โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทนายรณณรงค์ โพสต์ยินดี ทนายตั้ม หลังศาลสั่งคืนทรัพย์สิน ลั่น ไม่โกรธ ล้มแล้วไม่ซ้ำ

Thaiger

อัพเดต 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 22.36 น. • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thaiger ข่าวไทย

ทนายรณณรงค์ โพสต์ยินดี ทนายตั้ม หลังศาลแพ่งสั่งคืนทรัพย์สินทั้งหมด ยันไม่เคยโกรธ แม้เพื่อนเคยพูดทำร้ายจิตใจ ลั่น วันที่ล้มไม่อยากตำหนิ-ซ้ำเติม ส่งกำลังใจพิสูจน์ความบริสุทธิ์

จากกรณีวันนี้ (24 กุมภาพันธ์ 2569) ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้องของอัยการที่ขอให้ทรัพย์สินของ ทนายตั้ม ษิทรา ตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมสั่งคืนทรัพย์สินทั้งหมดที่เคยถูกอายัดไว้คืนแก่เจ้าของ ล่าสุดทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ โพสต์ข้อความถึงทนายตั้มผ่านเฟซบุ๊กทนายคู่ใจ เผยความในใจถึงเพื่อนรัก โดยไม่คิดจะตำหนิหรือซ้ำเติมใด ๆ

ทนายรณณรงค์ ร่ายยาวความรู้สึกถึง ทนายตั้ม ระบุว่า “แสงสว่างปลายอุโมงค์… วันที่ศาลแพ่งคืนความยุติธรรมและทรัพย์สินให้

“พี่ตั้ม” ยินดีด้วยจากใจเพื่อนรัก ผมจำได้ดีถึงความรู้สึกหนักอึ้งในวันที่เห็นเพื่อนรักต้องเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และต้องสูญเสียอิสรภาพไปชั่วคราว ท่ามกลางกระแสสังคมที่ถาโถมและข้อหาที่หนักหน่วง ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ผมยอมรับอย่างตรงไปตรงมาเลยว่า ในฐานะนักกฎหมายคนหนึ่งที่คลุกคลีกับคดีความมาเกือบ 20 ปี ผมเคยมองโลกในแง่ร้ายและประเมินสถานการณ์ว่าคดีนี้ ‘สู้ยากมาก’ ผมเคยมองไม่เห็นทางรอดด้วยซ้ำ และอดคิดไม่ได้ว่าเพื่อนอาจจะต้องรับโทษยาวนานถึง 12 ปี มันเป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดรวดร้าวที่ต้องเห็นคนที่เรารู้จักมักจี่ต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น

สิ่งที่ศาลแพ่งท่านวินิจฉัยอย่างยุติธรรมในวันนี้ คือการชี้ให้เห็นว่า พยานหลักฐานต่าง ๆ ไม่อาจรับฟังได้เลยว่าพี่ตั้มมีพฤติการณ์หลอกลวงหรือฉ้อโกงแบบเป็นอาชีพหรือเป็น ‘ปกติธุระ’ เมื่อการกระทำไม่เข้าองค์ประกอบความผิดมูลฐานตามที่กฎหมายฟอกเงินกำหนด ศาลท่านจึงไม่มีอำนาจที่จะริบทรัพย์สินเหล่านั้นตกเป็นของแผ่นดิน และต้องสั่งคืนทรัพย์สินที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงกลับคืนสู่เจ้าของ นี่คือหลักนิติธรรมที่สวยงามและยืนยันว่าศาลไทยท่านพิจารณาตามพยานหลักฐานอย่างเคร่งครัด

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมผมถึงยังออกมาแสดงความยินดีอย่างออกหน้าออกตาทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ พี่ตั้มเคยให้สัมภาษณ์พาดพิงถึงเรื่องส่วนตัวของผมด้วยถ้อยคำที่ทำให้ผมต้องหลั่งน้ำตา ถ้อยคำที่ตั้งคำถามว่าผมถูกสวมเขาหรือไม่ มันเป็นคำพูดที่ ‘แทงใจดำ’ ผมอย่างแสนสาหัส ไม่ใช่เพราะครอบครัวผมมีปัญหา แต่เพราะมันไปสะกิดบาดแผลลึกในใจ จากเหตุการณ์ที่มิจฉาชีพหลอกเอาเงินเก็บทั้งชีวิต 2.6 ล้านบาทที่ผมหามาอย่างเหน็ดเหนื่อยไปจนหมดสิ้น เหตุการณ์นั้นมันทำลายความเชื่อมั่น ทำลายสภาพจิตใจจนผมกลายเป็นโรคซึมเศร้า น้ำหนักลดไปกว่ายี่สิบกิโลกรัม และแทบไม่อยากจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ จนผมต้องหันหน้าเข้าวัดปฏิบัติธรรมเพื่อประคองสติ

แต่วันนี้ ผมอยากย้ำอีกครั้งในสิ่งที่ผมเคยบอกไปแล้ว… ‘ผมไม่เคยโกรธพี่ตั้มเลยครับ’ มิตรภาพที่แท้จริงไม่ได้วัดกันในวันที่ทุกอย่างสวยงาม แต่วัดกันในวันที่อีกฝ่ายล้มลง ผมไม่คิดจะตำหนิหรือซ้ำเติมใดๆ เพราะสำหรับผม คำว่า ‘เพื่อน’ มันหมายถึงการเป็นเพื่อนเสมอ ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ทรมานที่สุด

ชัยชนะในศาลแพ่งวันนี้ เป็นเพียงก้าวแรกที่สำคัญยิ่งในการกอบกู้ศักดิ์ศรีและทรัพย์สินกลับคืนมา แน่นอนว่าสงครามทางกฎหมายยังไม่จบ เพราะเรายังต้องเผชิญกับกระบวนการสืบพยานในคดีอาญาที่จะเริ่มต้นขึ้นในเดือนมีนาคมและเมษายนนี้ ผมรู้ว่าหนทางข้างหน้ายังคงขรุขระและเต็มไปด้วยบททดสอบ แต่การได้ทรัพย์สินคืนมา ย่อมเป็นพลังใจและเป็นทุนรอนที่สำคัญในการจัดเตรียมพยานหลักฐานเพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาลอาญาอย่างเต็มกำลัง

ผมขอแสดงความยินดีกับพี่ตั้มและครอบครัวจากก้นบึ้งของหัวใจ ขอให้พี่ใช้ความรู้ ความสามารถ และสติปัญญาทางกฎหมายทั้งหมดที่มี พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองในคดีที่เหลือให้สังคมได้รับรู้

ผมขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่ส่งไปถึงพี่จากข้างนอกนี้ เจ็บปวดแค่ไหนก็ต้องลุกขึ้นสู้ต่อไป ยินดีด้วยจริงๆ ครับพี่ตั้ม… รักและเป็นห่วงพี่เสมอนะครับ”

ภาพจาก Facebook : ทนายคู่ใจ
ภาพจาก Facebook : ทนายคู่ใจ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...