ทำไมถึงเกิดเหตุหมีสีน้ำตาลทำร้ายคนในญี่ปุ่นมากขึ้น?
ช่วงหลัง ๆ ที่ญี่ปุ่นเกิดเหตุหมีทำร้ายคนเยอะขึ้น ตามที่เราได้เห็นกันจากข่าวต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจและน่าเศร้า ยกตัวอย่างเช่นในฮอกไกโดที่เป็นถิ่นที่อยู่ของ หมีสีน้ำตาล (ヒグマ– ฮิกุมะ) ก็ยังมีเหตุที่มีชาวประมงถูกหมีสีน้ำตาลทำร้ายจนเสียชีวิต
หมีที่อยู่ในญี่ปุ่นมีหลายสายพันธุ์ เช่น หมีสีน้ำตาลที่ฮอกไกโด ส่วนทางใต้ของเกาะฮอนชูจะเป็นหมีดำเอเชีย (หรือหมีควาย) โดยหมีสีน้ำตาลมักจะถูกมองว่าเป็นหมีที่ดุร้ายและมีแนวโน้มที่จะทำร้ายคนมากกว่าหมีดำเอเชีย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วหมีสีน้ำตาลชอบกินแค่พืชป่า ถั่ว และแมลง และแทบจะไม่โจมตีใส่สัตว์อื่น ๆ เลย แถมยังชอบระวังตัวและไม่เข้าใกล้คน แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรประมาท เพราะหากจู่ ๆ พบเจอหมีโดยที่ไม่คาดคิดบนเส้นทางเดินป่าและหมีเกิดตกใจขึ้นมา อาจเกิดโอกาสสูงที่จะถูกหมีทำร้ายได้
ด้วยเหตุนี้ ในฮอกไกโดหากจู่ ๆ เจอร่องรอยของหมี เช่น การเจออุจจาระหรือรอยเท้าหมี ร่องรอยนั้นจะถูกเก็บรวบรวมและทำ “แผนที่รอยเท้าหมีสีน้ำตาลในฮอกไกโด” โดยรัฐบาลท้องถิ่น และอุทยานหรือที่ตั้งแคมป์ที่เจอร่องรอยเหล่านั้นอาจถูกปิดชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย โดยปกติอุจจาระของหมีสีน้ำตาลจะมีขนาดใหญ่และสังเกตง่าย จดจำได้ง่าย ถึงขนาดว่าสามารถเดาได้เลยว่าก่อนหน้านี้หมีไปกินอะไรมาก่อนเลยดูจากอุจจาระหมี
ถึงหมีสีน้ำตาลจะเป็นสัตว์ที่ชอบกินพืชแต่ก็ควรต้องระวังเรื่องความปลอดภัย เพราะหมีบางตัวก็ลงมาที่หมู่บ้านและกินพืชผลทางการเกษตรที่คนปลูกไว้ จากข้อมูลของจังหวัดฮอกไกโด ความเสียหายทางการเกษตรที่เกิดจากหมีสีน้ำตาลในปีงบประมาณ 2021 เกินกว่า 260 ล้านเยน ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดที่เคยบันทึกไว้
ลูกโอ๊คบนภูเขาไม่เพียงพอ หมีเลยต้องลงมาที่หมู่บ้าน
ที่หมีต้องลงจากเขามายังหมู่บ้านคนด้านล่าง สันนิษฐานว่าเกิดจากอาหารของหมีบนภูเขาไม่เพียงพอ หมีสีน้ำตาลเป็นหมีตัวใหญ่ ต้องการอาหารมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง เพราะพวกมันต้องสะสมไขมันเพื่อเตรียมตัวใช้ในช่วงที่จำศีล ลูกโอ๊คจึงมีความสำคัญ เนื่องจากเป็นอาหารหลักของหมีสีน้ำตาลในช่วงฤดูใบไม้ร่วง แต่ลูกโอ๊คอาจมีปริมาณมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับในแต่ละปี ยิ่งระยะหลัง ๆ ที่ผลผลิตลูกโอ๊คตกต่ำ พอหมีไม่มีอะไรกินจึงลงจากเขาเพื่อมาหาอาหารตามบ้านคนมากขึ้น ส่วนของโปรดอีกอย่างหนึ่งของหมีสีน้ำตาลคือ ต้นโคคุวะหรือซารุนาชิ (サルナシ) เป็นไม้เลื้อยที่มีผลสีเขียวตระกูลกีวี ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-4 ซม. มีรสหวานอมเปรี้ยว
กวางฮอกไกโดกินอาหารของหมีสีน้ำตาลหมด
หมีสีน้ำตาลที่ถูกตั้งชื่อว่า OSO18 เป็นหมีที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในฮอกไกโดหวาดกลัวกันมาก เพราะตั้งแต่ปี 2019 มันโจมตีและฆ่าโคนมกว่า 66 ตัว ส่วนใหญ่อยู่ในฮอกไกโดตะวันออก ชาวบ้านไม่สามารถจับมันได้เลยเพราะมันเป็นหมีที่ระวังตัวมาก และมีทักษะในการหลบหลีกกับดักที่เกษตรกรวางไว้ แต่เมื่อเดือน ก.ค. ในปี 2023 เจ้าหมี OSO18 ก็ได้ถูกนักล่าในคุชิโระฆ่าโดยบังเอิญ พอไปตรวจดีเอ็นเอในภายหลังจึงพบว่าเป็นหมี OSO18 นี่เอง
แม้ว่าหมีสีน้ำตาลที่ชอบล่าสัตว์อื่นอย่างเจ้าหมี OSO18 จะหายากและพบได้ไม่บ่อย เพราะหมีสีน้ำตาลเป็นสัตว์กินพืชเป็นหลัก แต่เชื่อกันว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หมีอย่าง OSO18 มีนิสัยแบบนั้นเนื่องจาก “กวางฮอกไกโด – エゾシカ” เป็นอีกสาเหตุ
ปัจจุบันจำนวนกวางฮอกไกโดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีหลักฐานว่ากวางฮอกไกโดกินถั่วและพืชป่าต่าง ๆ ที่เป็นอาหารของหมีสีน้ำตาล เมื่อหมีสีน้ำตาลไม่มีพืชผักกินจึงไปล่ากวางฮอกไกโด เมื่อหมีกินซากกวางฮอกไกโดจึงอาจทำให้สัญชาตญาณการกินเนื้อของพวกมันแข็งแกร่งขึ้น
จำนวนประชากรสัตว์ป่าเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการรุกรานพื้นที่ของคน
หากประชากรสัตว์ป่าเพิ่มขึ้น การรุกรานของสัตว์ป่าเข้าไปในถิ่นที่อยู่อาศัยของคนก็อาจเป็นปัญหาที่จะเกิดได้เช่นเดียวกัน แต่การกำจัดสัตว์ป่าก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากมุมมองด้านสวัสดิภาพสัตว์ อย่างเมื่อตอนกรณีของหมี OSO18 รัฐบาลได้รับโทรศัพท์วิพากษ์วิจารณ์ประมาณ 20 สาย ส่วนใหญ่มาจากนอกฮอกไกโด ซึ่งอาจเกิดจากความเชื่อที่ว่าหากสัตว์ป่าเข้ามาในพื้นที่อยู่อาศัยของคนเมื่อไร ก็เป็นเพราะคนกำลังคุกคามถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมัน
แต่อย่างไรก็ตาม คนและสัตว์ป่าก็ควรจะต้องอยู่อย่างมีระยะห่างที่เหมาะสม สัตว์ป่าบางจำพวกใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบ โดดเดี่ยว และ “เห็นแก่ตัว” ในถิ่นที่อยู่ของตนเอง ขนาดคนอยู่ร่วมกันหลายคนยังต้องมีความสุภาพและรักษาระยะห่างซึ่งกันและกัน หากไม่มีระยะห่างที่เหมาะสม ความสัมพันธ์ระหว่างกันคงพังทลาย หมีสีน้ำตาลที่เกิดและเติบโตใกล้กับชุมชนบางครั้งจึงถูกเรียกว่า “หมีรุ่นใหม่” และหมีรุ่นใหม่เหล่านี้คุ้นเคยกับเสียงกิจกรรมของคนและยังไม่กลัวคนอีกด้วย ซึ่งหมายความว่าความรู้สึกถึงระยะห่างระหว่างหมีสีน้ำตาลและคนเริ่มที่จะพังทลายลง
ความจำเป็นในการปลูกฝังความกลัวในสัตว์ป่า
วิธีที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่งในการรักษาระยะห่างที่เหมาะสมคือการปลูกฝังความกลัวในสัตว์ป่าและสอนให้พวกมันไม่เข้าใกล้ “อาณาเขต” ของคน
การยุติการกำจัดหมีในฤดูใบไม้ผลิในปี 1989 เชื่อกันว่าได้ลดแรงกดดันต่อหมีสีน้ำตาล ทำให้พวกมันระแวงคนน้อยลง ก่อนหน้านั้นนักล่าได้กำจัดหมีจนหมดสิ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ดังนั้นผู้คนจึงมีความหวาดกลัวว่าหมีสีน้ำตาลจะเข้ามาใกล้อาณาเขตของคนมากขึ้น
ต่อมาในปี 1990 ทันทีหลังจากที่ยุติการล่าหมีสีน้ำตาลในฤดูใบไม้ผลิ ประชากรหมีสีน้ำตาลในฮอกไกโดมีจำนวนประมาณ 5,200 ตัว และปัจจุบันมีจำนวนเกินกว่า 10,000 ตัว ดังนั้นการระงับการล่าหมีสีน้ำตาลในฤดูใบไม้ผลิจึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของประชากรหมีสีน้ำตาล
ในฮอกไกโด การเจอหมีสีน้ำตาลและการที่หมีสร้างความเสียหายต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลัง ๆ ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้กลับมาดำเนินการล่าหมีสีน้ำตาลในฤดูใบไม้ผลิอีกครั้ง แต่ก็ยังมีประเด็นเรื่องจำนวนนักล่าที่ลดลง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการลดลงของประชากรในพื้นที่ภูเขาใกล้กับแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าด้วย
การลดลงของประชากรในชนบทนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของความเสียหายจากหมีสีน้ำตาลหรือไม่?
การลดลงของประชากรในสังคมญี่ปุ่นโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท กำลังทำให้พื้นที่อยู่อาศัยของคนลดลง การเพิ่มขึ้นของความเสียหายที่เกิดจากสัตว์ป่ารวมถึงหมีสีน้ำตาล สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงของการหดตัวของสังคมญี่ปุ่น เราต้องปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริงนี้และพิจารณาความสัมพันธ์ของเรากับสัตว์ป่าใหม่
สรุปว่าหมีสีน้ำตาลและกวางฮอกไกโดไม่ได้เข้ามาในเขตเมืองโดยบังเอิญ แต่เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกับที่หมีสีน้ำตาลระมัดระวังมนุษย์ มนุษย์ก็ต้องระมัดระวังสัตว์ป่าเช่นกัน หากใครอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วกลัวจะเจอภัยจากหมีสีน้ำตาล สามารถอ่านในบทความ “3 ข้อปฏิบัติเพื่อป้องกันไม่ให้หมีเข้ามาคุกคาม” ต่อได้เลยนะคะ
สรุปเนื้อหาจาก toyokeizai