โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

‘Sustainomics’ ทางรอดเศรษฐกิจโลก ยุค Triple Turbulence

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ในยุคที่ผู้นำต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากระหว่างการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน นายปิยะชาติ อิศรภักดี Chief Sustainomist จาก BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) กล่าวในงาน “Futuready Dinner Thought" ว่าโมเดลการเติบโตแบบเดิมในศตวรรษที่ 20 ไม่สามารถตอบโจทย์โลกยุคใหม่ได้อีกต่อไป เนื่องจากเป็นโมเดลที่เน้นปริมาณจนสร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำและหนี้สินที่ไม่ยั่งยืน

Triple Turbulence: 3 พายุหมุนที่เขย่าระเบิดเศรษฐกิจโลก

นายปิยะชาติระบุว่า ปัจจุบันโลกกำลังตกอยู่ในสภาวะความผันผวน 3 ประการ หรือ “Triple Turbulence” ที่ผู้นำต้องทำความเข้าใจเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ

  • Peace and Security Turbulence: กฎเกณฑ์โลกเปลี่ยนไป เมื่อประเทศมหาอำนาจเริ่มลดบทบาทการดูแลโลกและหันมาให้ความสำคัญกับความมั่นคงของตัวเอง ทำให้แต่ละประเทศต้องสร้างอำนาจต่อรองผ่านการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ (Economic Blocks) เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน
  • AI and Technology Turbulence: แม้เทคโนโลยี AI จะเป็นโอกาส แต่หากไม่สามารถนำมาสร้างมูลค่า (Monetize) ได้จริง จะกลายเป็นต้นทุนที่ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ และนำไปสู่คำถามสำคัญว่าบทบาทของมนุษย์จะอยู่ตรงไหนในระบบเศรษฐกิจนี้
  • Capital Turbulence: การเสื่อมคลายอำนาจของสกุลเงินหลักอย่างดอลลาร์สหรัฐฯ นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่สินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ หรือ Bitcoin ซึ่งความผันผวนนี้จะยิ่งขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำ เพราะมีคนเพียงกลุ่มน้อยเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงสินทรัพย์เหล่านี้ได้

ทางออก ‘Sustainomics’

นายปิยะชาติได้เสนอแนวคิด “Sustainomics” ซึ่งเป็นการหลอมรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนามนุษย์ และการฟื้นฟูธรรมชาติเข้าเป็นเนื้อเดียวกันโดยมีข้อแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญดังนี้:

  • Redefining Capital: ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการมองมนุษย์และธรรมชาติเป็นเพียง "ทรัพยากร" ที่ใช้แล้วหมดไป ให้กลายเป็น "ทุน" ที่ต้องมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่ยั่งยืน
  • The Middle Matters: การสร้างความแข็งแกร่งของประเทศไม่ได้เกิดจากกลุ่มผู้นำระดับบนเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือการให้ความสำคัญกับ “กลุ่มคนชั้นกลาง” และ SME ซึ่งเป็นรากฐานที่จะเชื่อมโยงเศรษฐกิจทุกระดับเข้าด้วยกัน
  • Quality of Growth: ถึงเวลาที่ต้องเลิกวัดความสำเร็จเพียงแค่ตัวเลข GDP (Quantity) แต่ต้องหันมาให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของการเติบโต” ผ่านตัวชี้วัด 5 มิติ ได้แก่ ผลิตภาพที่แท้จริงจากนวัตกรรมท้องถิ่น, การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม (Inclusive), ความพร้อมในการเปลี่ยนผ่าน (Transition Readiness), ความเข้มแข็งของสถาบัน (Institutional Capacity) และความสามารถในการทนทานต่อวิกฤตในระยะยาว

ท้ายที่สุด นายปิยะชาติมองว่าประเทศไทยมี “วัตถุดิบ” หรือ Superstar ที่ดีอยู่แล้ว แต่ยังขาดการจัดการที่เป็นระบบโดยเฉพาะจุดอ่อนเรื่องโครงสร้างสถาบันและปัญหาคอร์รัปชันที่ทำให้คะแนนด้านคุณภาพการเติบโตยังไม่สูงนัก การจะก้าวไปข้างหน้าจึงไม่ใช่การเลียนแบบต่างประเทศ แต่คือการเข้าใจบริบทของตนเองและเริ่มลงมือปรับเปลี่ยนสู่ระบบ Sustainomics เพื่อให้เศรษฐกิจและความยั่งยืนเติบโตไปพร้อมกันอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...