โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“เสาวรสหวานไทนุง” ไม้ผลทางเลือกใหม่ เสริมรายได้ชาวสวนยาง “บึงโขงหลง”

เทคโนโลยีชาวบ้าน

เผยแพร่ 05 ธ.ค. 2561 เวลา 23.00 น.

ทุกวันนี้ ราคายางพาราอยู่ในช่วงตลาดขาลง ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางพารามีรายได้ลดน้อยลงตามไปด้วย แต่กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราในพื้นที่บ้านคำสมบูรณ์ อำเภอบึงโขงหลง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น พวกเขาหันมาปลูก “เสาวรส” เป็นไม้ผลริมรั้ว เพื่อขายผลสดและแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มในรูปน้ำเสาวรส ปรากฏว่าขายดิบขายดี จนผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด พวกเขาเตรียมขยายพื้นที่ปลูกเสาวรสมากขึ้น พร้อมรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในท้องถิ่น เพื่อขยายกำลังผลิตน้ำเสาวรสให้เพียงพอกับความต้องการของตลาดในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนเกษตรกรชาวสวนยางพาราบ้านคำสมบูรณ์ สอดคล้องกับนโยบายของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ “คุณนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร” ที่อยากเห็นพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราตัดโค่นต้นยางเก่าที่หมดอายุ หรือแบ่งที่ดินว่างเปล่านำมาปลูกผลไม้ เป็นสินค้าทางเลือกตัวใหม่เสริมรายได้ในครัวเรือน วิธีนี้จะช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนแทนการปลูกยางพาราเป็นพืชเชิงเดี่ยวเหมือนในอดีต

จุดเริ่มต้น

คุณธีรวัฒน์ พันสุวรรณ์ เกษตรกรชาวสวนยางพารา บ้านคำสมบูรณ์ ตำบลบึงโขงหลง ได้โอกาสไปศึกษาดูงานเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ณ โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บ้านห้วยหินลาด อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ

ปรากฎว่า คุณธีรวัฒน์ เกิดความประทับใจคุณภาพและรสชาติของ “เสาวรสหวานพันธุ์ไทนุง” ที่มีลักษณะเด่นคือ ผลสีม่วงเข้ม ติดผลดก ให้ผลผลิตคุณภาพดี รสหวาน อร่อย มีค่าความหวานเฉลี่ย 17 Brix เนื่องจากเสาวรสเป็นไม้ผลเพื่อสุขภาพที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในวงกว้าง เพราะเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมาก ช่วยให้ผิวพรรณสวยใส เปล่งปลั่ง มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ดีต่อสุขภาพ ช่วยลดระดับความดันโลหิตสูง ช่วยป้องกันโรคหัวใจ และโรคมะเร็งสำไส้ไปพร้อมๆ กัน

ดังนั้น คุณธีรวัฒน์ จึงตัดสินใจซื้อกล้าพันธุ์เสาวรสหวานปลอดโรคไวรัส ของโครงการฯ ในราคาต้นละ 20 บาท มาปลูกเป็นไม้ผลริมรั้วบ้านก่อน เพราะเสาวรสหวานพันธุ์ไทนุง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “เสาวรสพันธุ์สีม่วง” ปลูกดูแลง่าย ไม่มีปัญหาโรคแมลงรบกวน ทำให้ง่ายต่อการดูแลจัดการแปลงตลอดฤดูการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ธรรมชาติของเสาวรส จัดอยู่ในกลุ่มไม้เลื้อย แค่ทำซุ้มไม้ระแนงเป็นหลักให้ต้นเสาวรสเกาะ หรือปลูกริมรั้วบ้าน ไม้ผลชนิดนี้ก็สามารถเติบโตได้ดี

“ผมทดลองปลูกเสาวรสพันธุ์สีม่วงเกาะบริเวณรั้วบ้านก่อน ปรากฏว่าได้ผลผลิตปริมาณมากและขายผลผลิตได้ราคาดี จึงชักชวนเพื่อนเกษตรกรชาวสวนยางพาราในท้องถิ่น จำนวน 20 รายมารวมตัวกันในชื่อกลุ่มแปรรูปผลไม้ โดยผมรับหน้าที่เป็นประธานกลุ่มฯ ระดมเงินทุนจากสมาชิกในราคาหุ้นละ 100 บาท ปัจจุบันทางกลุ่มฯ มีเงินทุนจากสมาชิกและรายได้จากการจำหน่ายน้ำเสาวรสประมาณ 30,000 บาท” คุณธีรวัฒน์ กล่าว

เนื่องจากเสาวรสหวานพันธุ์ไทนุง มีผลผลิตเข้าสู่ตลาดเพียงปีละครั้ง (ตุลาคม-พฤศจิกายน) ทางกลุ่มฯ วางแผนรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกและเกษตรกรในท้องถิ่นให้มากที่สุด และเก็บรักษาคุณภาพผลผลิตในห้องเย็น และค่อยทยอยนำมาผลผลิตมาแปรรูปเป็นน้ำเสาวรสออกขายตลอดทั้งปี นอกจากนี้ ทางกลุ่มฯ สนับสนุนต้นกล้าเสาวรสหวานพันธุ์ไทนุง ให้สมาชิกและเกษตรกรในท้องถิ่นนำไปปลูกในพื้นที่ว่างของพวกเขา และรับซื้อผลผลิตคืนในราคากิโลกรัมละ 10 บาท เพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับแปรรูปน้ำเสาวรสต่อไป

“เสาวรสหวานพันธุ์ไทนุง หรือเสาวรสพันธุ์สีม่วง มีจุดเด่นคือ รสชาติหอม หวาน เหมาะสำหรับกินผลสดและแปรรูปเป็นน้ำเสาวรส ถือว่าเสาวรสพันธุ์สีม่วงมีรสหวานอร่อยมากกว่าพันธุ์สีเหลือง ที่ปลูกกันทั่วไป แต่จุดอ่อนของเสาวรสพันธุ์สีม่วงก็คือ มีปริมาณเนื้อเสาวรสน้อยกว่าพันธุ์สีเหลือง” คุณธีรวัฒน์ กล่าว

ในปีนี้ คุณธีรวัฒน์มุ่งส่งเสริมให้สมาชิกและเกษตรกรในท้องถิ่นปลูกเสาวรสหวานเชิงการค้า เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลจัดการผลผลิตในอนาคต โดยมุ่งยกระดับการผลิตเสาวรสสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ ที่มีมาตรฐาน GAP ซึ่งเป็นมาตรฐานสินค้าผลไม้ระดับฟาร์ม และวางแผนพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในอนาคต

การเพาะกล้า

คุณธีรวัฒน์ นำเมล็ดเสาวรสที่เหลือจากการแปรรูป มาแกะเยื่อหุ้มเมล็ดออกก่อน นำเมล็ดไปล้างความสะอาดและตากแห้งเพื่อเก็บรักษาคุณภาพ เมื่อถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม จึงค่อยนำเมล็ดไปเพาะต้นกล้า

ขั้นตอนการเพาะต้นกล้า เริ่มจากนำเมล็ดเสาวรสที่ตากแห้งไว้ นำมาแช่ในน้ำอุ่น ประมาณ 10-20 นาที จึงค่อยนำเมล็ดเสาวรสใส่ลงในถุงเพาะชำที่มีดินร่วน ผสมกับปุ๋ยอินทรีย์เป็นวัสดุปลูก คุณธีรวัฒน์ บอกว่า สาเหตุที่ไม่เลือกใช้แกลบดำเป็นวัสดุปลูก เพราะเวลาปลูกลงดิน หากดูแลไม่ดี อาจทำให้ต้นกล้าแห้งตายได้ง่าย แต่การเพาะเมล็ดโดยใช้ดินร่วนในท้องถิ่นเป็นวัสดุปลูก ทำให้ต้นกล้าปรับตัวเข้ากับสภาพดินที่เตรียมจะนำไปปลูกได้ดีนั่นเอง

การปลูก

คุณธีรวัฒน์ บอกว่า เขาเตรียมขยายพื้นที่ปลูกเสาวรสหวาน จำนวน 2 งาน คาดว่าจะใช้ต้นกล้าเสาวรส จำนวน 80 ต้น ขุดหลุมให้ลึกประมาณ 30 x 30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกก่อนปลูก โดยปลูกในระยะห่าง 5 x 5 เมตร พร้อมทำซุ้มไม้เพื่อเป็นหลักให้ต้นเสาวรสพันธุ์สีม่วงเลื้อยเกาะขึ้นไป

“หลังปล่อยให้ต้นเสาวรสเลื้อยไปตามซุ้มไม้ที่จัดเตรียมไว้ได้ประมาณ 3-4 เมตร ผมก็จะตัดลำต้นเสาวรสไม่ให้เลื้อยมากไปกว่านี้ เพราะหากปล่อยให้ลำต้นเสารสเลื้อยยาวโดยไม่มีการควบคุม จะได้ผลเสาวรสมีขนาดเล็ก ขายไม่ได้ราคา ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน” คุณธีรวัฒน์ กล่าว

หลังปลูก คุณธีรวัฒน์แนะนำให้สมาชิกดูแลใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ทุกเดือน และรดน้ำในแปลงปลูกสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว เพราะต้นเสาวรสไม่ชอบน้ำแฉะ หลังปลูกต้นเสาวรสจะเริ่มให้ผลผลิตรุ่นแรก ประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของทุกปี เกษตรกรมีระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 2 เดือน หากดูแลจัดการแปลงอย่างเหมาะสม ต้นเสาวรสพันธุ์สีม่วงจะให้ผลผลิตประมาณ 20 กิโลกรัม ต่อต้น

คุณธีรวัฒน์ กล่าวว่า ต้นเสาวรสจะให้ผลผลิตเต็มที่เพียงแค่ 3 รุ่น ต่อการเพาะปลูก 1 รอบ ผลผลิตรุ่นต่อมาจะน้อยลงและเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ จึงแนะนำให้สมาชิกรื้อแปลงปลูกเสาวรสออกหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จในรุ่นที่ 3 โดยทางกลุ่มฯ จะสนับสนุนกล้าพันธุ์เสาวรสรุ่นใหม่ให้เกษตรกรนำไปเพาะปลูกในฤดูถัดไป

ด้านตลาด

สำหรับเสาวรสหวานผลสด เกษตรกรจะขายส่งในราคาหน้าสวนอยู่ที่ กิโลกรัมละ 10 บาท หากนำไปจำหน่ายที่ตลาดโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เกษตรกรจะสามารถขายปลีกถึงมือผู้บริโภคได้ในราคา กิโลกรัมละ 35 บาท หรือ 3 กิโลกรัม 100 บาท เสาวรสหวานพันธุ์ไทนุงขายดีมากเพราะมีรสชาติหอม หวาน อร่อย ถูกใจกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ เพราะเสาวรสเป็นไม้ผลที่มีคุณประโยชน์สูง ดีต่อสุขภาพและร่างกายในหลายด้าน

คุณธีรวัฒน์ กล่าวว่า การขายเสาวรสผลสด สร้างผลกำไรได้น้อย เมื่อเทียบกับการขายน้ำเสาวรสที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เพราะเสาวรสน้ำหนัก 1 กิโลกรัม มีผลผลิตประมาณ 5-6 ผล สามารถแปรรูปเป็นน้ำเสาวรสออกขายได้ จำนวน 6 ขวด ขายในราคาขวดละ 10 บาท เท่ากับมีรายได้เพิ่มมากขึ้นเป็น 60 บาท ต่อกิโลกรัมทีเดียว คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม ปัจจุบัน สินค้าน้ำเสาวรสของกลุ่มผลไม้แปรรูปภายใต้การนำของคุณธีรวัฒน์ เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั่วไป ขายดีเทน้ำเทท่า ผลิตแทบไม่ทันกับความต้องการของตลาด

“ขั้นตอนการผลิตน้ำเสาวรส เริ่มจาก นำผลเสาวรสมาคว้านเนื้อออก นำมาผสมกับน้ำเชื่อมในอัตราส่วนที่พอเหมาะ โดยทั่วไปเสาวรส จำนวน 1 ผล สามารถผลิตน้ำเสาวรสได้จำนวน 1 ขวด หากเก็บแช่ในตู้เย็น จะช่วยรักษาคุณภาพความสดเพื่อรอการขายได้นาน 1 สัปดาห์” คุณธีรวัฒน์ กล่าว

เส้นทางสู่ความร่ำรวยของกลุ่มแปรรูปผลไม้บ้านคำสมบูรณ์ จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในวันนี้ คือ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบึงโขงหลงที่เข้ามาสนับสนุนทั้งองค์ความรู้เรื่องการแปรรูปน้ำเสาวรส ช่วยออกแบบบรรจุภัณฑ์ และจัดหางบประมาณจัดซื้อขวดบรรจุภัณฑ์น้ำเสาวรส ช่วยดูแลควบคุมมาตรฐานการผลิตและช่วยจัดหาตลาดให้แก่กลุ่มฯ

ล่าสุด เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า โดยสนับสนุนให้กลุ่มฯ นำ “ใยเสาวรส” เศษวัสดุที่เหลือจากกระบวนการแปรรูปน้ำเสาวรสมาผลิตเป็น “แยมเสาวรส” สินค้าตัวใหม่ของกลุ่ม เพิ่มจำนวนสินค้าทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค และกระจายความเสี่ยงทางการตลาดให้กับทางกลุ่มฯ ควบคู่กันไป

หากใครสนใจเยี่ยมชมดูงานของกลุ่มแปรรูปผลไม้ของบ้านคำสมบูรณ์ หรือสนใจสั่งซื้อสินค้าของพวกเขา ติดต่อกับ คุณธีรวัฒน์ พันสุวรรณ์ ได้ที่ บ้านเลขที่ 108 หมู่ที่ 3 บ้านคำสมบูรณ์ ตำบลบึงโขงหลง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ โทรศัพท์ (061) 638-5012

หากใครอยากชิมรสชาติความอร่อยของเสาวรสหวานพันธุ์ไทนุง และน้ำเสาวรสของกลุ่มผลไม้แปรรูปบ้านคำสมบูรณ์ ขอเชิญแวะเข้าชมและเลือกซื้อได้ในงาน “วันยางพาราจังหวัดบึงกาฬประจำปี 2562” ในระหว่างวันที่ 13-19 ธันวาคม 2561 ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...