คืนศักดิ์ศรีความเป็น "มนุษย์" ครบ 3 ปี บังคับใช้พ.ร.บ.ทรมาน ฯ
ผ่านไป 3 ปี นับตั้งแต่พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายพ.ศ 2565 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ. 2566 แต่ปัญหาดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นเนือง ๆ หลังกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ตามมาตรา 28 พบสถิติร้องเรียนจำนวน 1,155 เรื่อง มีผู้ป่วยเชื้อในกระแสเลือดและปอดอักเสบ แต่ยังไม่พบสาเหตุการเสียชีวิตที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ
ขณะที่ข้อมูลจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ระบุว่า หลังพ.ร.บ.ทรมานฯ มีผลบังคับใช้ครบ 3 ปี นับแต่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 คณะอนุกรรมการช่วยเหลือเยียวยาฯให้ความช่วยเหลือตามระเบียบฟื้นฟูผู้เสียหาย พ.ศ.2568 แล้ว 33 กรณี (ข้อมูล วันที่ 22 มี.ค.2568-22 ก.พ.2569) แบ่งเป็น ฐานกระทำทรมาน 9 ราย ฐานกระทำการที่โหดร้ายฯ 20 ราย และฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย 4 ราย รวมเป็นเงิน 8,283,705 บาท
โดยคดีพลทหาร วรปรัชญ์ พัดมาสกุล ทหารกองประจำการ อายุ 18 ปี ถูกครูฝึกและผู้ช่วยครูฝึกจำนวน 13 คนลงโทษซ่อมและร่างกายอย่างหนักติดต่อกันหลายวันจนเสียชีวิต ถือเป็นคดีแรกซึ่งกฎหมายมีผลบังคับใช้ครั้งแรกและเป็นคดีแรกที่มีการเยียวยาตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว หลังเมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2568 ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 จ.ระยอง มีคำพิพากษาชั้นต้นตัดสินจำคุก ครูฝึกคนที่ 1 ที่ทำร้าย ร่างกายอยู่กับผู้ตายคนสุดท้าย 20 ปี ครูฝึกคนที่ 2 จำคุก 15 ปี พลทหารรุ่นพี่ 11 คน ที่เป็นผู้ช่วยครูฝึก จำคุกคนละ 10 ปี
เช่นเดียวกับคดีพลทหาร กิตติธร เวียงบรรพต ทหารกองประจำการรุ่นปี 2566 ซึ่งถูกครูฝึกกระทำทรมานลงโทษนานเกินสมควร ให้นอนนอกเรือนนอน ในชุดที่เปียกท่ามกลางอากาศหนาวเย็นกว่าปกติ จนเป็นเหตุให้ล้มป่วย ติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิตในที่สุด คดีนี้ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ มีคำพิพากษาจำคุก 2 ครูฝึกคนละ 1 ปี ฐานทำโทษให้ พลทหารกิติธร เสียชีวิตระหว่างการฝึก ในช่วงเดือน ก.ค.2566
นอกจาก 2 คดีดังกล่าวแล้ว ยังมีคดีผู้เสียหายจากการถูกกระทำที่โหดร้าย ซึ่งเกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนถูกครูทำร้าย และอุ้มผู้เสียหาย “ชัยยา ปันยาว” ผู้เสียหายที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบังคับให้สูญหาย
พี่ชายของชัยยา ถ่ายทอดเรื่องราวให้ฟังว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.2568 ตอนประมาณเที่ยงคืน น้องกลับจากงานเลี้ยงสังสรรค์ กำลังจะกลับไปหาแฟน เมื่อแวะจอดฉี่ข้างทาง มีผู้อ้างตนเป็นตำรวจขอตรวจค้น
“น้องผมก็ยอมให้ตรวจ แต่ตำรวจไม่มีเครื่องวัดแอลกอฮอล์ แต่มีการเรียกเงินกับน้องผม 20,000 บาท น้องโทรมาหาผม ตอนนั้นผมไม่มีตังค์ พ่อแม่ทำสวนลำไย เผาถ่านขาย คิดว่าจะยอมจ่ายตรงนั้นเพื่อที่แลกกับการไม่ต้องขึ้นศาล
“ผมขอต่อรองจาก 20,000 บาทเหลือ 7,000 บาท ถ้าจะเอาจริง ๆ ตอนนี้ผมมีเงินติดตัวแค่ 5,000 บาท น้องผมมีอีก 1,000 ติดตัวอีก 1,000 รวมเป็น 7,000 บาท แต่เขาจะเอา”
ตอนแรก ไม่คิดว่าเป็นตำรวจด้วยซ้ำ เพราะตำรวจคงไม่ทำแบบนี้ เขาพาน้องไปหลายที่ เป็นทางเปลี่ยว มืดมาก 3-4 ที่ ใช้ระยะเวลา ให้เอาเงินไปวางให้ แล้วจะปล่อยน้องเลย ผมโทรหาผู้ใหญ่บ้าน ก็ประสานตำรวจในพื้นที่ส่งสายตรวจมาทันควัน ไม่ให้ผมเอาเงินไปวาง
จนกระทั่งน้องชายพิมพ์มาบอกว่า “ให้รีบเอาเงินมาวาง ก่อนที่จะไม่ได้เห็นหน้าผม” ด้วยความเป็นห่วงจึงบอกว่าจะเอาไปวางเอง …สุดท้ายเอาเงินไปวาง เขาปล่อยน้องกลับมา ไปแจ้งความที่ สภ.ฮอด ที่เกิดเหตุเป็นรอยต่อกับตำรวจอีกอำเภอ (คู่กรณี) มันเสียความรู้สึกทั้งพ่อ แม่ ญาติ
“ผมกับพ่อแม่และน้องต้องนอนกองรวมกันเป็นเดือนๆ เพราะกลัว ต้องของคุณทุกคนมาก ๆ ที่ทำให้น้องได้รับการเยียวยา” พี่ชายนายชัยยากล่าว
ข้อมูลจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ระบุว่า หลังพ.ร.บ.ทรมานฯบังคับใช้แล้วยังมีเรื่องร้องเรียนสะ สม 163 เรื่อง คือ กรณีทรมาน 65 เรื่อง กรณีโหดร้าย 47 เรื่อง อุ้มหาย 20 เรื่อง และสองฐานความผิดขึ้นไป อีก 31 เรื่อง
นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ หากพบว่ามีการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.ดังกล่าว กรมฯจะเน้นการทำงานเชิงรุก ไม่ต้องรอให้เกิดเรื่องร้องเรียนเข้ามา หากทราบข่าวจะจัดคนลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที
“ทุกคดีจะส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงและประสานให้มีการคุ้มครองพยานให้ และติดตามความคืบหน้าของคดี ให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพ.ร.บ.ทรมานฯ และเยียวยา เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน สามารถบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาระบบการเยียวยาให้การช่วยเหลือผู้เสียหายและครอบครัวอย่างรวดเร็ว”
โดยมาตรการเชิงรุกจะเริ่มตั้งแต่การป้องกันตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ( สตช.) และสำนักการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงมาตรการและบังคับใช้กฎหมายป้องกันการกระทำทรมานและสูญหาย ฯให้ได้มากที่สุด
ด้าน นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า แม้จะมีการบังคับใช้กฎหมายทรมานฯมาแล้ว 3 ปีแต่ยังมีประเด็นปัญหาเรื่องการตีความว่า การกระทำใดเข้าข่ายตาม พ.ร.บ.ทรมานฯ หรือไม่ ซึ่งต้องทำความเข้าใจเชิงลึกกับเจ้าหน้าที่สอบสวนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“การเยียวยาตามกฎหมายฉบับนี้ไม่จำเป็นต้องรอผลคดีสิ้นสุด เราจะพิจารณาจากพฤติการณ์เป็นสำคัญ และต้องแยกเรื่องผลคดีกับการเยียวยาออกจากกัน ซึ่งต้องเร่งสร้างความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่รัฐทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจ ครู เจ้าหน้าที่สรรพสามิต และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายฉบับเดียวกัน”
นอกจากนี้ ยังมีการช่วยเหลือในรูปแบบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ตัวเงิน ทั้งการประสานเจ้าหน้าที่รัฐ และให้ผู้กระทำความผิดขอโทษผู้เสียหายโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ การฟื้นฟูด้านจิตใจแก่ผู้เสียหาย หรือครอบครัวผู้เสียหาย การประสานหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อกำชับการปฏิบัติงาน เพราะการเยียวยาไม่ได้จบเพียงแค่การจ่ายเงินเท่านั้น แต่กรมคุ้มครองสิทธิฯ ยังร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้ความช่วยเหลือกฎหมายอีกด้วย
ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำทรมาน หรือ กระทำการที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และกระทำให้บุคคลสูญหายจะมีการเยียวยา ตามหลักการเชิงมนุษยชน เป็นการขอโทษจากรัฐที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อประชาชน โดยไม่ลดทอนและตัดสิทธิ์ การเยียวยาความเสียหายทางแพ่ง และเน้นกระบวนการที่รวดเร็วไม่ต้องรอผลทางคดีตาม
ตามหลักสากลสำหรับผู้เสียหายจะมี 3 ประเภทคือ
ประเภทที่ 1 ผู้เสียหายจากการถูกกระทำทรมาน
ประเภทที่ 2 เป็นผู้เสียหายจากการถูกกระทำการที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำดีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ประเภทที่ 3 เป็นผู้เสียหายจากการถูกกระทำให้สูญหาย
ประเภทที่ 4สามีภรรยาผู้บุพการีผู้สืบสันดานผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภรรยาซึ่งมิได้จดทะเบียนสมรสผู้อุปการะและและผู้อยู่ในอุปการะของผู้ถูกกระทำให้สูญหายและเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการกระทำให้สูญหาย
ส่วนการช่วยเหลือในรูปแบบที่เป็นตัวเงินใน ตามระเบียบคณะกรรมการป้องและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายว่าด้วยการช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูผู้เสียหายพ.ศ 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2568 มีดังนี้
กรณีที่ถูกกระทำทรมานจำนวน 500,000 บาท
กรณีถูกกระทำการที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมและย่อมดีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จำนวน 100,000-250,000 บาท
กรณีถูกกระทำให้สูญหายจำนวน 500,000 บาท
และกรณีเป็นสามีภรรยาคู่สมรสบุพการีผู้สืบสันดานผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภรรยาซึ่งมิได้จดทะเบียนสมรสผู้อุปการะและผู้อยู่ในอุปการะของผู้กระทำให้สูญหายและได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสูญหายอัตราการจ่าย 100,000 บาท
…เก็บตกจากงานสัมมนา 3 ปี พ.ร.บ.ทรมานฯ ยุติธรรมต้องมา เยียวยาต้องมี ที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย
อ่านข่าว
รหัสลับ "อิโมจิ" ภัยมืดเยาวชน "ขบวนการค้ายา" ในโลกออนไลน์
"ป.ป.ส." ตีแผ่รหัสลับ "อิโมจิ" สื่อสารค้ายา ออนไลน์