ทนายรณณรงค์ โพสต์ยินดี ทนายตั้ม หลังศาลสั่งคืนทรัพย์สิน ลั่น ไม่โกรธ ล้มแล้วไม่ซ้ำ
ทนายรณณรงค์ โพสต์ยินดี ทนายตั้ม หลังศาลแพ่งสั่งคืนทรัพย์สินทั้งหมด ยันไม่เคยโกรธ แม้เพื่อนเคยพูดทำร้ายจิตใจ ลั่น วันที่ล้มไม่อยากตำหนิ-ซ้ำเติม ส่งกำลังใจพิสูจน์ความบริสุทธิ์
จากกรณีวันนี้ (24 กุมภาพันธ์ 2569) ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้องของอัยการที่ขอให้ทรัพย์สินของ ทนายตั้ม ษิทรา ตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมสั่งคืนทรัพย์สินทั้งหมดที่เคยถูกอายัดไว้คืนแก่เจ้าของ ล่าสุดทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ โพสต์ข้อความถึงทนายตั้มผ่านเฟซบุ๊กทนายคู่ใจ เผยความในใจถึงเพื่อนรัก โดยไม่คิดจะตำหนิหรือซ้ำเติมใด ๆ
ทนายรณณรงค์ ร่ายยาวความรู้สึกถึง ทนายตั้ม ระบุว่า “แสงสว่างปลายอุโมงค์… วันที่ศาลแพ่งคืนความยุติธรรมและทรัพย์สินให้
“พี่ตั้ม” ยินดีด้วยจากใจเพื่อนรัก ผมจำได้ดีถึงความรู้สึกหนักอึ้งในวันที่เห็นเพื่อนรักต้องเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และต้องสูญเสียอิสรภาพไปชั่วคราว ท่ามกลางกระแสสังคมที่ถาโถมและข้อหาที่หนักหน่วง ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ผมยอมรับอย่างตรงไปตรงมาเลยว่า ในฐานะนักกฎหมายคนหนึ่งที่คลุกคลีกับคดีความมาเกือบ 20 ปี ผมเคยมองโลกในแง่ร้ายและประเมินสถานการณ์ว่าคดีนี้ ‘สู้ยากมาก’ ผมเคยมองไม่เห็นทางรอดด้วยซ้ำ และอดคิดไม่ได้ว่าเพื่อนอาจจะต้องรับโทษยาวนานถึง 12 ปี มันเป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดรวดร้าวที่ต้องเห็นคนที่เรารู้จักมักจี่ต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น
สิ่งที่ศาลแพ่งท่านวินิจฉัยอย่างยุติธรรมในวันนี้ คือการชี้ให้เห็นว่า พยานหลักฐานต่าง ๆ ไม่อาจรับฟังได้เลยว่าพี่ตั้มมีพฤติการณ์หลอกลวงหรือฉ้อโกงแบบเป็นอาชีพหรือเป็น ‘ปกติธุระ’ เมื่อการกระทำไม่เข้าองค์ประกอบความผิดมูลฐานตามที่กฎหมายฟอกเงินกำหนด ศาลท่านจึงไม่มีอำนาจที่จะริบทรัพย์สินเหล่านั้นตกเป็นของแผ่นดิน และต้องสั่งคืนทรัพย์สินที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงกลับคืนสู่เจ้าของ นี่คือหลักนิติธรรมที่สวยงามและยืนยันว่าศาลไทยท่านพิจารณาตามพยานหลักฐานอย่างเคร่งครัด
หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมผมถึงยังออกมาแสดงความยินดีอย่างออกหน้าออกตาทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ พี่ตั้มเคยให้สัมภาษณ์พาดพิงถึงเรื่องส่วนตัวของผมด้วยถ้อยคำที่ทำให้ผมต้องหลั่งน้ำตา ถ้อยคำที่ตั้งคำถามว่าผมถูกสวมเขาหรือไม่ มันเป็นคำพูดที่ ‘แทงใจดำ’ ผมอย่างแสนสาหัส ไม่ใช่เพราะครอบครัวผมมีปัญหา แต่เพราะมันไปสะกิดบาดแผลลึกในใจ จากเหตุการณ์ที่มิจฉาชีพหลอกเอาเงินเก็บทั้งชีวิต 2.6 ล้านบาทที่ผมหามาอย่างเหน็ดเหนื่อยไปจนหมดสิ้น เหตุการณ์นั้นมันทำลายความเชื่อมั่น ทำลายสภาพจิตใจจนผมกลายเป็นโรคซึมเศร้า น้ำหนักลดไปกว่ายี่สิบกิโลกรัม และแทบไม่อยากจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ จนผมต้องหันหน้าเข้าวัดปฏิบัติธรรมเพื่อประคองสติ
แต่วันนี้ ผมอยากย้ำอีกครั้งในสิ่งที่ผมเคยบอกไปแล้ว… ‘ผมไม่เคยโกรธพี่ตั้มเลยครับ’ มิตรภาพที่แท้จริงไม่ได้วัดกันในวันที่ทุกอย่างสวยงาม แต่วัดกันในวันที่อีกฝ่ายล้มลง ผมไม่คิดจะตำหนิหรือซ้ำเติมใดๆ เพราะสำหรับผม คำว่า ‘เพื่อน’ มันหมายถึงการเป็นเพื่อนเสมอ ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ทรมานที่สุด
ชัยชนะในศาลแพ่งวันนี้ เป็นเพียงก้าวแรกที่สำคัญยิ่งในการกอบกู้ศักดิ์ศรีและทรัพย์สินกลับคืนมา แน่นอนว่าสงครามทางกฎหมายยังไม่จบ เพราะเรายังต้องเผชิญกับกระบวนการสืบพยานในคดีอาญาที่จะเริ่มต้นขึ้นในเดือนมีนาคมและเมษายนนี้ ผมรู้ว่าหนทางข้างหน้ายังคงขรุขระและเต็มไปด้วยบททดสอบ แต่การได้ทรัพย์สินคืนมา ย่อมเป็นพลังใจและเป็นทุนรอนที่สำคัญในการจัดเตรียมพยานหลักฐานเพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาลอาญาอย่างเต็มกำลัง
ผมขอแสดงความยินดีกับพี่ตั้มและครอบครัวจากก้นบึ้งของหัวใจ ขอให้พี่ใช้ความรู้ ความสามารถ และสติปัญญาทางกฎหมายทั้งหมดที่มี พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองในคดีที่เหลือให้สังคมได้รับรู้
ผมขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่ส่งไปถึงพี่จากข้างนอกนี้ เจ็บปวดแค่ไหนก็ต้องลุกขึ้นสู้ต่อไป ยินดีด้วยจริงๆ ครับพี่ตั้ม… รักและเป็นห่วงพี่เสมอนะครับ”
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง