โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ภาพยนตร์เพื่อพนักงานใหม่ ‘Human Resource’ โดย ‘เต๋อ – นวพล’ ขอผู้ชมโปรดรับไว้พิจารณา

a day magazine

อัพเดต 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • a day magazine

“เสื้อตัวโปรดเหรอ”

“ใช่ นี่เพิ่งซื้อมาก็ใส่เลยนะ เห่อมาก”

สเวตเตอร์สีเทาเขียนนำด้วย ‘TOKYO MELODY’ ขึ้นบรรทัดถัดไปด้วย ‘un film sur RYUICHI SAKAMOTO’ ริวอิจิคือศิลปินที่หนุ่มแว่นชื่นชอบเป็นพิเศษ เห็นได้จากโพสต์เฟซบุ๊กที่เขาลงสถานะชื่นชมเมื่อปี 2018 หลายครั้งติดต่อกันและในครั้งล่าสุดเมื่อปี 2023

หนุ่มแว่นอาจจะรู้อยู่แล้วหรือไม่รู้ก็ได้ว่าความเป็นเขาก็มีคนชื่นชอบเป็นพิเศษเหมือนกัน

ใช่เพราะรายชื่อผู้กำกับภาพยนตร์นอกกระแสในประเทศไทยมีเขาเป็นหนึ่งในนั้น แต่เพราะเขายืนระยะในวงการภาพยนตร์มาร่วม 13 ปีแล้ว

“สิ่งที่เราทำมันก็จะเลือกกลุ่มคนดูประมาณหนึ่ง ความหวังในฐานะคนทำเราก็คิดว่าคงจะมีกลุ่มคนดูจำนวนมากพอให้เราทำในสิ่งที่ถนัดไปได้เรื่อยๆ พูดแล้วมันเหมือนโอ้ย! อินดี้เนอะ แต่ว่าจริงๆ คนทุกคนก็คงต้องการสิ่งนี้เปล่าวะ เราก็อยากเป็นตัวของตัวเอง มีคนชอบในแบบที่เราเป็น นี่ก็นับว่าโชคดีมากแล้วนะ (หัวเราะ) ทำมา 13 ปี 9 เรื่องก็ยังมีคนให้ทำอยู่”

ตัวเขาคงรู้ดีที่สุดว่านี่เป็นโชคหรือพรสวรรค์ เพราะเขาเรียนจบคณะอักษรศาสตร์อันไม่ได้เข้าเค้าการทำภาพยนตร์เลย ทว่า ‘เต๋อ - นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์’ ก็ได้กลายเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เต็มตัวไปเสียแล้ว

จากภาพยนตร์ ‘Fast and Feel Love เร็วโหดเหมือนโกรธเธอ’ พ่วงเพลงประกอบ ‘เดี๋ยวจะทำตามความฝัน’ สู่‘Human Resource พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)’

เต๋อตอบเองกับปากว่าภาพยนตร์ที่ทำเปลี่ยนไปตามนิสัยและวัยของตัวเอง เอ! เขายังติดอยู่ในลูปทุนนิยมอย่างออกไปตามทางฝันไม่ได้หรือเปล่านะ นี่ก็อายุจวนจะสี่สิบกลางแล้ว

เช่นนั้นขอมอบหน้าที่ให้ผู้อ่านเป็นคนพิจารณาภาพยนตร์ใหม่ของเขาไว้ ณ ที่นี้

ยึดมั่นใน KPI

ผลงานที่ผ่านมาของนายเต๋อออกฉายในโรงภาพยนตร์ชนิดปีเว้นปี กระแสตวัดหน้าขึ้นสูงเพราะลูกเล่นบทภาพยนตร์เฉพาะตัว เช่น ‘Mary is happy, Mary is happy.’ อันรวบรวมโควตนิยมในโซเชียลมีเดียมาใส่การสนทนาตลอดเรื่อง กับมวลบรรยากาศเงียบเชียบแทบจะไร้ดนตรีประกอบฉาก ทำให้ทุกครั้งที่ประโยคของตัวละครจบลง ผู้ชมต้องเผลอหยุดหายใจเพื่อคิดตาม

หรือภาพยนตร์ ‘ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ’ ที่ดำเนินเรื่องด้วยกิจวัตรของหนุ่มฟรีแลนซ์คลั่งรับงานกระทั่งผื่นขึ้นคอลามลงแก้มก้นอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ทว่าเขาก็ยังหามโน้ตบุ๊กแนบไปกับร่างกายคล้ายผีดิบเดินเข้าออกโรงพยาบาล และภาพยนตร์อื่นที่ไล่หลังมาติดๆ อย่างไม่เคยละทิ้งกลิ่นอายความเป็นตัวเอง จนใครต่อใครต่างก็ชี้นิ้วเมื่อโปสเตอร์เรื่องใหม่ถูกกางออกโดยไม่ทันเห็นชื่อผู้กำกับ “นี่มันหนังเต๋อ!”

เว้นเสียแต่ภาพยนตร์ ‘Human Resource’ เรื่องล่าสุดของเขาที่กินระยะไปเกือบสามปีจึงทำให้อดถามหาสาเหตุไม่ได้

ภาพยนตร์ ‘Human Resource’ ทิ้งเวลาจากภาพยนตร์เก่านานกว่าปกติ เป็นเพราะคุณตั้งใจหายไปไหม

ไม่ๆ (หัวเราะ) โดยปกติจะเว้นทำหนังปีเว้นปี จริงๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้จะฉายตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่มันอีนุงตุงนังหน่อยก็เลยเว้นไปถึงสามปี

คิดว่ากระแสในวงการภาพยนตร์ของคุณเป็นอย่างไร

ก็เป็นปกติแบบที่ผ่านมา ภาพยนตร์ที่เราทำมันค่อนข้างเฉพาะกลุ่มที่จะมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ เป็นมาตั้งแต่เรื่องแรกแล้ว เป็นมาตลอดเลย แต่ในฐานะคนทำงานเราก็ทำเท่าที่ทำได้ เราไม่ใช่คนที่เดี๋ยวเรื่องต่อไปเราจะทำให้ทุกคนชอบ เราจะคิดแต่ว่าเราอยากเล่าเรื่องอะไร เล่าด้วยวิธีแบบไหน ตัวละครแบบไหน เราไม่ได้คิดว่าคนกำลังอยากดูอะไร ควรจะดูอะไร หรือเขาสนใจอะไรอยู่

คนเขาบอกไหมว่าไม่ชอบอะไรในภาพยนตร์ของเรา

เขาอาจจะไม่ชอบสไตล์ เรื่อง หรือตัวละคร จริงๆ เราไม่ได้ติที่เขาจะไม่ชอบ แต่เวลาเราไม่ชอบอะไรสักอย่าง เราแค่รู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับเราเฉยๆ แต่จะไม่แบบเฮ้ย! ทำไมน้องไม่ทำแบบนี้วะ ทำไมน้องไม่เปลี่ยนวิธี มันก็แค่ไม่ใช่ทางเราเฉยๆ ยุคนี้ชอยส์ให้เลือกสิ่งที่ชอบมันมีมหาศาลมากเลย ถ้าไม่ชอบเรื่องนี้ก็ไปดูเรื่องอื่น ส่วนตัวเราจะมองเป็นค่ากลางมากกว่าไม่ถึงกับขั้นคอขาดบาดตาย ค่อนข้าง Feel Free กับมันเลย

คุณรับมืออย่างไรกับคอมเมนต์เหล่านั้น

จริงๆ เราก็รับมือมาตลอด 13 ปีที่ทำหนังมาเลยนะ ยกตัวอย่างเรื่อง Mary is happy ที่มันบูมขึ้นมาแล้วมีคนไม่ชอบ เป็นไปตามยุคสมัยที่จะมันขึ้นเรื่อยๆ แรงขึ้นเรื่อยๆ มีหลายครั้งที่เราจะเอ! นี่เป็นความคิดเห็นที่ต้องเทคไหมนะ มันก้ำกึ่งระหว่างว่าเราควรจะปรับตามเขาไหม เราคงไว้ได้ไหม ทำอะไรผิดไปหรือเปล่า หรือควรจะฟังเขาบ้าง เราว่ามันเกิดกับคนสร้างสรรค์ทุกคนเลย แล้วทุกคนก็ต้องหาวิธีที่จะจัดการกับจิตใจตัวเองเพราะมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราเป็นคนส่งงานออกสู่สาธารณะ ยิ่งโตเราก็ยิ่งพบว่าการแยกแยะคอมเมนต์ก็เป็นอีกหนึ่งศิลปะนะ ยิ่งแยกได้มากขึ้นก็จะยิ่งจัดการได้มากขึ้น

ยุคเราอินเทอร์เน็ตมันยังไม่ยากขนาดนี้ ยุคนี้อาจจะยากกว่านิดหน่อย แต่ถ้าวันหนึ่งเรารู้วิธีที่จะดีลกับคอมเมนต์เหล่านี้ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องใช้เวลานะ เราอาจจะอยู่กับมันได้มากขึ้น ใช้คำว่าอยู่กับมันก็ไม่เชิง เรียกว่าเป็นธรรมชาติของมันดีกว่า เพราะเราและคนอื่นไม่มีวันรู้หรอกว่าสิ่งที่เราทำวันนี้แล้วมันไม่เวิร์ก จริงๆ มันอาจจะกำลังเดินทางอยู่ก็ได้ มันกำลังพัฒนาจนกว่าจะไปถึงจุดที่เวิร์ก ซึ่งถ้าเราไม่ะัฒนาแล้วให้จบ ก็ไม่มีทางรู้ว่าเวิร์กไหม เผอิญเราเป็นคนดื้อนิดหน่อย เราอยากพัฒนาไปจนกว่าจะถึงจุดที่มันสิ้นสุดลงว่าแม่งไม่เวิร์กจริงด้วย ก็ให้จบไปแล้วกัน

คิดว่าภาพยนตร์ที่ทำมา เปลี่ยนไปตามนิสัยของคุณไหม

ก็ใช่นะ ดูจะเปลี่ยนไปตามวัย สมมติสิบปีที่แล้วก็จะเป็นคำถามแบบวัยรุ่นหน่อยว่าความทรงจำเราจะอยู่ได้ไหม ในเมื่อไม่มีกล้องถ่ายรูปแล้ว หรือตัวเราเองที่ปัจจุบันนั่งดูหนังรักวัยรุ่นก็จะไม่ค่อยอินแล้ว คือกูผ่านมาหมดแล้ว (หัวเราะ) เราจะชอบหนังรักที่โตขึ้น สัมพันธ์กับความเป็นจริง โรแมนติกน้อยกว่านั้น หนังแต่ละเรื่องที่ทำมันบันทึกความคิด ความอ่านของเรา ณ ขณะนั้น เราไม่ได้ทำหนังตามโจทย์ เราทำตามคำถามที่ตั้งขึ้นมาเอง ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะหันไปทำหนังที่ไม่ถนัด

สารตั้งต้นของภาพยนตร์ ‘Human Resource’ คืออะไร

เราทำหนัง ‘Die Tomorrow’ เกี่ยวกับความตายไปแล้ว ด้วยวัยที่เติบโตขึ้นด้วยทำให้พลิกมาเป็นขั้วตรงข้ามเรื่องการเกิดคือ ‘Human Resource’ คำถามที่ว่าอยากมีลูกไหมไม่ได้มาในวัย 40 ปีหรอก อาจจะมาก่อนหน้านั้นด้วย อย่างตอนเขียนบทจะทำให้เราได้ฟังความคิดคนเยอะมาก ทุกคนจะมีเหตุผลเบื้องหลังว่าทำไมถึงอยากมีลูกหรือไม่อยากมี ข้อสรุปก็ยังหาไม่ได้นะ

หนังเรื่องนี้มันเลยกลายเป็นคำถามที่ทำให้คนกลับไปคิดต่อมากกว่า แต่เราไม่ได้จบที่ถามตัวเองว่าอยากมีไหม เราคิดไปถึงเรื่องการเกิดเลย เราเกิดมาบนโลกใบนี้ แล้วเรามาทำอะไรกันวะ ชีวิตเราเนื้อแท้มันคืออะไร เนี่ย! แค่เรื่องการเกิดมันก็สัมพันธ์กับการเมือง เศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็เลยคิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของเรื่อง ‘Human Resource’ ให้คนคิดถึงชีวิตที่เรามีอยู่

เพราะพล็อตเรื่องคือผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังท้อง คล้ายๆ กับเขาจะพาพนักงานใหม่เข้ามาในบริษัทที่ชื่อโลก ขณะเดียวกันเขาก็เป็น HR หน้าที่ปกติก็ต้องทัดทานคนเข้ามาอยู่ใหม่ในบริษัท หนังจะเล่าทั้งสองเรื่องขนานกันไปด้วยลักษณะที่คล้ายกัน ถามว่าทำไมต้องเป็น HR ก็เพราะนางเอกมีความลังเลว่าจะพาลูกมาเกิดหรือเปล่า เขาก็หยิบคำถามนี้เข้ามาในชีวิตประจำวันของตัวเอง

ทั้ง HR เป็นเหมือนคนกลางระหว่างคนนอกกับคนที่จะเข้ามาทำงาน เขาจะเป็นคนที่เห็นโลกรอบๆ ครบทุกด้าน ซึ่งยิ่งเห็นมากเท่าไรก็จะยิ่งคิดเยอะ เกิดคำถามเยอะขึ้นมากเท่านั้น

ทนแรงกดดันได้สูง

เมื่อลงแรงไปกับอาชีพใดอาชีพหนึ่งย่อมหมายความว่าเรามีทักษะด้านนั้นพอสมควร (?)

พนักงานหลายคนอาจเริ่มต้นจากศูนย์ถึงหนึ่งด้วยการส่งผลงานจำนวนหยิบมือยื่นสมัคร บริษัทที่รักในการทดลองและฝึกปรือมากกว่าความช่ำชองยื่นโอกาสให้ ต่างฝ่ายจับมือพูดคติ “เราอยู่กันแบบครอบครัว” แม้ไม่รู้ว่าเมื่อร่วมเป็นสมาชิกแล้ว บทบาทที่ได้รับจะสำคัญต่อแผนผังต้นไม้ขนาดไหน แต่สัญชาตญาณกระตุกให้ทราบว่าตราบใดที่อยู่ในสถานะระยะทดลองงาน ย่อมถูกนับว่าเป็นตัวอ่อนเสมอ

กระทั่งฝึกปรือตนจนเรียกได้ว่ามีทักษะอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว ทว่าเมื่อเกิดโปรเจกต์ใหม่ขึ้น อย่างไรเสียก็ยังถูกนับว่าเป็นตัวอ่อนเสมอ เช่นกันกับนายเต๋อที่อยู่ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์มากกว่าสิบเรื่องดังมือฉมัง เขาน้อมรับว่าทุกกระบวนการในภาพยนตร์ล่าสุดนั้นยากจนต้องเอ๊ะ

เพราะศัพท์คำว่า ‘ใหม่’ ย่อมพ่วงมากับ ‘การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด’

แต่วันหนึ่งตัวอ่อนจะเติบใหญ่ได้แน่ หากทนแรงกดดันระหว่างทางได้สูงจริงไหม

ภาพยนตร์ ‘Human Resource’ มีความข้องเกี่ยวกับภาพยนตร์ ‘ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ’ ไหม

ไม่เชิง มันก็ยังพูดถึงเรื่องชีวิตและการทำงาน แต่ฟรีแลนซ์มันคือสิบปีที่แล้ว เราจะมองโลกการทำงานในท่าทีที่สนุกว่านี้ ไม่ตึงขนาดนี้ แต่เมื่อเราโตขึ้นแล้ว วิธีมองโลกการทำงานก็เปลี่ยนไป อีกอย่างคือตอนนี้มันตึงมาก คนเริ่มตั้งคำถามกับระบบการทำงานมากขึ้น เพราะตอนที่ทำฟรีแลนซ์นี่คือไม่มีคำว่า Work-life balance เป็นศูนย์เลย ยังคิดอยู่เลยว่าตั้งชื่อเรื่องว่าฟรีแลนซ์ได้ไหมวะ ยังเป็นอะไรที่ใหม่มากว่าเราไม่ต้องทำงานประจำก็ได้นะ ออกมารับงานด้วยตัวเองโดยที่คนไม่รู้เงื่อนไขของมันว่าฟรีแลนซ์ไม่มีสวัสดิการนะ มันใหม่ซะจนเป็นหนังได้เลย ค่อนข้างแตกต่างกับเรื่อง ‘Human Resources’

คุณทำการรีเสิร์ชอย่างไร

สมมติคุยกับคุณพ่อคุณแม่ มันจะมีเรื่องที่อยู่เหนือการอธิบายแบบไม่ใช่เหตุผลนะว่าทำไมถึงอยากมีลูก เขาก็ตอบแค่อยากมี (หัวเราะ) ที่น่าสนใจคือคนที่มีลูกไปแล้ว บางทีเขาก็มีความกลัว ความกังวล แต่เขาพูดไม่ได้ เพราะเขาเป็นแม่ไปแล้ว คือคุณทำอะไรต้องห้ามลังเล มันเป็นความสมัครใจที่คุณเลือกแล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราเลือกอะไรบางอย่างแล้วจะไม่กลัว สมมติเราอยากทำงานนี้มานาน เกิดวันหนึ่งได้ทำก็ใช่ว่าจะไม่กลัว เราคงคิดว่าจะทำได้หรือเปล่า

ระหว่างเขียนบทมีอะไรที่เปลี่ยนมุมมองคุณไปเลยไหม

เราพบว่าเรื่องบางเรื่องมันไม่ได้มีคำตอบว่ะ ปกติเวลาเขียนบทแล้วตัวละครเกิดปัญหา เราก็ต้องมีวิธีแก้ให้เขาไปต่อ แต่เรากลับหามันไม่เจอ คือมีคำถามแต่ไม่แน่ใจในคำตอบ อาจจะเกเรกับการทำหนังนิดหน่อยนะ เพราะคนดูจะคุ้นชินกับการทำหนังแล้วมีทางออกให้ตัวละคร เราพยายามบอกว่าหนังเรื่องนี้มันคือคำถาม คำตอบมันอยู่ที่มึงว่ะ ถ้ามาดูกับเพื่อนแล้วต้องลองไปคุยกันนะ ไม่งั้นไม่ได้คำตอบ (หัวเราะ)

อย่างเรื่อง ‘How to ทิ้ง’ ที่เราตอบคำถามให้กับหนัง เรากลับไปดูแล้วก็รู้สึกว่านี่ยังไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดนะ แต่ชีวิตมันก็คงประมาณนี้

คุณตบตีกับตัวเองเรื่องอะไรมากที่สุดระหว่างทำภาพยนตร์

จริงๆ การทำหนังแล้วมีวิธีให้ออกมา Happy หรือ Bad มันค่อนข้างง่ายเลย แต่เรื่องนี้เหมือนเราเล่นอีกท่าหนึ่ง คุณต้องทำให้บาลันซ์ว่ามีคำถามนะ แล้วก็ต้องสร้างพื้นที่ให้มากพอเพื่อคนดูเขาจะได้แสดงความคิดเห็น เหมือนสร้างบรรยากาศแบบควันขึ้นมา ฟีลว่าบรรยากาศแบบนี้ พี่ว่าอย่างไรครับ (หัวเราะ)

ความกังวลในชีวิตมันเป็นควันสำหรับเราจริงๆ ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้คนดูเกิดความรู้สึกเหล่านี้ในตัวเองด้วย นึกภาพคนออกจากโรงก็อาจจะเหม่อว่าเอ๊ะ! ที่ออกมานี่วิญญาณหรือร่างกายนะ บอกตรงๆ ว่าหนังเรื่องนี้คือคำถามและพื้นที่ที่เอื้ออำนวยให้คนได้คิด เวลาฉายขึ้นจอก็จะเฟรมให้คนดูได้เห็นว่าคุณอาจจะเคยอยู่ในห้องประชุมแบบนี้ สถานการณ์แบบนี้ แต่คุณไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นคุณเป็นอย่างไร อาจจะพบคำตอบขึ้นมาก็ได้นะ แค่ตอนนั้นไม่มีเวลาที่มองมันจริงๆ

กระบวนการไหนในการทำภาพยนตร์เรื่องนี้ยากที่สุดสำหรับคุณ

มันยากทุกกระบวนการเลย ถ้าเป็นการเขียนบทเราจะเอ๊ะกับตัวเองว่ามันได้หรือเปล่า แต่ก็ต้องเขียนไปก่อน ตอนดูฟุตเทจก็ต้องดูใหม่ทั้งหมด เราดูว่าหนังมันควรถูกพรีเซนต์ออกไปอย่างไร กูตั้งใจจะพูดอะไรกันแน่ นอกจากเราจะมีธงในใจมาก่อนเลยว่ากูอยากพูดเรื่องนี้ แต่กับเรื่องนี้คือเราเก็บๆ ไว้ก่อน เพราะคำถามตั้งต้นมันยากพอสมควร ถ้าไม่ใช่เราก็ต้องกล้าที่จะรื้อใหม่เหมือนเล่นเลโก้ ที่เคยคิดว่าจะเป็นตอนจบก็เอามาอยู่ข้างหน้า มันสับไปสับมาได้ถึงขั้นนั้นเลย

คุณวางรูปแบบการถ่ายไว้อย่างไร

เราวางเฟรมที่ 3:2 เหมือนเรื่อง ‘How to ทิ้ง’ แต่ก็เป็นเฟรมประเภทที่โฟกัสคนมากกว่าฉากหลัง โฟกัสถึงความอึดอัดที่เขามีในห้องประชุม ในบ้าน เราต้องถ่ายให้ติดเรื่องในใจเขา เพราะตัวละครไม่ได้มีบทพูดอะไรกันมากทำให้ต้องบันทึก Facial Expression หรือการที่ดวงตาขยับนิดหน่อย หนังมันค่อนข้างต้องใช้เวลาเลย เหมือนดูภาพที่พิพิธภัณฑ์จนได้เห็นรายละเอียด

ในพาร์ตของ Art Direction วางไว้อย่างไร

วางไว้ให้มันมีความบลูส์หน่อย ปกติหนังไทยเราจะใช้สีสันสดใส แต่ในเมืองที่เราถ่ายทอดออกมา เรารู้สึกถึงความยะเยือก อย่างออฟฟิศที่เหมือนไม่มีคนอยู่ จริงๆ มีนะ สถานที่ที่เราไปถ่ายเป็นออฟฟิศแบ่งให้เช่า สัดส่วนแคบๆ เงียบมากเลย มีคนทำงานอยู่สองสามคน ที่เหลือเป็นเสียงแอร์ (หัวเราะ)

บรรยากาศบางอย่างเซตอัปขึ้นมายากมาก เราพยายามไม่ทำอะไรให้มันแฟนซีซึ่งขัดกับปกติของเรามากเลยที่จะหาสถานที่ได้ตามใจ แต่ครั้งนี้เราไม่ได้เป็นคนกำหนด สถานที่เป็นคนกำหนดเรา อยู่ที่จะถ่ายอย่างไรให้ยังมีความสวยงามในภาพยนตร์ ส่วนตัวค่อนข้างมั่นใจว่าหนังเรื่องนี้บันทึกตรอกซอกซอยและถนนของกรุงเทพไว้มากที่สุดแล้ว อีกอย่างที่มากกว่าความสวยงามของ Art Direction ก็คือเรื่องบรรยากาศ คนอาจจะไม่ค่อยรู้ตัวว่าซอยที่เราอยู่ก็มีผลต่อการกำหนดทิศทางชีวิตเราเหมือนกัน

หลังจากภาพยนตร์ตัดต่อเสร็จสมบูรณ์ คุณดูแล้วรู้สึกอย่างไร

รู้สึกว่าน่าจะได้แล้วล่ะ (หัวเราะ) เพราะอีกครึ่งหนึ่งมันก็อยู่ที่คนดู เราคิดแค่ว่าคำถามที่อยากถามครบถ้วนหรือยัง ปกติจะต้องเป็นเชิงว่าดูแล้วซึ้งไหมครับ ตลกหรือเปล่า แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เลย เหมือนเราจัดแสดงนิทรรศการ คอยดูว่าตำแหน่งที่จัดวางโอเคหรือยัง จริงๆ ก็อยากให้มีคนมาดูเยอะๆ นะ ถ้าเกิดว่าเจอคนดูที่ถูกกลุ่ม เขาอาจจะทำให้คนที่ไม่อยากดูรู้สึกอยากดูมากขึ้นก็ได้ด้วยประสบการณ์ที่เขาได้รับ

ภาพยนตร์เป็นไปอย่างที่เราคิดไหมหรือมันบียอนด์ไปมากกว่านั้นอีก

ก็คงจะรู้ได้เมื่อหนังถูกฉาย อย่างที่ปล่อยเทรลเลอร์ออกไปก็เริ่มมีกระแสตอบรับ มันทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว การที่เขาหยิบประเด็นจากช็อตเดียวมาพูดคุยกัน เกิดความเห็นที่มากมาย เราว่ามันกระเด็นออกมาข้างนอกแล้ว

ยินดีต้อนรับพนักงานใหม่สู่โลกการทำงาน

รู้ไหมตัวอ่อนที่เปรียบดังพนักงานใหม่จะต้องเจออะไร (?)

โลกใบใหม่ ชีวิตใหม่ วิถีใหม่ คำถามใหม่

เราจะผิวปากหลังจากใบปริญญาออกเพื่อต้อนรับอนาคตอันใกล้ที่เขาว่ากันว่ามันจะสดใสและสุขสบาย ทั้งที่เขาเหล่านั้นกำลังพูดอวยพรด้วยสีหน้าอิดโรย ทั้งรอยย่นบนหน้าผากมากกว่าสิบเส้น เส้นเลือดบวมปูดประปรายตามน่องขา ถุงใต้ตาม่วงเขียว ไหล่ห่อไม่ผ่าเผย หรือนี่คือความสดใสและสุขสบายฉบับใหม่

เดี๋ยวก็รู้คำตอบ

จากที่คุณบอกว่าโลกการทำงานในปัจจุบันตึงขึ้นเป็นเพราะคุณไปเจออะไรมา

เราอาจจะไม่เคยเป็นพนักงานประจำมาก่อน แต่จริงๆ ก็ไม่เกี่ยวกับพนักงานประจำหรอก เราคิดว่าความรู้สึกมันอาจไม่ได้ต่างกันมาก แค่ออกมาคนละรูปแบบ ฟรีแลนซ์อาจจะเครียดกว่างานประจำด้วยซ้ำ เหมือนเราตกงานตลอดเวลา ทันทีที่ส่งงานเสร็จคือตกงานเลย คอยสมัครงานใหม่เรื่อยๆ ขณะเดียวกันถ้ามีโอกาสทำโฆษณา ต้องทำงานกับบริษัท คุณก็จะเห็นวิธีคิดอีกแบบ มีความทุกข์กันคนละแบบ

เราว่าเกี่ยวกับปรัชญาการทำงานมากกว่า เช่น เฮ้ย! คุณอย่าลืมพัฒนาตัวเองนะ เดี๋ยวตกขบวน หรือกูจะต้องเรียนรู้ทุกอย่างเลยไหมวะ หรือไม่เรียนรู้ก็ได้ อยู่เฉยๆ ดีกว่า แต่คุณก็จะรู้สึกอยู่ดีว่าวันที่คุณไม่เรียน ไอ้นั่นก็อาจจะเรียนอยู่ แล้วคุณก็ตกขบวนอยู่ดี

มันเป็นเรื่องของบรรยากาศการทำงาน ระบบทุนนิยมที่ทำให้คนต้องวิ่งตลอดเวลา ซึ่งเราว่าตอนนี้หนักกว่าสิบปีที่แล้วมากๆ เลย อย่างเฮ้ย! น้องทำสิ่งนี้เป็นหรือยัง ถ้ายังทำไม่เป็นไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวพี่คนนั้นเขาทำเป็นก็จ้างพี่เขา แล้วน้องก็ออกไป หรืออยู่ดีๆ ก็ต้องเกษียณก่อน 30 ปี เราจะได้ยินเรื่องพวกนี้กันอยู่ตลอดเวลาแบบกระหน่ำสุดๆ

อีกเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญคือความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยถูกถ่างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถ้าคุณไม่ทำในสิ่งที่เขาบอก คุณจะไม่มีวันมีชีวิตที่ดีได้เลย คุณอาจจะต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ เพราะแม่งไม่มีชอยส์ มีงานที่ทำแล้วได้เงินกับงานที่ทำแล้วไม่ได้เงินเลย เราว่าทางถูกปิดลงเรื่อยๆ เข้มข้นขึ้น ทำงานไม่เร็วพอก็จะใช้เอไอ ถ้าเอไอมันเร็วกว่าคุณก็ตกงาน โห! ทุกวันนี้ยังเร็วไม่พออีกเหรอ มันเป็นเรื่องของระบบและวัฒนธรรมที่ทุกคนจะรู้สึกเหนื่อยขึ้นอัตโนมัติ

ถ้าต้องไปเป็นพนักงานประจำ คุณอยากทำงานอะไร

ทำอะไรเหรอ ทำ a day (หัวเราะ) เราคิดว่าถ้าไม่ได้ทำหนังก็คงจะเขียนอะไรสักอย่าง เป็นแอดมินเพจ

เมื่อคุณเจอคำถามเบสิกของ HR คือทำไมเราต้องรับคุณเข้าทำงาน คุณจะตอบว่าอะไร

เซอร์มาก (เต๋อถอนหายใจ) คำถามง่ายมากแต่เราไม่เคยตอบเลย กูจะตอบว่าอะไรดีวะ ตอบยากเพราะงานส่วนใหญ่ที่เขาโทรมาคือเหมือนเราได้เข้าทำงานแล้ว

ก็เพราะว่างานทุกอย่างที่เราทำมามันบอกทุกอย่างที่เราทำได้แล้ว ลองดูจากงานที่เราทำก่อนค่อยคิดว่ามันเหมาะสมกับสิ่งที่พี่ต้องการหรือเปล่า แม่ง! ไม่ได้งานแน่เลย (หัวเราะ)

ในทางกลับกัน หากคุณเป็น HR จะรับคนแบบไหนเข้ามาทำงานด้วย

อาชีพผู้กำกับก็เหมือนเป็น HR อยู่ตลอดเวลานะ เพราะเราต้องเลือกคนเข้ามาแสดง จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ความเก่งก็เรื่องหนึ่ง แต่เราชอบเลือกคนที่เข้ากันได้มากกว่า มายด์เซตคล้ายกัน บีตใกล้เคียงกัน ความเก่งหรือทักษะค่อยพัฒนาได้ เราเป็นคนให้ความสำคัญกับระหว่างทางมากเป็นพิเศษ เพราะหนังเรื่องหนึ่งใช้เวลาเป็นปีเลย มันจะเห็นกันตอนมีปัญหานะว่าเราแก้ด้วยกันได้ไหม

บทชีวิตโดยนวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

นายเต๋อนั่งกลางเบาะที่นั่งแดงเลือดหมูในโรงภาพยนตร์ที่จอไม่ฉาย ไฟเหลืองส่องเรื่อลงกลางกบาลเขา อุณหภูมิเย็นเฉียบอย่างที่ผู้ร่วมเบาะไม่รู้มาก่อนจนต้องกระชับเสื้อแนบกาย แต่ดูเหมือนหนุ่มแว่นจะรู้ สเวตเตอร์สีเทาและกางเกงขายาวปิดรองเท้าถึงได้คลุมร่างเขาอยู่

นัยน์ตามองเผินๆ ผ่านกรอบนั้นคล้ายจะว่างเปล่า อันต้องจดจ้องลึกเข้าไปจึงจะเห็นร่องรอยประสบการณ์ที่ผันผ่าน ทั้งความคิดแตกฉานที่ยังคงแผ่กิ่งก้านออกไปได้อีก

อาจเพราะเขาไม่เคยหยุดตั้งคำถามกับความเป็นมนุษย์ หรืออาจไม่เคยหาคำตอบได้กับความเป็นมนุษย์ มันถึงกลายเป็นบ่อเกิดภาพยนตร์ทั้งหมดของนายเต๋อที่ชวนให้เห็นความเป็นมนุษย์

ภาพยนตร์ที่ผ่านมารวมถึงเรื่องนี้ก็ยังสอดแทรกการทำงานเข้ามาอยู่ มันเป็นเพราะคุณยังหลุดออกจากลูปการทำงานไม่ได้หรือเปล่า

การทำงานมันอยู่คู่กับเราทุกวันเลย เป็นเพื่อนที่ติดตัวเรามา เราเป็นคนที่คิดกับเรื่องนี้เยอะมาก พยายามจะหาที่ทางเหมาะสมเพื่อจะอยู่กับมันได้ วนเวียนกับคำถามที่ว่าจะอยู่กับมันได้อย่างไร หนังแต่ละเรื่องของเรามักจะมาจากชีวิตหรือการทำงาน ขณะทำก็พยายามค้นหาคำตอบไปด้วย เมื่อหนังจบก็จะได้คำตอบบางอย่างที่บางครั้งก็เปลี่ยนวิธีและพฤติกรรมเราไปเลย

อย่างเรื่อง ‘ฟรีแลนซ์’ เราก็ตั้งใจว่าจะไม่รับงานมากขนาดนี้อีกแล้ว หรือเรื่อง ‘Die Tomorrow’ เป็นการกลับไปคิดเรื่องเบสิกที่สุดของชีวิตคือความตาย คนมักจะบอกว่าเป็นเรื่องอัปมงคล ไม่ควรพูดถึง แต่เรากลับรู้สึกว่าทำไมถึงคุยเรื่องนี้ไม่ได้ในเมื่อมันอยู่ใกล้ตัวเราที่สุด สุดท้ายเราก็แค่เข้าใจว่าความตายเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ เราควรจะใช้ชีวิตในวันนี้และตอนนี้ให้ดี ยังคิดอยู่เลยว่าทำหนังเรื่องนี้แม่งคุ้มว่ะ มันทำให้ชีวิตจริงเราดีขึ้น เราหวังว่าสิ่งที่เราทำไปจะทำให้คนดูได้รับสิ่งนี้เหมือนกัน

คุณมองความเป็นมนุษย์ว่าอย่างไร

เรามองมนุษย์เหมือนสัตว์ตัวหนึ่งนะ แต่คนชอบคิดว่าพวกเรานี่แม่งสุดยอดไปเลย จริงๆ ก็ไม่ได้ต่างจากสัตว์อื่น เพราะเราคิดว่าเราสุดยอดเนี่ยมันจึงนำมาซึ่งปัญหา (หัวเราะ) อย่างเจอภัยธรรมชาติก็ยังแก้ไม่ได้ เจอเรื่องในใจก็ยังเป็นทุกข์อยู่ เราติดกับดักความเก่งว่าทำไมถึงทำไม่ได้ ควรจะทำให้ได้สิ

ความเป็นมนุษย์คือสิ่งที่เราเรียนรู้อยู่เรื่อยๆ จากการทำหนังแต่ละเรื่อง บางครั้งเราได้พบว่าคนเราอ่อนแอมากเลย เราอยากเอาชนะให้ได้แต่เราก็ไม่ได้ชนะทุกเรื่อง อย่าง ‘Human Resource’ ก็ตั้งคำถามว่าถ้าจะให้คนเกิดมา คุณอยากให้เขาเกิดมาทำไม หรือแม้กระทั่งว่าเราเกิดมาทำไมจะถูกตั้งขึ้นอัตโนมัติ

การทำภาพยนตร์ ‘Human Resource’ คุณได้คำตอบให้ตัวเองไหมว่าเกิดมาทำไม

ตอบยากนะ สมมติเรามีคำตอบหนึ่ง เราก็ดันไม่แน่ใจว่านี่เป็นคำตอบที่ดีที่สุดหรือเปล่า เพราะนอกจากมันจะสัมพันธ์กับเศรษฐกิจ การเมือง ก็ลามไปความเชื่อ ศาสนาอีก เราเขียนสคริปต์แล้วพยายามเขียนคำตอบลงไปก็จะกลับมาคุยกับตัวเองว่าเหรอวะ

หลังภาพยนตร์ฉายวันแรก คุณจะโพสต์เฟซบุ๊กว่าอะไร

ถ้าเป็นเรื่องอื่นคงบอกว่าเข้าแล้วนะครับ แต่เรื่องนี้คงโพสต์จากสิ่งที่คนคิดเห็นกันมากกว่า เช่น คุณเห็นซอยหรือออฟฟิศแบบที่เราเห็นไหม คุณคิดอย่างไรกับการทำงาน 6 วัน เราว่ามันน่าดิสคัสกัน ขออย่างเดียวคุยกันดีๆ นะ (หัวเราะ)

นายเต๋อสาธยายความเป็นตัวเองมาจนแทบหมดเปลือกแล้ว คุณจะรับเขาเข้าร่วมงานด้วยหรือเปล่า แต่หากเงื่อนไขบริษัทคือต้องทำงานหกวันต่ออาทิตย์ แน่นอนว่าคุณจะเสียพนักงานศักยภาพล้นเหลือไปหนึ่งคน เพราะเขาผันผ่านการเป็นฟรีแลนซ์มาแล้ว ทั้งบอกกับตัวเองว่าจะไม่บ้างานจนร่างกายผุกร่อนถึงขั้นนั้นอีกแล้ว

ไม่เป็นไร หากคุณไม่รับเขาไว้พิจารณา เราเชื่อว่าเดี๋ยวเขาก็จะปูทางใหม่เพื่อไปตามทางฝันของตัวเองต่ออยู่ดี อย่าลืมกาปฏิทินสำหรับภาพยนตร์ ‘Human Resource’ ที่จะเปิดรับสมัครพนักงานใหม่ในวันที่ 29 มกราคม

หวังให้คุณค้นพบสถานที่ทำงานอันประจวบเหมาะในโลกทุนนิยมเส็งเคร็ง

หากไม่อาจหาพบแต่คุณยังมีชีวิตรอดไปได้อีกหนึ่งวันก็นับว่าดีมากแล้ว

ยินดีต้อนและยินดีรับพนักงานทุกท่านสู่วังวนไม่สิ้นสุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...