พ.ร.บ.จัดสรรที่ดินฉบับใหม่มีผล 1 มี.ค. เพิ่มความคุ้มครองผู้ซื้อ ลดข้อพิพาทหมู่บ้านจัดสรร
เมื่อวันที่ 28 ก.พ. น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2569 เป็นต้นไป สำหรับการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร และกำหนดมาตรการกำกับดูแลผู้จัดสรรที่ดินให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 มาตรา 37 และมาตรา 40 ที่กำหนดให้การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายและมีความจำเป็น
น.ส.ลลิดา กล่าวอีกว่า สาระสำคัญของ พ.ร.บ.ดังกล่าว มีดังนี้ 1) เพิ่มความเข้มงวดเรื่องสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรร กำหนดให้สาธารณูปโภค เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ตกอยู่ภายใต้ภาระจำยอมเพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อ และผู้จัดสรรที่ดินต้องบำรุงรักษาให้ได้มาตรฐาน ไม่ให้ด้อยลงจากเดิม พร้อมทั้งกำหนดให้ผู้จัดสรรที่ดินต้องจัดให้มีสัญญาค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคกับธนาคารหรือสถาบันการเงิน เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ซื้อ 2) กำหนดเงื่อนไขการพ้นหน้าที่บำรุงรักษาให้ชัดเจน ผู้จัดสรรจะพ้นจากหน้าที่ได้เมื่อผู้ซื้อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเพื่อรับโอนทรัพย์สินหรือดำเนินการอุทิศทรัพย์สินเป็นสาธารณประโยชน์ และต้องส่งมอบเงินค้ำประกันให้แก่นิติบุคคลหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกรณี
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า 3) เพิ่มกลไกให้ผู้ซื้อมีสิทธิดำเนินการเองได้ กรณีผู้จัดสรรไม่ปฏิบัติหน้าที่ ผู้ซื้อไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนแปลงที่จำหน่ายแล้ว สามารถยื่นคำขอจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ 4) ปรับหลักเกณฑ์การจัดเก็บค่าส่วนกลาง ให้สามารถกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายแตกต่างกันตามประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือขนาดพื้นที่ ตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด 5) เพิ่มบทกำหนดโทษกรณีฝ่าฝืนคำสั่ง ผู้จัดสรรที่ฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการ อาจถูกปรับตั้งแต่ 50,000-100,000 บาท และปรับรายวันจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้จะช่วยสร้างความชัดเจนในหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้จัดสรรที่ดิน ลดข้อพิพาทในโครงการหมู่บ้านจัดสรร และเพิ่มหลักประกันให้ประชาชนผู้ซื้อที่ดินได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลมุ่งยกระดับมาตรฐานการจัดสรรที่ดินให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม