"สีหศักดิ์" ซัด กัมพูชา กลางเวที NHRC ย้ำ "ไทย" ถูกลุกล้ำดินแดนมานาน
"สีหศักดิ์" ซัด กัมพูชา กลางเวที NHRC ย้ำ "ไทย" ถูกลุกล้ำดินแดนมานาน
วันที่ 25 ก.พ. 69 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในระหว่างการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) สมัยที่ 61
โดยระบุว่า กว่า 10 ปีที่ผ่านมา ตนได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ท่ามกลางช่วงเวลาที่สำคัญของการทบทวนการทำงานของคณะมนตรี และยังจำการประชุมที่กรุงเทพมหานครที่ไทยได้
ในตอนนั้น คณะมนตรีไม่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้ แต่ก็สามารถทำงานร่วมกับกลุ่มการเมืองและฝ่ายต่าง ๆ จากภูมิภาคอื่น ๆ ได้ เพื่อให้แน่ใจว่าคณะมนตรีจะทำงานได้ตามอาณัติที่ได้รับมอบหมายอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของทุกคน
ท่ามกลางช่วงเวลาที่กำลังเผชิญกับความท้าทายในเวทีพหุภาคีตอนนี้ เราต้องคิดและดำเนินการอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน ความสำเร็จและประสิทธิภาพของคณะมนตรีไม่ได้ชี้วัดที่จำนวนของร่างมติว่าเราผ่านได้แค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่าการทำงานของเราได้นำไปสู่พัฒนาการที่ดีขึ้นตามความเป็นจริงอย่างไร
อีกทั้งความท้าทายของสิทธิมนุษยชนในวันนี้อาจมาจากหลายรูปแบบ หนึ่งในภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดต่อสิทธิมนุษยชนในเวลานี้คือ การขยายตัวของอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ คนหลายล้านคนทั่วโลกตกเป็นเหยื่อจากอาชญากรรมนี้ คนที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ถูกกักขังอยู่ในฐานปฏิบัติการ ถูกบังคับอย่างทารุณให้ก่ออาชญากรรม เรากำลังเห็นเครือข่ายอาชญากรรมขยายตัวในระดับอุตสาหกรรม ไปสู่วิกฤตด้านสิทธิมนุษยชน
ปฏิบัติการเหล่านี้เติบโตได้เมื่อประเทศที่ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการมีความหละหลวมในการบังคับใช้กฎหมาย ไทยอยู่ในแนวหน้าของผลกระทบและความพยายามของนานาชาติในการแก้ไขปัญหานี้ และไทยจะยังคงผลักดันความร่วมมือเพื่อกำจัดเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ให้หมดไป
การผลักดันให้คณะมนตรีมีศักยภาพ มากขึ้น ทุกฝ่ายต้องไม่ทำให้เปลืองเวลาของคณะมนตรีไปกับเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างสองประเทศ ที่ควรไปพูดคุยในที่ที่เหมาะสมกว่า เดิมทีตนตั้งใจที่จะพูดถึงความท้าทายของสิทธิมนุษยชนและการทำงานที่สำคัญของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนมากกว่านี้ แต่เป็นอีกครั้งที่จำเป็นต้องตอบโต้คำกล่าวของรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา แทนที่กัมพูชาจะมุ่งเดินหน้าไปสู่สันติภาพตามที่เคยบอก แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่กัมพูชาเลือกที่จะใส่ร้ายประเทศไทย ด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง และคำพูดที่บิดเบือนอีกครั้ง
หากให้พูดอย่างจริงใจ ไทยต้องถามว่าความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นอย่างไร ในความเป็นจริงคือ ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศเกิดขึ้นจากการที่กัมพูชารุกล้ำพื้นที่ของไทยมาตลอดหลายปี และมีการยั่วยุอย่างต่อเนื่อง ราวกับเพื่อทดสอบความอดกลั้นของไทย รวมถึงความพยายามในการแทรกแซงการเมืองภายในของไทย นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมความตึงเครียดจึงยกระดับขึ้น นำไปสู่การโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมาย จนทำให้พลเรือนเสียชีวิต เป็นช่วงเวลาที่น่าเศร้าในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน
นายสีหศักดิ์ย้ำว่า ไทยมีเจตนาที่ดีให้กับประเทศเพื่อนบ้านมาตลอด ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไทยมอบที่พักพิงให้กับผู้อพยพหนีการสู้รบ ไทยให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการฟื้นฟูกัมพูชาในช่วงหลังสงครามกลางเมือง ไทยไม่เคยต้องการความขัดแย้ง เพราะเข้าใจดีว่าสันติภาพของไทยไม่สามารถแยกออกจากสันติภาพของกัมพูชาได้
ในวันนี้ ไทยและกัมพูชามีการหยุดยิง นี่ควรเป็นจุดเปลี่ยนไปสู่การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและการเดินหน้าต่อไปในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ดี แทนที่กัมพูชาจะมุ่งให้ความสำคัญไปกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ แต่กัมพูชายังคงผลักดันปัญหาทวิภาคีในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งทำลายหนทางไปสู่สันติภาพ กัมพูชากล่าวหาว่าไทยยึดครองดินแดนของกัมพูชา แต่ความจริงแล้ว ทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจาหยุดยิงและตกลงร่วมกันให้ทหารประจำอยู่ในตำแหน่งเดิม
โดยสิ่งที่ไทยต้องการในเวลานี้คือการคลี่คลายความตึงเครียด ไม่ใช่การปลุกปั่นความรู้สึกของสาธารณชน การยั่วยุอย่างมีการเตรียมการไว้ และหลังมีการหยุดยิง ทหารไทยยังเหยียบทุ่นระเบิดจนได้รับบาดเจ็บและยังคงมีการยิงกระสุนปืนข้ามชายแดนมาจนถึงวันนี้
นายสีหศักดิ์เน้นย้ำว่า ไทยเปิดกว้างที่จะมีการพูดคุย และขอย้ำอีกครั้งว่าเรามีหน้าที่ต้องปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชนคนไทยอย่างสุดความสามารถ จึงขอถามกลับไปยังฝ่ายกัมพูชา ว่าต้องการเลือกหนทางไปสู่สันติภาพหรือหนทางไปสู่ความตึงเครียดและความขัดแย้ง ที่จะนำไปสู่ความสูญเสียและความเจ็บปวดมากขึ้น
ที่ผ่านมาไทยชัดเจนมาตั้งแต่แรกว่าเลือกเส้นทางใด จึงขึ้นอยู่กับกัมพูชาว่าจะเดินหน้าต่อกับไทยในเส้นทางใด สันติภาพไม่ได้หมายถึงไม่มีความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่สันติภาพที่แท้จริงต้องเริ่มจากภายในประเทศก่อน สิทธิมนุษยชนจะผลิบานได้ก็ต่อเมื่อมีการเคารพหลักนิติธรรมและผู้นำมีความรับผิดชอบ ซึ่งแนวทางที่ทำให้ประชาชนใช้ชีวิตของตัวเองต่อไปในสังคมที่เปิดกว้างอย่างเสรี รวมถึงการเคารพสิทธิมนุษยชนของทุกคนด้วย