‘Sustainomics’ ทางรอดเศรษฐกิจโลก ยุค Triple Turbulence
ในยุคที่ผู้นำต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากระหว่างการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน นายปิยะชาติ อิศรภักดี Chief Sustainomist จาก BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) กล่าวในงาน “Futuready Dinner Thought" ว่าโมเดลการเติบโตแบบเดิมในศตวรรษที่ 20 ไม่สามารถตอบโจทย์โลกยุคใหม่ได้อีกต่อไป เนื่องจากเป็นโมเดลที่เน้นปริมาณจนสร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำและหนี้สินที่ไม่ยั่งยืน
Triple Turbulence: 3 พายุหมุนที่เขย่าระเบิดเศรษฐกิจโลก
นายปิยะชาติระบุว่า ปัจจุบันโลกกำลังตกอยู่ในสภาวะความผันผวน 3 ประการ หรือ “Triple Turbulence” ที่ผู้นำต้องทำความเข้าใจเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ
- Peace and Security Turbulence: กฎเกณฑ์โลกเปลี่ยนไป เมื่อประเทศมหาอำนาจเริ่มลดบทบาทการดูแลโลกและหันมาให้ความสำคัญกับความมั่นคงของตัวเอง ทำให้แต่ละประเทศต้องสร้างอำนาจต่อรองผ่านการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ (Economic Blocks) เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน
- AI and Technology Turbulence: แม้เทคโนโลยี AI จะเป็นโอกาส แต่หากไม่สามารถนำมาสร้างมูลค่า (Monetize) ได้จริง จะกลายเป็นต้นทุนที่ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ และนำไปสู่คำถามสำคัญว่าบทบาทของมนุษย์จะอยู่ตรงไหนในระบบเศรษฐกิจนี้
- Capital Turbulence: การเสื่อมคลายอำนาจของสกุลเงินหลักอย่างดอลลาร์สหรัฐฯ นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่สินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ หรือ Bitcoin ซึ่งความผันผวนนี้จะยิ่งขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำ เพราะมีคนเพียงกลุ่มน้อยเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงสินทรัพย์เหล่านี้ได้
ทางออก ‘Sustainomics’
นายปิยะชาติได้เสนอแนวคิด “Sustainomics” ซึ่งเป็นการหลอมรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนามนุษย์ และการฟื้นฟูธรรมชาติเข้าเป็นเนื้อเดียวกันโดยมีข้อแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญดังนี้:
- Redefining Capital: ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการมองมนุษย์และธรรมชาติเป็นเพียง "ทรัพยากร" ที่ใช้แล้วหมดไป ให้กลายเป็น "ทุน" ที่ต้องมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่ยั่งยืน
- The Middle Matters: การสร้างความแข็งแกร่งของประเทศไม่ได้เกิดจากกลุ่มผู้นำระดับบนเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือการให้ความสำคัญกับ “กลุ่มคนชั้นกลาง” และ SME ซึ่งเป็นรากฐานที่จะเชื่อมโยงเศรษฐกิจทุกระดับเข้าด้วยกัน
- Quality of Growth: ถึงเวลาที่ต้องเลิกวัดความสำเร็จเพียงแค่ตัวเลข GDP (Quantity) แต่ต้องหันมาให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของการเติบโต” ผ่านตัวชี้วัด 5 มิติ ได้แก่ ผลิตภาพที่แท้จริงจากนวัตกรรมท้องถิ่น, การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม (Inclusive), ความพร้อมในการเปลี่ยนผ่าน (Transition Readiness), ความเข้มแข็งของสถาบัน (Institutional Capacity) และความสามารถในการทนทานต่อวิกฤตในระยะยาว
ท้ายที่สุด นายปิยะชาติมองว่าประเทศไทยมี “วัตถุดิบ” หรือ Superstar ที่ดีอยู่แล้ว แต่ยังขาดการจัดการที่เป็นระบบโดยเฉพาะจุดอ่อนเรื่องโครงสร้างสถาบันและปัญหาคอร์รัปชันที่ทำให้คะแนนด้านคุณภาพการเติบโตยังไม่สูงนัก การจะก้าวไปข้างหน้าจึงไม่ใช่การเลียนแบบต่างประเทศ แต่คือการเข้าใจบริบทของตนเองและเริ่มลงมือปรับเปลี่ยนสู่ระบบ Sustainomics เพื่อให้เศรษฐกิจและความยั่งยืนเติบโตไปพร้อมกันอย่างแท้จริง