โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ค้นหาผู้ชนะในสงครามการค้าตามพิชัยสงครามซุนวู

Finnomena

อัพเดต 16 เม.ย. 2561 เวลา 06.00 น. • เผยแพร่ 13 เม.ย. 2561 เวลา 03.03 น. • DR.JITIPOL PUKSAMATANAN
ค้นหาผู้ชนะในสงครามการค้าตามพิชัยสงครามซุนวู

*ไม่ทันที่จะรู้ตัว นักลงทุนทั่วโลกก็กลายเป็นตัวประกันในสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนไปเป็นที่เรียบร้อย *

ตลาดการเงินปั่นป่วนอย่างหนัก สินทรัพย์ทางการเงินทั่วโลกออกอาการ ลบสลับบวก ตามข่าวการกีดกันทางการค้าและความเห็นที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของทางฝั่งจีนและอเมริกา

มุมมองของนักวิเคราะห์ทั่วโลกเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าสงครามการค้าครั้งนี้เป็น No Winner War ที่ไม่ว่าใครจะชนะก็ต้องเจ็บ แต่นักลงทุนอย่างเราก็อยากรู้อยู่ดีว่า“ใครได้เปรียบมากกว่า” และผลกระทบต่อการลงทุนจะเป็นอย่างไร

แนวคิดการมองผู้ชนะด้วยหลัก The Art of War ของซุนวู อาจบอกว่าใครกันแน่ที่จะกำชัยในการศึกครั้งนี้ โดยพิชัยยุทธ์ซุนวูกล่าวว่า ผู้ชนะจะต้องมีคุณลักษณะห้าประการ

He will win who, prepared himself, waits to take the enemy unprepared “ผู้ชนะคือผู้ที่เตรียมพร้อมและจู่โจมศัตรูที่ไม่ได้เตรียมตัว” จุดนี้ต้องยอมรับว่าสหรัฐทำได้เหนือกว่าจีน

การที่โดนัลด์ ทรัมป์ประกาศสงครามการค้าอย่างรวดเร็ว ขณะที่จีนไม่ทันตั้งตัว จีนตกเป็นฝ่ายตั้งรับและเสียเปรียบกว่าในช่วงต้นสงครามแน่นอน

He will win who knows how to handle both superior and inferior forces ผู้ชนะคือผู้ที่จัดการได้ทั้งกองทัพที่เข้มแข็งหรืออ่อนแอจุดนี้ผมถือว่าจีนเป็นผู้ชนะ

การตอบโต้ของจีนชัดเจน สังเกตได้จากปริมาณการค้าที่หยิบยกมาต่อรองมีค่าเท่ากับที่สหรัฐกดดันเสมอ ทุกตาเดินไม่ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อม ต่างจากฝั่งสหรัฐ ที่ตั้งใจจะลดการขาดดุลการค้าห้าแสนล้าน แต่เลือกใช้อาวุธเล็กอย่างการกีดกันการค้าระดับไม่กี่หมื่นล้าน ไม่ต้องเป็นยอดกุนซือก็มองออกว่าการกระทำดังกล่าว เป็นตาเดินที่เสียปล่าวและไม่มีทางจัดการการขาดดุลการค้าได้

He will win whose army is animated by the same spirit throughout all its ranks  “ผู้ชนะคือผู้ที่บัญชากองทัพที่มีจิตวิญญาณเดียวกัน” มุมนี้ผมมองว่าจีนก็ชนะ

ฝั่งสหรัฐมีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับนโยบายกีดกันทางการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ แม้เป็นพรรคริพับบลิกันก็ยังเสียงแตก เหตุผลหลักอาจจะมาจากการเลือกตั้งมิดเทอมในสหรัฐที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แม้แต่ภาคประชาชนเองก็ยังไม่แน่ใจว่าทรัมป์จะอยู่ได้ครบเทอมหรือไม่

ต่างจากฝั่งจีนที่การเมืองนิ่งและสีจิ้นผิงจะอยู่ไปจนจบสงครามแน่นอน ทำให้ทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ และนักเศรษฐศาสตร์ทุกคนกล้าที่จะเชื่อมั่นในการออกรบครั้งนี้

He will win who knows when to fight and when not to fight และข้อสี่ผู้ชนะรู้ว่าเมื่อไหร่ควรสู้เมื่อไหร่ไม่ควร” จุดนี้ผมมองว่าเสมอกัน

โดนัลด์ ทรัมป์ไม่สามารถชนะสงครามการค้านี้ได้ถ้าไม่เป็นคนเปิดเกมส์ก่อน แม้จีนจะไม่ได้มองการเกินดุลการค้าเป็นเรื่องแพ้ชนะ แต่ก็ตอบโต้ด้วยนโยบายการค้าทันทีเพราะรู้ว่านี่คือเกมส์การเมือง การยอมอ่อนข้ออาจตามมาด้วยการกดดันด้านอื่น ศึกนี้จึงเป็นศึกที่ไม่ควรถอย

He has military capacity and is not interfered with by the sovereign *และสุดท้าย “ผู้ชนะคือผู้ที่มีกำลังเหนือกว่าและไม่ถูกแทรกแซงโดยการเมือง” มุมนี้ดูจะไม่มีผู้ชนะ *

แม้โดนัลด์ ทรัมป์จะเป็นคนที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจสหรัฐ แต่ก็ไม่มีกำลังรบพอที่จะจัดการการขาดดุลการค้าได้จริง กลับกับจีนที่กำลังรบสูงส่ง แต่ภาคธุรกิจกลับถูกควบคุมอย่างเข้มงวด จนเราไม่สามารถเชื่อได้ว่าการตอบโต้ทางการค้าของทางการจีนได้หารือกับภาคธุรกิจบ้างหรือไม่

โดยสรุป จีนมีโอกาสเป็นผู้ชนะในสงครามนี้มากกว่าสหรัฐเล็กน้อย

ผมมองว่าในระยะสั้น การเปิดเกมเร็วของสหรัฐ ทำให้จีนต้องคิดหนักและตั้งรับ โอกาสพลาดพลั้งก็พอมี แต่ในระยะยาว สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือเศรษฐกิจสหรัฐยังต้องพึ่งเศรษฐกิจจีนอยู่มาก สงครามการค้าส่งผลเสียกับสหรัฐมากกว่าจีนแน่นอน และเมื่อไหร่ที่จีนสามารถตั้งตัวเป็นมหาอำนาจได้ สหรัฐอาจตกอยู่ในที่นั่งลำบาก

ผลกระทบที่นักลงทุนอย่างเราเจอจึงเป็นความผันผวนที่เพิ่มขึ้นทั้งในตลาดเงินและตลาดทุน

ความผันผวนของตลาดหุ้นจีนเพิ่มขึ้นจากระดับ 14% ไปที่ 36% ขณะที่ความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐดีดตัวขึ้นถึง 25% จากที่เคยอยู่ในระดับต่ำเพียง 6% สะท้อนภาพว่าตลาดกลัวจีนจะพลาดพลั้งมากกว่าสหรัฐ

อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์กับหยวนก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นต้องติดตาม เมื่อไหร่ที่ทรัมป์รู้ตัวว่า ภาษีไม่สามารถกดดันการนำเข้าสินค้าจากจีนได้ ค่าเงินก็จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น และเงินหยวนอาจต้องถูกสังเวยด้วยการแข็งค่าขึ้นเพื่อเป็นการยุติปัญหา

ท้ายที่สุด ไม่ต้องรอให้ซุนวูมาบอกนักลงทุนก็ควรก็รู้เองได้ว่า การลงทุนในสองประเทศนี้ต้องระมัดระวังอย่างสูง เพราะ“สงครามการค้านี้พึ่งจะเริ่มเปิดฉากเท่านั้น”

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่มีความเกี่ยวข้องกับองค์กรที่สังกัด

SaveSave

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...