โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หูตึง ในผู้สูงวัย

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์
  • เมื่อพบว่าผู้สูงวัยมีอาการได้ยินไม่ชัด บางคำหายไป ได้ยินไม่ครบทั้งประโยค มีเสียงดังในหู มักขอให้คู่สนทนาพูดซ้ำหลายๆ ครั้ง ดูโทรทัศน์เสียงดังกว่าปกติ พูดเสียงดังกว่าปกติ ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจการได้ยิน
  • โรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงและการรับประทานยาบางชนิดอาจเป็นปัจจัยให้ประสาทหูเสื่อมเร็วขึ้นได้
  • ปัจจุบันยังไม่มียารักษาภาวะเสื่อมตามวัยของระบบประสาทหู หากอาการหูตึงในผู้สูงวัยมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อาจใส่เครื่องช่วยฟัง ในกรณีหูตึงขั้นรุนแรงหรือหูหนวก แพทย์อาจผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม

ปัญหาหนึ่งของผู้สูงอายุคือการสูญเสียการได้ยิน ซึ่งเกิดจากประสาทหูชั้นในค่อยๆ เสื่อมไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น แม้อาการหูตึงในผู้สูงวัยจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากเท่ากับโรคร้ายแรงอื่นๆ แต่ก็กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก และอาจเกิดปัญหาการสื่อสารระหว่างผู้ดูแลและผู้สูงอายุ ส่งผลให้ผู้สูงอายุเข้าใจผิดเรื่องการรับประทานยาหรือการดูแลตัวเองจนส่งผลเสียต่อโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ หรือผู้สูงอายุอาจปลีกตัวออกจากสังคมเนื่องจากขาดความมั่นใจ จนเกิดภาวะเครียดและซึมเศร้าในที่สุด

สาเหตุของอาการหูตึงในผู้สูงวัย

เกิดจากเส้นประสาทหูและเซลล์ขนในหูชั้นในเสื่อมลงตามอายุ โดยเซลล์ขนส่วนฐานของคอเคลีย (cochlea) จะเริ่มเสื่อมก่อน ส่งผลให้เมื่ออายุมากขึ้นจะไม่ได้ยินช่วงเสียงแหลมความถี่สูง จากนั้นความเสื่อมจะค่อยๆ ลามไปถึงช่วงความถี่กลางซึ่งเป็นระดับของเสียงพูด จึงทำให้ผู้สูงอายุเริ่มฟังไม่ชัดเจน โดยเริ่มแสดงอาการเมื่ออายุประมาณ 60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้โรคเรื้อรังและการรับประทานยาบางชนิดอาจเป็นปัจจัยให้ประสาทหูเสื่อมเร็วขึ้น เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น ในบางกรณีหากปล่อยทิ้งไว้ภาวะหูตึงอาจเพิ่มขึ้นจนถึงขั้นหูตึงขั้นรุนแรง

แค่ไหนเรียกหูตึง

หูตึง คือภาวะที่ความสามารถในการได้ยินลดลง ซึ่งมีระดับความรุนแรงของการสูญเสียการได้ยิน ดังนี้

เสียงที่ได้ยิน ระดับความรุนแรง ได้ยินเสียงพูดคุยในระดับ 0-25 เดซิเบล ปกติ ไม่สามารถได้ยินเสียงกระซิบ มีระดับการได้ยินที่ 26- 40 เดซิเบล หูตึงน้อย ไม่ได้ยินเสียงพูดในระดับปกติ ระดับเสียงเพิ่มเป็น 41-55 เดซิเบล หูตึงปานกลาง ไม่ได้ยินแม้คนที่พยายามพูดเสียงดัง ต้องใช้เสียงดังระดับ 56-70 เดซิเบล หูตึงมาก เมื่อตะโกนก็ยังไม่ได้ยิน ด้วยระดับเสียง 71-90 เดซิเบล หูตึงขั้นรุนแรง หากต้องใช้เสียงดังมากกว่า 91 เดซิเบลขึ้นไป หูหนวก

การวินิจฉัยอาการหูตึงในผู้สูงวัย

  • พบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ด้วยการพูดคุยซักประวัติ ดูลักษณะอาการและภาวะการได้ยินเบื้องต้น
  • ตรวจหูอย่างละเอียด ตั้งแต่หูชั้นนอก หูชั้นใน แก้วหู บางกรณีอาจมีการตรวจระบบประสาท และเส้นประสาทสมองร่วมด้วย
  • การตรวจพิเศษต่าง ๆ เช่น การตรวจการได้ยิน (Audiogram) เพื่อประเมินระดับการสูญเสียการได้ยิน

เมื่อไหร่ผู้สูงวัยจึงควรตรวจการได้ยิน

  • มักขอให้คู่สนทนาพูดซ้ำหลายๆครั้ง
  • ดูโทรทัศน์เสียงดังกว่าปกติ
  • ได้ยินไม่ชัด บางคำหายไป ได้ยินไม่ครบทั้งประโยค
  • มีเสียงดังในหู
  • พูดเสียงดังกว่าปกติ

การป้องกันและชะลออาการหูตึง

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสเสียงดัง
  • ไม่ใส่สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในหู ยกเว้นยาที่แพทย์สั่งเท่านั้น
  • ถ้าหากรู้สึกเจ็บหูหรือมีของเหลวไหลออกจากหู ให้ปรึกษาแพทย์ทันที
  • ทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกาย เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ เช่น ความดัน ซึ่งเป็นสาเหตุที่อาจทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยินได้

การสื่อสารกับผู้สูงวัยที่สูญเสียการได้ยิน

  • พูดด้านหน้าของผู้ที่มีการสูญเสียการได้ยิน
  • ไม่สวมหน้ากากอนามัย หรืออื่นๆ ที่ทำให้ผู้ฟังมองไม่เห็นรูปปาก
  • พูดเป็นประโยคสั้น กระชับ
  • พูดด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจน แต่ไม่จำเป็นต้องตะโกน
  • ควรพูดขณะที่มีเสียงรบกวนรอบข้างน้อยที่สุด เช่น เสียงโทรทัศน์

การรักษาอาการหูตึง

เนื่องจากปัจจุบันไม่มียารักษาภาวะเสื่อมตามวัยของระบบประสาทหู ดังนั้นในกรณีที่อาการหูตึงในผู้สูงวัยมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แพทย์อาจพิจารณาให้ใส่เครื่องช่วยฟัง (hearing aids) ซึ่งช่วยทำหน้าที่เสมือนเครื่องขยายเสียงให้ดังขึ้น โดยใส่ไว้ในช่องหู สามารถถอดเก็บได้ ในกรณีหูตึงขั้นรุนแรงหรือหูหนวก แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาโดยการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม (Cochlear implant) ในกระดูกก้นหอยที่อยู่ในบริเวณหูชั้นใน

หากเพิ่งเริ่มมีอาการหูตึงจากประสาทหูเสื่อมตามวัย ผู้สูงอายุควรระวังและดูแลไม่ให้ประสาทหูเสื่อมมากขึ้น ด้วยการพบแพทย์สม่ำเสมอเพื่อตรวจเช็กระดับการได้ยิน นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงเสียงดัง และพยายามควบคุมโรคเรื้อรังที่เป็นปัจจัยเสี่ยง รวมถึงไม่ควรซื้อยาหยอดหูมาใช้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอและทำจิตใจให้แจ่มใส

ขอบคุณข้อมูล : พญ. สาวิตรี ชลออยู่ แพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิกวิทยา (หู คอ จมูก) โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หูตึง ในผู้สูงวัย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...