โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

รู้จัก K9 กับปรากฏการณ์ห่วง "น้อง" ผู้ช่วย 4 ขา สถานการณ์ฉุกเฉิน

สวพ.FM91

อัพเดต 03 ส.ค. 2562 เวลา 04.48 น. • เผยแพร่ 03 ส.ค. 2562 เวลา 04.48 น.

    จากเหตุการณ์เมื่อวาน (2 ส.ค.2562) ที่ผ่านมา ที่มีเหตุระเบิดหลายจุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร  เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ต่างระดมกำลังกันเพื่อดูและความปลอดภัยของประชาชน ป้องกันการก่อเหตุซ้ำ รวมถึงค้นหาคนร้ายและวัตถุอันตรายที่อาจแฝงตัวปะปนกับประชาชนทั่วไปในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายกับประชาชนได้ อีกหนึ่งส่วนที่มีบทบาทสำคัญในสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ก็คือผู้ช่วย 4 ขา ที่มาพร้อมกับความสามารถพิเศษส่วนตัวกว่าที่มนุษย์จะทำได้ในเวลาอันรวดเร็ว นั่นคือสุนัขตำรวจ (K9) และความรู้สึก "มุ้งมิ้ง" ของชาวโซเชียลที่เป็นห่วงเจ้าเพื่อน 4 ขา เหล่านี้ แต่บอกเลยว่าพวกเค้าไม่ธรรมดา เพราะกว่าที่จะมาเป็นสุนัข K9 ได้ เค้าต้องผ่านอะไรมาบ้าง มาดูกัน
  คำว่า K9 เป็นคำพ้องเสียงมาจากคำว่า Canine ที่แปลว่า สัตว์ตระกูลสุนัข โดยสาเหตุที่ต้องนำน้องหมาเข้ามาใช้ในงาน สืบค้น กอบกู้ สู้คนร้าย ก็เพราะว่าน้องหมามีประสาทสัมผัสมากกว่าคนประมาณ 40 เท่า น้องหมาลาบราดอร์ และ เยอรมันเชฟเฟิร์ด จะมีลักษณะของจมูกที่ยาว และมีทักษะดมกลิ่นมากกว่าน้องหมาสายพันธุ์อื่น โดยรับกลิ่นได้มากถึง 220 เซลล์ ทำให้พวกเขาสามารถรับรู้ถึงกลิ่นที่มีความผิดปกติและส่งสัญญาณเตือนได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง
   โดยทั่วไปแล้วน้องหมาที่จะถูกนำมาฝึกให้เป็น K9 นั้น เริ่มแรกคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติและศูนย์การสุนัขทหาร กรมการสัตว์ทหารบก โดยจะต้องคัดเลือกน้องหมาตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ เช่น ต้องเป็นตัวผู้เท่านั้น ถ้ามีตัวเมียจะทำให้เบี่ยงเบนความสนใจจากการทำงาน และจะต้องมีอายุ 4-6 เดือน นอกจากนี้ จะต้องฝึกทดสอบลักษณะนิสัยความว่องไวต่อสิ่งเร้า หากไม่ตรงตามคุณสมบัติก็จะส่งกลับไปเปลี่ยนเอาตัวอื่นมา
   แต่ในปัจจุบันที่ศูนย์การสุนัขทหาร ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้เปิดแผนกผสมพันธุ์เพื่อผลิตน้องหมาทหารตัวน้อย ๆ โดยเฉพาะ ซึ่งหลังจากที่พ่อแม่พันธุ์ที่ส่งตรงจากประเทศต้นกำเนิด ทำการผสมพันธุ์กันจนให้ผลผลิตออกมาเป็นลูกหมาตัวน้อย ๆ ก็จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ นอกจากนี้ลูกหมาทุกตัวยังได้รับการทำการกระตุ้นประสาทสัมผัส (Bio sensor)เพื่อให้ประสาทสัมผัสได้ตื่นตัว จะเริ่มทำตั้งแต่ลูกหมาคลอดจากท้องแม่ได้ 3 วัน ทำไปเรื่อย ๆ จนลูกหมาอายุครบ 16 วัน เพื่อช่วยให้ลูกหมามีพัฒนาการและประสาทสัมผัสที่ดี โดยขั้นตอนในการกระตุ้นจะแบ่งออกเป็นดังนี้
     ขั้นที่ 1 พนังงานผู้ดูแลจะจับลูกหมาขึ้นมาทีละตัว แล้วใช้สำลีก้านเขี่ยที่ผ่าเท้าเพื่อช่วยเพิ่มแรงกระตุ้นที่ฝ่าเท้า
     ขั้นที่ 2 จับลูกหมาคว่ำหัวลงประมาณ 3-5 วินาที
     ขั้นที่ 3 จับลูกหมาหงายขึ้น 3-5 วินาที เพื่อเป็นการกระตุ้นระบบไหลเวียนของเลือดในร่างกาย
     ขั้นที่ 4 จับลูกหมานอนหงายเพื่อให้ลูกหมาได้ผ่อนคลายร่างกาย
     ขั้นที่ 5 ให้ลูกหมานอนบนผ้าเย็น 3-5 วินาที เพื่อให้ลูกหมาได้สัมผัสสภาพอุณหภูมิที่แตกต่างไปจากการอยู่กับแม่ เมื่อโตขึ้นไปขึ้นจะได้ปรับตัวได้ง่ายและตื่นตัวเมื่อเจอสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
     สำหรับลูกหมาที่เกิดจากการเพาะพันธุ์ในแผนกนี้ทางกองทัพจะรับเข้าประจำการแบบไม่จำกัดเพศ  เมื่อลูกหมาได้รับการดูแลไปจนถึงอายุ 3 เดือน ก็จะได้รับการตั้งชื่อและถ้ามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงไม่เป็นโรคก็จะได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นสุนัขทหาร และจะได้เข้ารับการฝึกเป็น K9 โดยเริ่มต้นจากการฝึกในโปรแกรม Puppy Training Program
    ถ้าเปรียบกับคน Puppy Training Program ก็เหมือนกับการส่งเด็ก ๆ ไปเข้าโรงเรียนอนุบาลนั่นเอง จะเป็นการฝึกที่ช่วยเตรียมความพร้อมให้ลูกหมาเรียนรู้จ่าฝูงใหม่ นั่นก็คือ "ผู้ฝึก" ในการฝึกก็จะเริ่มจากการใช้ของเล่นเป็นบอลที่มีเสียงในการฝึก เพื่อกระตุ้นให้ลูกหมาตื่นตัว ออกกำลังกาย และได้เรียนรู้สิ่งแวดล้อม ส่วนลูกหมาที่โตขึ้นไปจะทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็จะต้องใช้ของเล่นที่มีลักษณะเป็นของเล่นยางฝึกกัด เพื่อบริหารกราม สร้างกำลังร่างกายให้ลูกหมา ในช่วงนี้การฝึกจะยังเป็นการฝึกแบบเป็นฝูงอยู่จนลูกหมาอายุได้ 6 เดือน ก็จะเข้าสู่บทเรียนแบบตัวต่อตัวกับครูฝึกต่อไป  โดยน้องหมาจะต้องเริ่มทำความรู้จักกับสายจูง ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จะติดตัวเขาระหว่างอยู่ในหน้าที่ไปจนกว่าเขาจะหมดอายุราชการเลยทีเดียว โดยการฝึกสร้างความคุ้นเคยกับสายจูงนั้นก็จะเริ่มจากการพาเดินในสายจูงเป็นแถว ผ่านเส้นทางที่จำลองเสียงหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น ระหว่างการฝึกเดินจะมีการจุดปะทัด เคาะกะละมังให้เกิดเสียง เพื่อให้น้องหมารู้สึกคุ้นเคยกับเสียงเมื่อต้องปฏิบัติงานจริง นอกจากนี้ ยังมีการฝึกให้น้องหมารู้จักการ คุ้ย คาบ เขี่ย โดยใช้ของเล่นเป็นตัวดึงความสนใจ (เช่น ผ้า , ลูกบอล , กระดูกปลอม) โดยผู้ฝึกจะไม่ให้น้องหมาได้เล่นของเล่นบ่อยนัก เพื่อเป็นการสร้างเงื่อนไขในการออกคำสั่ง (ถ้าอยากได้ของเล่นต้องทำตามคำสั่ง) และเรียนรู้ว่าเมื่อทำตามคำสั่งจะได้รางวัล โดยการฝึกจะเน้นให้น้องหมารู้สึกสนุก ตื่นเต้น และอยากที่จะทำตามคำสั่ง
     และในการฝึกนี้จะทำให้ผู้ฝึกสังเกตเห็นความสามารถจากการตอบสนองของน้องหมาด้วยว่าเหมาะจะนำไปใช้งานแบบไหน เช่น ถ้าน้องหมาสนใจและดมจะเหมาะกับใช้งานยุทธวิธีและน้องหมาหน้าที่พิเศษ ถ้าสนใจแล้วกัดทันทีจะเหมาะกับงานรักษาความปลอดภัย แต่ถ้าน้องหมาตัวไหนสนใจแล้วจ้องมองก็อาจจะนำไปใช้ในงานลาดตระเวนหรือสะกดรอยได้ การฝึกจะดำเนินไปจนถึงช่วงที่น้องหมาอายุ 1 ปี ตัวที่ผ่านบททดสอบจะถูกส่งต่อไปยังโรงเรียนฝึกสุนัขทหารเพื่อเตรียมพร้อมการเป็นสุนัขทหารอย่างเต็มตัว
    น้องหมาที่เข้ามาฝึกที่โรงเรียนฝึกสุนัขทหารจะถูกแบ่งการฝึกออกไปตามหน้าที่ของน้องหมาแต่ละตัว โดยจะแบ่งออกเป็น  สุนัขยาม , ยามสายตรวจ , สุนัขตรวจค้นทุ่นระเบิด , สุนัขลาดตระเวน , สุนัขสะกดรอย , สุนัขตรวจค้นยาเสพติดให้โทษ และสุนัขตรวจค้นวัตถุระเบิด … การฝึกจะดำเนินการในช่วงระยะเวลา 4 เดือน โดยจะเป็นการฝึกควบคู่ไปทั้งผู้บังคับน้องหมาและตัวน้องหมา จะแบ่งออกเป็น
     สัปดาห์ที่ 1-2 จะเป็นสัปดาห์ที่ฝึกความคุ้นเค้ยและฝึกเชื่อฟังคำสั่งพื้นฐาน ผู้บังคับจะต้องมีการเรียนภาคทฤษฎีในห้องเรียนควบคู่ไปกับการฝึกภาคสนาม
     สัปดาห์ที่ 3-12 จะเป็นการฝึกแยกตามประเภทหน้าที่
     สัปดาห์ที่ 13-16 จะเป็นการฝึกภาคสนามนอกสถานที่
     การฝึกในทุกวันตลอดระยะเวลา 4 เดือนจะเริ่มต้นตั้งแต่เช้ามืด เริ่มจากการออกกำลังกายร่วมกับผู้บังคับในช่วงเช้า เป็นการออกกำลังกายและฝึกคำสั่งพื้นฐาน "ชิด นั่ง คอย หมอบ" จากนั้นก็จะเริ่มเข้าสู่การฝึกแบบแยกประเภท เช่น น้องหมาที่ใช้งานในการเฝ้ายาม ที่จะดูแลเรื่องความปลอดภัย สิ่งที่ผู้ฝึกต้องสร้างให้น้องหมานั่นก็คือ ความดุ โดยผู้ฝึกจะต้องสร้างความกล้าให้กับน้องหมา ฝึกให้มีการกัดเศษกระสอบโดยครูฝึกจะใช้การยั่วยุ เพื่อให้น้องหมามีแรงขับ ให้น้องหมาแจ้งเตือนผู้บังคับ และจู่โจมเมื่อได้รับคำสั่ง เป็นต้น
    ส่วนในสุนัขที่ทำงานทางยุทธวิธีที่มีความสำคัญในทางทหารมาก ๆ จะประกอบไปด้วย สุนัขลาดตระเวน สุนัขสะกดรอย และสุนัขตรวจค้นทุ่นระเบิด จะใช้ประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นเป็นหลัก โดยจะเริ่มฝึกจากการแยกกลิ่น ให้น้องหมาจดจำกลิ่นตัวเอง กลิ่นผู้บังคับ และกลิ่นผู้อื่น เมื่อแยกกลิ่นได้แล้วก็ต้องเรียนรู้กลิ่นแปลกปลอม กลิ่นวัตถุระเบิดที่ซ่อนผังได้ดิน น้องหมาสะกดรอยก็จะต้องเรียนรู้เส้นทางการหลบหนีของข้าศึก ส่วนน้องหมาลาดตระเวนก็ต้องเรียนรู้ตำแหน่งของข้าศึกและอุปกรณ์ซ่อนฝังต่าง ๆ ซึ่งในทุก ๆ การฝึก ผู้บังคับก็จะต้องเรียนรู้ภาษากายของน้องหมาเวลาแจ้งความผิดปกติไปด้วย เช่น เมื่อเจอสิ่งผิดปกติแล้วนั่งลง เป็นการสื่อสารแบบเงียบเพื่อความปลอดภัยของทั้งตัวผู้บังคับและตัวน้องหมา เป็นต้น
     น้องหมาทุกตัวเมื่อผ่านการฝึกทั้ง 4 เดือน และสอบผ่านทั้งน้องหมาและผู้บังคับแล้ว พวกเขาก็จะแยกย้ายกลับหน่วยของตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่จริงนั่นเอง
ขอบคุณข้อมูล : dogilike , โรงเรียนสุนัขทหาร ศูนย์การสุนัขทหาร กรมการสัตว์ทหารบก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...