โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

เดือดร้อน 9 เดือน! ชาวบ้านละแมร้องสะพานก่อสร้าง อ้อมไกลหลายกิโลฯ ทางหลวงชุมพรแจงแผนเร่งงาน

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ชาวบ้านกว่า 200 คน พร้อมผู้นำชุมชนในพื้นที่ อ.ละแม จ.ชุมพร รวมตัวสะท้อนความเดือดร้อน หลังแขวงทางหลวงชุมพรทุบสะพานปูนข้ามคลองเก่าบนถนนสายรองเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดชุมพรกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อก่อสร้างใหม่ แต่ไม่มีการทำทางเบี่ยง ส่งผลให้ประชาชนต้องอ้อมไกลไป–กลับ 20–30 กิโลเมตร เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบาง ขณะที่โครงการหยุดชะงักไร้ความคืบหน้ามานานกว่า 9 เดือน ด้านผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชุมพรลงพื้นที่ชี้แจง พร้อมยืนยันเริ่มดำเนินการ 1 มีนาคมนี้ ตั้งเป้าแล้วเสร็จสิ้นกันยายน 2569

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณโครงการก่อสร้างสะพานปูนข้ามคลอง บนถนนสาย 4134 (หลังสวน–สุราษฎร์) สายล่าง ชาวบ้านหมู่ 1 ต.ทุ่งหลวง และหมู่ 2 ต.ละแม อ.ละแม จ.ชุมพร รวมตัวประมาณ 200 คน พร้อมผู้นำชุมชน ได้แก่ นายนันทภพ เอื้ออารี สจ.เขต 1 อ.ละแม นายนรินทร์ พันธ์เจริญ กำนันตำบลละแม นายธีระเดช ตุ้นด่าน สารวัตรกำนันตำบลละแม นายวัชรินทร์ เวชยม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.ทุ่งหลวง นายสุนทร จันทร์ประสาท อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.ทุ่งหลวง

โดยมีนายพิชญพัทธ์ เรืองชาตรี นายอำเภอละแม เข้าร่วมสังเกตการณ์และรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ยืดเยื้อมานาน 9 เดือน พร้อมเรียกร้องให้แขวงทางหลวงชุมพรจัดทำทางเบี่ยง เพื่อให้ชาวบ้านและผู้ใช้รถสามารถสัญจรผ่านได้โดยไม่ต้องอ้อมไกลหลายกิโลเมตร ขณะที่นายกรีธา เดชพิณ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชุมพร ลงพื้นที่เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง

นายนันทภพ เอื้ออารี สจ.เขต 1 อ.ละแม เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน และประสานไปยังอำเภอละแม รวมถึงศูนย์ดำรงธรรม ว่าประชาชนได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างสะพานบนถนนสาย 4134 ซึ่งไม่มีการทำทางเบี่ยง แต่ให้ใช้ทางเลี่ยงแทน ต้องอ้อมไกลประมาณ 7 กิโลเมตรเข้าอำเภอละแม

ชาวบ้านจำนวนมากต้องใช้เส้นทางดังกล่าวรับ–ส่งบุตรหลานไปโรงเรียน วันละ 4 เที่ยว รวมระยะทางประมาณ 28 กิโลเมตร ทั้งที่หากใช้เส้นทางตรงจะมีระยะทางเพียง 1 กิโลเมตรเท่านั้น ยังไม่นับรวมผู้ที่ต้องเดินทางไปติดต่อราชการในอำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือทำธุระอื่น ๆ โดยถนนสายนี้เป็นทางหลวงจังหวัด ไม่ใช่ทางหลวงชุมชน

สจ.ละแม กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายอำเภอละแมได้ทำหนังสือสอบถามความคืบหน้าเรื่องการทำทางเบี่ยงไปยังแขวงทางหลวงชุมพร เนื่องจากชาวบ้านเดือดร้อนมาแล้ว 9 เดือน หลังรื้อสะพานไม่มีการก่อสร้างใด ๆ พร้อมตั้งคำถามว่าโครงการจะแล้วเสร็จเมื่อใด กระทั่งมีหนังสือตอบกลับเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า “ไม่สามารถทำทางเบี่ยงได้”

ทั้งนี้ ได้ฝากคำถามถึงแขวงทางหลวงชุมพร 3 ประเด็น คือ จะเข้าดำเนินการก่อสร้างเมื่อใด และจะแล้วเสร็จเมื่อไร สามารถทำทางเบี่ยงให้รถเล็กสัญจรผ่านได้หรือไม่ เพราะประชาชนมีภาระค่าใช้จ่ายสูง ต้องอ้อมวันละ 20–30 กิโลเมตร ซึ่งเกินกำลังรับไหวในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน หากทางเบี่ยงไม่แล้วเสร็จตามที่รับปาก จะมีแนวทางดำเนินการอย่างไรต่อไป

นายนันทภพ กล่าวทิ้งท้ายต่อหน้าผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชุมพรว่า การรวมตัวของชาวบ้านครั้งนี้ไม่ใช่การกดดัน แต่เกิดจากความเดือดร้อนจริง และผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะคนในพื้นที่ อ.ละแม เท่านั้น แต่ยังกระทบประชาชนใน อ.หลังสวน อ.สวี และ อ.เมืองชุมพร ที่ต้องเดินทางเชื่อมต่อไปยังบางอำเภอของจังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งมีแนวเขตติดต่อกัน

ด้านนายกรีธา เดชพิณ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชุมพร ชี้แจงว่า เดิมสะพานข้ามคลองละแมประสบปัญหาน้ำกัดเซาะตอม่อจนทรุดตัว รถบรรทุกหนักไม่สามารถผ่านได้ มีความเสี่ยงต่อการพังถล่ม จึงเสนอให้ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 4 (ทุ่งสง) เข้าตรวจสอบ และมีความเห็นว่าจำเป็นต้องทุบสร้างใหม่เมื่อเดือนมิถุนายน 2568

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ก่อสร้างมีชั้นหินแข็งด้านล่าง และอยู่ในช่วงน้ำหลาก ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ทันที เนื่องจากต้องเชื่อมตอม่อกับชั้นหินแข็ง จึงต้องรอเข้าสู่ช่วงหน้าแล้ง

ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชุมพร ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงหน้าแล้ง จะเริ่มเข้าดำเนินการ โดยศูนย์ฯ ได้ตั้งแคมป์และเตรียมย้ายเครื่องจักรเข้าพื้นที่ พร้อมเร่งก่อสร้าง และจะจัดทำทางเบี่ยงให้ประชาชนสัญจรได้ แต่จำกัดเฉพาะรถจักรยานยนต์ รถพ่วงข้าง และการเดินเท้า ส่วนรถยนต์และรถบรรทุกยังต้องใช้เส้นทางเลี่ยงไปก่อน ยืนยันว่าแขวงทางหลวงฯ ไม่นิ่งนอนใจ และตั้งเป้าแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายน 2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...