โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี" เพิ่มเสน่ห์ตลาดหุ้นอเมริกา ชี้ความสามารถชำระหนี้ บจ. ชี้ชะตาตลาดหุ้นไทย

MATICHON ONLINE

อัพเดต 29 มิ.ย. 2563 เวลา 07.59 น. • เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2563 เวลา 07.59 น.

“หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี” เพิ่มเสน่ห์ตลาดหุ้นอเมริกา ชี้ความสามารถชำระหนี้ บจ. ชี้ชะตาตลาดหุ้นไทย

นายณพวีร์ พุกกะมาน นักลงทุน ผู้ก่อตั้ง Creative Investment Space (CIS) สถาบันให้ความรู้ด้านนวัตกรรมการลงทุนรูปแบบใหม่ เปิดเผยว่า ดัชนี NASDAQ ถือเป็นตลาดหุ้นที่สร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดของปีนี้ แม้ในช่วงที่ตลาดหุ้นอื่นทั่วโลกต่างพักฐานจากผลกระทบด้านเศรษฐกิจตกต่ำและวิกฤตโควิด-19 แต่ดัชนี NASDAQ เป็นดัชนีเดียวที่สามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล ล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2563 แตะระดับนิวไฮ 10,000 จุดแล้ว แม้ตลาดจะปรับตัวลงเพราะความกังวลการระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ แต่ตลาดยังเป็นขาขึ้น โดยมีกลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (Tech Giant) อย่างกลุ่ม FAANG (Facebook, Amazon, Apple, Netflix, Google) ซึ่งมีสัดส่วนผลกำไรสูงถึง 20% ของดัชนี S&P500 รวมถึงหุ้นแห่งอนาคตอย่าง TESLA เป็นตัวขับเคลื่อน อย่างไรก็ตาม หากมองเจาะลึกลงไปดัชนี NASDAQ ยังมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอื่นๆ ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีและมองเป็นโอกาสเข้าลงทุนเช่นกัน ได้แก่ ADOBE บริษัทซอฟต์แวร์ทางด้านกราฟิกชื่อดังของโลกที่มีราคาหุ้นแข็งแกร่งในช่วงวิกฤติโควิด-19 และสามารถทำนิวไฮ ที่ระดับ 411 ดอลลาร์สหรัฐ มีผลจากยอดขายซอฟต์แวร์ประเภท SaaS (Software As A Service) ที่เติบโตขึ้นอย่างมากตามกระแสของทั่วโลกที่หันมาทำงานที่บ้าน (Work From Home) รวมทั้งมีแนวโน้มของการทำงานด้านดิจิทัลคอนเทนต์ กำลังจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสของ ADOBE ที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องหลังจากนี้

Saleforces บริษัทซอฟต์แวร์ที่เน้นลูกค้าองค์กร หรือกลุ่ม B2B เป็นหลัก โดยเน้นการขายซอฟต์แวร์ที่ให้บริการบนระบบคลาวด์ (Cloud) ซึ่งธุรกิจของ Saleforces เห็นการเติบโตมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ก่อนเกิดโควิด-19 เพราะกระแสการทำงานบนระบบคลาวด์ เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายมานานหลายปีแล้ว และมองว่ากระแส Work From Home รวมถึงการย้ายระบบงานต่างๆ ไปไว้บนออนไลน์ จะเป็นโอกาสที่ Saleforces เช่นกัน

นายปุณยวีร์ จันทรขจร นักลงทุน และวิทยากรด้านการลงทุนที่ลงทุนทั้งในไทยและต่างประเทศ  กล่าวว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังคงประเมินทิศทางค่อนข้างยาก แต่เชื่อว่า SET ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะไม่เห็นการปรับลดลงแตะระดับต่ำสุดใหม่ (New Low) เพราะผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อวิกฤตโควิด-19 ประเทศไทยได้ผ่านจุดที่เลวร้ายที่สุดไปแล้ว ขณะที่ความกดดันจากภาคเศรษฐกิจต่างประเทศ เริ่มผ่อนคลายลงจากมาตรการอัดฉีดเม็ดเงิน (QE) ของธนาคารกลางทั่วโลก และตลาดหุ้นต่างประเทศทั่วโลกเริ่มมีสัญญาณดีดตัวขึ้นจนใกล้กลับไปเท่าเดิมในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ดัชนีตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริงของภาคธุรกิจ (Fundamental) และการเติบโตของภาคเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้ (Solvency) เพราะถึงแม้ว่าปัญหาการขาดสภาพคล่องได้ถูกแก้ไขไปแล้ว แต่ปัญหาการว่างงานยังคงมีอยู่ในอัตราที่สูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการชำระหนี้ ทั้งในส่วนรายบุคคล จนไปถึงระดับบริษัทจดทะเบียน

“เศรษฐกิจจะกลับมาโตแบบยั่งยืนได้ ก็เพราะการใช้จ่ายทียั่งยืน ดังนั้นคนต้องมีงานทำ คนจะใช้จ่ายจริงๆ เขาต้องมั่นใจว่ามีรายได้ที่มั่นคงและแน่นอนก่อน ตลาดหุ้นไทยจะกลับมาเป็นขาขึ้นได้อย่างยั่งยืน บริษัทจดทะเบียน ก็ต้องกลับมามีกำไร เพราะสุดท้ายทุกอย่างจะกลับมาที่ Fundamental ตลาดหุ้นไทยจะปรับลดลงทำ New low หรือไม่ จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการแก้ปัญหาเรื่อง Solvency ซึ่งมองว่าในไตรมาสที่สาม อาจได้เห็นการแก้ไขด้วยมาตรการแรงๆ อีกครั้งเพื่อปรับสมดุลระหว่างเม็ดเงินส่วนเกินกับพื้นฐานกิจการของบริษัทจริงๆ”นายปุณยวีร์กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...