฉบับแรกนั้น“ใน พ.ศ. 2469 พระปกเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ ให้พระยากัลยาณไมตรีร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเปลี่ยนรูปการปกครองขึ้น สาระสำคัญในร่างกฎหมายฉบับนี้คือ กษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตย… และไม่มีสภานิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีแต่เพียงองคมนตรีสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้งของกษัตริย์…” และกฎหมายฉบับที่ 2 ใน พ.ศ. 2474 สาระสำคัญคือ กษัตริย์มีอำนาจสูงสุด(ณัฐพล ใจจริง, 2556: 8)

ความจริงแล้ว ในหนังสือแบบเรียนประวัติศาสตร์ไทยยังมีการพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์ไทยกับประชาธิปไตยอีกหลายเรื่อง ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการทำให้ระบอบประชาธิปไตยเป็นผลมาจากการสั่งสมและเตรียมการของกษัตริย์ไทยมาช้านานแล้ว โดยปักหมุดหมายตั้งแต่สมัยสุโขทัย ตัวอย่างเช่นการอธิบายว่าศิลาจารึกหลักที่ 1 พ่อขุนรามคำแหงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย และนำไปเปรียบเทียบกับแมกนาคาต้า(Magna Carta) ผลจากการตีความดังกล่าวทำให้กษัตริย์ไทยโบราณกลายเป็นกษัตริย์ประชาธิปไตยไปโดยอัตโนมัติ(ทวีศักดิ์ ตั้งปฐมวงศ์, 2555: 42)

ทั้งหมดนี้ก็คือกระบวนการที่ต้องการทำให้ฐานะของกษัตริย์เปรียบได้กับการเป็นผู้ก่อรากฐานของประชาธิปไตยจากต้นทางของชาติไทยนับแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน เท่ากับว่าประชาธิปไตยของคณะราษฎรเป็นเพียงจุดสะดุดของสายธารประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงนั้นมาตลอด

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “บทสนทนาประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยและข้อเสนอสู่อนาคต” เขียนโดย พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับมิถุนายน 2559

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 พฤษภาคม 2563

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ชิงสุกก่อนห่าม” วาทกรรมซัดกลับคณะราษฎร ในแบบเรียนประวัติศาสตร์ไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...