โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดอลลาร์แข็งค่า ท่ามกลางปัจจัยลบ ตลาดจับตาสัญญาณลด QE จากเฟด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 ก.ย 2564 เวลา 12.04 น. • เผยแพร่ 21 ก.ย 2564 เวลา 12.03 น.

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ท่ามกลางปัจจัยลบ ตลาดจับตาสัญญาณลด QE จากธนาคารกลางสหรัฐ ขณะที่ปัจจัยในประเทศลุ้นตัวเลขการค้าเดือนสิงหาคม ทั้งส่งออกและนำเข้า ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 33.35/37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวการณ์เคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 21 กันยายน 2564 ว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (21/9) ที่ระดับ 33.38/39 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (20/9) ที่ระดับ 33.33/35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงปรับตัวแข็งค่าอย่างต่อเนื่องในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หลังจากบริษัทเอเวอร์แกรนด์ออกแถลงการณ์ยอมรับว่า บริษัทกำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง และอาจไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด

ซึ่งบริษัทมีกำหนดจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ 2 งวดในเดือนนี้ โดยในวันที่ 23 กันยายน บริษัทมีกำหนดชำระดอกเบี้ย 83.5 ล้านดอลลาร์ของหุ้นกู้ที่มีกำหนดครบอายุเดือนมีนาคคม 2565 และในวันที่ 29 กันยายนนี้ บริษัทมีกำหนดชำระดอกเบี้ย 47.5 ล้านดอลลาร์ของหุ้นกู้ที่ครบอายุเดือนมีนาคม 2567

ด้านนายแลร์รี่ เบรนนาร์ด นักวิเคราะห์จากบริษัททีเอส ลอมบาร์ด เตือนว่า การผิดนัดชำระหนี้ของเอเวอร์แกรนด์จะทำให้วิกฤตการณ์ทางการเงินลุกลามออกไปจนอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ตลาดกำลังจับตาการประชุม ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในระหว่างวันที่ 21-22 กันยายน โดยคาดว่าน่าจะมีการส่งสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับการปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)

ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยนั้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าทางเฟดจะยังคงไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ยังคงเฝ้าติดตามภาวะตลาดแรงงานและตัวเลขเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม หากประมาณการ Dot Plot บ่งชี้ว่าเฟดมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2565 ซึ่งเร็วกว่าประมาณการที่เฟดเคยเปิดเผยไว้นั้น ค่าเงินดอลลาร์ก็มีโอกาสปรับตัวแข็งค่าขึ้นอีกได้

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ในสัปดาห์นี้นักลงทุนจับตาดูตัวเลขการค้าเดือนสิงหาคม ซึ่งจะเปิดเผยในวันที่ 23 กันยายนนี้ โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกและนำเข้า อาจเติบโตในอัตราที่ลดลงเมื่อเทียบเป็นรายปี

นอกจากนี้คาดว่านายกรัฐมนตรีจะพิจารณาข้อเสนอขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 60% ต่อจีดีพี เป็นไม่เกิน 70% ต่อจีดีพี เป็นการชั่วคราว เพื่อกลบหลุมรายได้จากวิกฤตโควิด-19 โดยระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.36-33.48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.35/37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้านี้ (21/9) ที่ระดับ 1.1733/34 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (20/9) ที่ระดับ 1.1712/14 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรอยู่ในช่วงอ่อนค่าตามการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตามได้รับแรงหนุนเล็กน้อย หลังจากที่เมื่อวานนี้ได้มีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิตของเยอรมนี (PPI) เดือนสิงหาคม ขยายตัว 1.5% เมื่อเทียบเป็นรายเดือนดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 0.8% และหากเทียบเป็นรายปี ขยายตัว 12.0% มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 11.4%

โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1718-1.1740 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1730/32 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (21/9) ที่ระดับ 109.53/55 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (20/9) ที่ระดับ 109.53/55 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (20/9) ที่ระดับ 109.53/55 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีโอกาสได้รับผลกระทบจากภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีน

นอกจากนี้นักลงทุนกำลังจับตาดูการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่นในวันพุธที่ 22 กันยายนนี้ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะไม่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายทางการเงินแต่อย่างใด โดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 109.34-109.71 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 109.57/59 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ ที่จะมีการเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ได้แก่ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (POMC) แถลงมติอัตราดอกเบี้ย, ดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2/64, ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือน ก.ย.จากสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB), ยอดขายบ้านมือสองเดือน ส.ค., ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นต้นเดือน ก.ย.จากมาร์กิต และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานรายสัปดาห์

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +0.60/+0.70 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +3.00/+4.00 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...